โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนภัย! เอลนีโญ คลื่นซัดเศรษฐกิจ พยากรณ์เริ่ม พ.ค. 2569 'แม่นยำแค่ไหน'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

เศรษฐกิจ

สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้ติดตามคาดการณ์สภาวะ ENSO ระยะยาว ตั้งแต่ช่วง 1 พฤษภาคม 2569 ถึง 1 พฤษภาคม 2572 โดยติดตามข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) พบว่า ช่วงพฤษภาคม 2569 ถึงเมษายน 2570 มีแนวโน้มเกิดภาวะเอลนีโญ ความน่าจะเป็นร้อยละมากกว่า 60 ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นเอลนีโญกำลังอ่อน และหลังจากนั้นมีแนวโน้มสู่ภาวะเป็นลานีญาต่อเนื่องจนถึงเดือนมกราคม 2571 ความน่าจะเป็นร้อยละน้อยกว่า 50

สถานการณ์เอลนีโญ ปี 2569 ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นช่วงกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีฝนตกน้อยหรือมีแนวโน้มเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงได้ ช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคมของปี

โดยอาจส่งผลกระทบต่อน้ำปริมาณต้นทุนในพื้นที่มีการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ พื้นที่บริการในเขตการประปาส่วนภูมิภาคและประปาท้องถิ่น

เสี่ยงมีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำหลักและแหล่งน้ำที่สำรองไว้ไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา ซึ่งอาจส่งผลให้บางสาขาต้องจ่ายน้ำเป็นรอบเวร กระทบต่อปริมาณน้ำที่น้อยลงและคุณภาพน้ำ

สำหรับด้านการเกษตรมีการเพาะปลูกข้าวนาปี โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่เกษตรน้ำฝน อาจได้รับผลกระทบหนักขึ้น หากสถานการณ์เอลนีโญทำให้สภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานออกไปหรือในช่วงดังกล่าวมีฝนตกน้อยกว่าปกติมาก ทำให้พื้นที่เพาะปลูกมีความเสี่ยงอาจได้รับความเสียหาย

ดังนั้น สนทช.จึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ วางแผนบริหารจัดการน้ำเป็นการล่วงหน้า 3 ปี (ปี 2569-2571) เพื่อบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งของประเทศ ให้มีเพียงพอ สามารถสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำได้ตลอดฤดูกาล

ซึ่งแผนเร่งด่วนคือ 1. การบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี วางแผนสำรองน้ำต้นทุนให้เพียงพอ รองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนปี 2570

และ 2. การจัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ ให้ความสำคัญสูงสุดกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รองลงมาคือรักษาระบบนิเวศ และใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและภาคเอกชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คือ

1. เกษตรแม่นยำ ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการใช้น้ำ และลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคการเกษตร

2. ประกันภัยพืชผล ให้ครอบคลุมความเสียหายจากภัยพิบัติ ลดภาระหนี้สินของเกษตรกรกรณีผลผลิตเสียหายรุนแรง

3. การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนให้โรงงานขนาดใหญ่จัดทำธนาคารน้ำของตนเอง พร้อมปรับปรุงระบบ Re-use/Recycle ภายในโรงงาน

4. ความมั่นคงทางอาหาร เตรียมแผนสำรองคลังสินค้าเกษตร ป้องกันการขาดแคลนและลดความเสี่ยงการปั่นราคา

พร้อมแนะให้ 1. ภาคประชาชนประหยัดน้ำและลดใช้น้ำในทุกภาคส่วน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

2. ขอให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกตามที่ภาครัฐส่งเสริม และประเมินปริมาณน้ำให้เพียงพอ ลดความเสี่ยงผลผลิตด้านการเกษตรอาจเสียหาย และในพื้นที่เกษตร

เกษตรกรควรจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ตนเอง (นอกเขตชลประทาน) รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเพิ่มองค์ความรู้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรท้องถิ่น

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นว่า จากรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า สภาพอากาศแบบเอลนีโญมีแนวโน้มจะกลับมาตั้งแต่พฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 หมายความว่าปี 2569 อุณหภูมิโลกเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติ ทำให้อากาศร้อนขึ้น อาจเกิดภัยแล้ง โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สอดคล้องกับนักพยากรณ์อากาศทั่วโลก คาดปรากฏการณ์เอลนีโญค่อนข้างรุนแรง อาจก่อตัวขึ้นช่วงครึ่งหลังปี 2569 และอาจเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดรอบประมาณ 10 ปี จากการประเมินสถิติดัชนีวัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก (ONI) โดยองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) เอลนีโญเฉลี่ยเกิดทุก 2-7 ปี โดยค่า ONI มากกว่า +0.5C = เอลนีโญ ONI มากกว่า +1.5C = รุนแรง และ ONI มากกว่า +2.0C = รุนแรงมาก

อย่างไรก็ตาม ตามคาดการณ์โอกาสเกิดเอลนีโญจะแรงพีกสุดช่วงตุลาคมถึงธันวาคม

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่า ONI ปี 2569 จะมากกว่า 2 องศาเซลเซียส จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นซูเปอร์เอลนีโญ

ส่วนแง่ผลกระทบต่อแง่ผลผลิตและมูลค่า เมื่อปี 2569 ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดปริมาณฝนในปี 2569 อยู่ที่ 1,479 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะ 30 ปี

ซึ่งจากข้อมูล นายอรรณศรณ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญช่วงปี 2569-2570 ภาคเกษตรจะเป็นกลุ่มเสี่ยงจาก “เอลนีโญมาก

จากการวิเคราะห์สินค้าเกษตรหลัก 5 ตัวหลัก ผลผลิตจะลดลง 2.76 ล้านตัน กระทบมูลค่าผลผลิต 2.31 แสนล้านบาท

แยกเป็น ข้าว ผลผลิตลดลง 0.4% จากปริมาณน้ำฝนลดลง 1% ปริมาณลด 1.34 ล้านตัน จากผลผลิตรวม 35.4 ล้านตัน ผลกระทบต่อจีดีพี 9.2 หมื่นล้านบาท

ทุเรียน ผลผลิตลดลง 1.04% จากปริมาณน้ำฝนลดลง 1% ปริมาณลด 4.9 แสนตัน จากผลผลิตรวม 26 ล้านตัน ผลกระทบต่อจีดีพี 5 พันล้านบาท

ยางพารา ผลผลิตลดลง 0.31% จากปริมาณน้ำฝนลดลง 1% ปริมาณลด 1.47 ตัน จากผลผลิตรวม 4.9 ล้านตัน ผลกระทบต่อจีดีพี 1.29 หมื่นล้านบาท

ปาล์มน้ำมัน ผลผลิตลดลง 0.34 % จากปริมาณน้ำฝนลดลง 1% ปริมาณลด 6.18 แสนตัน จากผลผลิตรวม 21.8 ล้านตัน ผลกระทบต่อจีดีพี 5.74 หมื่นล้านบาท

มันสำปะหลัง ผลผลิตลดลง 0.16 % จากปริมาณน้ำฝนลดลง 1% ปริมาณลด 1.53 แสนตัน จากผลผลิตรวม 24.1 ล้านตัน ผลกระทบต่อจีดีพี 6.35 หมื่นล้านบาท

“น่ากังวลคือ ผลของเอลนีโญทำให้หนี้สินครัวเรือนเกษตรกรไทยเพิ่มขึ้น 89,362 ล้านบาท โดยเพิ่มจากปี 2568 ที่ 11.7 ล้านล้านบาท เป็น 11.8 ล้านล้านบาท ในปี 2569 อีกทั้งภาวะภัยแล้งและกระทบต่อภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”

“จากการวิเคราะห์สินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิด พบว่า การลดลงของผลผลิตจากภาวะเอลนีโญจะส่งผลให้ GDP ของไทยมีแนวโน้มลดลง 0.2-0.3% หากพิจารณาผลกระทบทางอ้อมต่อภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ภาคการส่งออก และภาคบริการ ซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากรายได้เกษตรกรที่ลดลง จะส่งผลให้ GDP ไทยในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงมากกว่า 0.2% และยิ่งรุนแรงยาวนาน ผลกระทบจะสูงขึ้นอีก” นายอรรณศรณ์ระบุ

ดังนั้น รัฐบาลอนุทิน 2 ควรเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบและเร่งด่วน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมพัฒนาระบบ Smart Water ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำ

เช่น ระบบให้น้ำอัจฉริยะ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นดิน อีกทั้งใช้โครงการ 1 น้ำ 1 เกษตรกร ควรสนับสนุนให้เกษตรกรมีแหล่งกักเก็บน้ำเป็นของตนเอง เช่น บ่อน้ำหรือแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในอดีตหากเกิดภาวะแล้งน้ำน้อย จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรทันที เบื้องต้นอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท

ต้องติดตามที่พยากรณ์ว่า เอลนีโญ เริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ จะแม่นยำแค่ไหน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือนภัย! เอลนีโญ คลื่นซัดเศรษฐกิจ พยากรณ์เริ่ม พ.ค. 2569 ‘แม่นยำแค่ไหน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...