เกือบ 3 ปี ผ่านไป พศวัจณ์ กนกนาก ยังไม่ได้นั่งเก้าอี้ ป.ป.ช. แม้สว. เห็นชอบแล้ว
พศวัจณ์ กนกนาก อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 168 เสียง ไม่เห็นชอบ 25 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง
ผ่านมาเกือบ 3 ปีพศวัจณ์ยังไม่เคยได้เข้าทำงานในป.ป.ช. เลยแม้แต่วันเดียว เนื่องจากเขายังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 233 ระบุว่า กรรมการ ป.ป.ช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ทำให้ในปัจจุบัน เก้าอี้กรรมการป.ป.ช. มีคนนั่งอยู่จริงๆ 8 จาก 9 ที่นั่ง แม้จะไม่ทำให้การทำงานของ ป.ป.ช. สะดุดหยุดลง แต่ก็ถือว่าเป็นกระบวนการให้ความเห็นชอบจนถึงเข้ารับตำแหน่งที่น่าสนใจไม่น้อย
จากที่กล่าวมา อาจทำให้ สว. ชุดปี 2567 ต้องให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คนในปี 2569 สาเหตุเพราะในเดือนตุลาคม 2569 พศวัจณ์จะมีอายุครบ 70 ปี ซึ่งจะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระจะต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปี
ผ่านครบทุกด่าน ยังไม่ได้ทำงานสักที: ส่องกรรมการป.ป.ช. พบคนได้รับความเห็นชอบภายหลังได้เข้าทำงานครบหมด
ก่อนสว. ชุดพิเศษจะให้ความเห็นชอบ พศวัจณ์ได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติว่าผ่านด่านเรียบร้อยแล้ว มาจนถึงกรรมการสรรหาก็ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นตั้งแต่การโหวตครั้งแรก อาจเรียกได้ว่า พศวัจณ์ผ่านคุณสมบัติครบทุกด่านแล้ว แต่จนวันนี้ ก็ยังไม่ได้ทำงานสักที
มาตรา 232 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. เอาไว้ว่า จะต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านกฎหมาย บัญชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือมีคุณสมบัติอื่นๆ ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามระยะเวลาที่กำหนด (นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือได้รับการสรรหา) ดังต่อไปนี้
1. รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
2. รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
3. เป็นหรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
4. ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
5. เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ และได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น
6. เป็นผู้มีความรู้ความชํานาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจํากัดมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
7. เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งตามข้อ 1 2 3 4 หรือ 6 รวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี
ทั้งนี้ มาตรา 216 ซึ่งอยู่ในบททั่วไปของหมวด “องค์กรอิสระ” ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไว้ข้อหนึ่งว่า ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 70 ปี ทั้งยังต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 201 (1) (3) (4) และ (5) คือ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 202 เช่น เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา เป็นต้น ประวัติของพศวัจณ์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา ก่อนจะดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา และเป็นประธานศาลอุทธรณ์เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ
เมื่อพิจารณารายงานกรรมาธิการสอบประวัติก่อนการพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว พศวัจณ์ กนกนาก มีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่สมัคร เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติของคณะกรรมการสรรหา ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป. ป.ป.ช.) มาตรา 13 ซึ่งกำหนดว่า คณะกรรมการสรรหาจะต้องสัมภาษณ์ผู้สมัคร ให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และลงคะแนนโดยเปิดเผย ผู้สมัครที่จะได้รับการสรรหาจะต้องได้รับคะแนนเสียงสองในสามของคณะกรรมการสรรหา แต่ถ้าการลงคะแนนในรอบแรกยังไม่มีใครได้คะแนนเสียงสองในสาม ต้องมีการลงคะแนนใหม่ไปจนถึงรอบที่ 3 หากพ้นรอบที่ 3 ไปแล้วถือว่า ต้องสรรหาคนใหม่แทน
ผลปรากฏว่า พศวัจณ์ได้รับคะแนนโหวต 7 คะแนน จากคะแนนเต็ม 9 คะแนน โดยกรรมการสรรหาในขณะนั้นประกอบด้วย
1. โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา
2. ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น
3. ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น
4. ศาสตราจารย์พิเศษวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ประธานศาลปกครองสูงสุด
5. พศุตม์ณิชา จำปาเทศ บุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้ง
6. พล.ท.ชัยฤกษ์ แก้วพรหมมาลย์ บุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้ง
7. พล.ต.อ.ศักดา ชื่นภักดี บุคคลซี่งผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง
8. วิทูรัช ศรีงาม บุคคลซึ่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แต่งตั้ง
9. บุญสม อัครธรรมกุล บุคคลซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่งตั้ง
หากพิจารณาจำนวนกรรมการป.ป.ช. ที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นชอบพบว่า มีจำนวน 6 คน โดยได้รับโปรดเกล้าฯ แล้ว 5 คน ยกเว้นพศวัจณ์ โดยกรรมการป.ป.ช. ที่ได้รับความเห็นชอบหลังพศวัจณ์ต่างก็ได้รับโปรดเกล้าฯ และเข้าปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้ว ดังรายชื่อต่อไปนี้
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ ได้รับความเห็นชอบเมื่อ 30 ตุลาคม 2566 และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อ 3 มกราคม 2567
แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ได้รับความเห็นชอบเมื่อ 19 ธันวาคม 2566 และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อ 19 มีนาคม 2567
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง ได้รับความเห็นชอบเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2567 และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อ 4 มิถุนายน 2567
กรณีประวัติศาสตร์ อาจเป็นรายแรกที่ค้างโปรดเกล้าฯ ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560
ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นมา เป็นที่ปรากฏว่า เมื่อ สว. ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระ ผู้นั้นก็จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งในเวลาต่อมา
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 222, 228, 232, 238 และ 246 เขียนไว้ชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (คือ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ ป.ป.ช. คตง. และ กสม.) ตามคำแนะนําของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา
จนถึงวันที่ 16 เมษายน 2569 มีผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระไปทั้งสิ้น 53 คน แบ่งเป็นได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 12 คน ได้รับความเห็นชอบจากสว. ชุดพิเศษ 24 คน และได้รับความเห็นชอบจาก สว. 67 จำนวน 17 คน โดยเกือบทั้งหมดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งตามลำดับไป ยกเว้นพศวัจณ์เพียงคนเดียวที่ยังค้างอยู่
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5:2 ส่งเรื่องถามวุฒิสภาว่าด้วยสถานะของพศวัจณ์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2567 แต่จากการสืบค้นข้อมูลไม่พบว่า วุฒิสภาได้ตอบข้อสอบถามของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด กรณีของพศวัจณ์จึงอาจเป็นกรณีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาต่อไปได้
ทั้งนี้ พศวัจณ์ กนกนาก เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2499 โดยวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พศวัจณ์จะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ทำให้ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 216 ไปเอง โดยจะไม่เคยได้เข้าทำงานในตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เลย
สว. 67 อาจมีวาระให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่มอีก 1 คน
ตามวาระปกติแล้ว สว. ชุดปี 2567 มีวาระที่จะต้องให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสิ้น 5 คน แทนที่กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คสช. หรือมีอายุครบ 70 ปี ตามรายชื่อต่อไปนี้
1. พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี
2. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ (ประธาน ป.ป.ช.) พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี
3. สุวณา สุวรรณจูฑะ
4. วิทยา อาคมพิทักษ์
5. สุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ประธาน ป.ป.ช.) ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งในวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 และจะครบวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2570
สุวณาและวิทยามีวาระการดำรงตำแหน่งนานกว่าคนอื่นอันเป็นผลจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านมาสว. 67 ให้ความเห็นชอบกรรมการป.ป.ช. ไปแล้ว 4 คน โดยได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งและเข้าทำงานเรียบร้อยแล้วทั้งหมด ดังรายชื่อต่อไปนี้
1. ประภาศ คงเอียด สว. 67 ให้ความเห็นชอบเมื่อ 20 มกราคม 2568 และได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อ 30 มกราคม 2568
2. เพียรศักดิ์ สมบัติทอง สว. 67 ให้ความเห็นชอบเมื่อ 30 พฤษภาคม 2568 และได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อ 26 มิถุนายน 2568
3. สุชาติ สุนทรีเกษม และ
4. มนูภาน ยศธแสนย์ สว. 67 ให้ความเห็นชอบทั้งสองคนเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 และได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อ 17 มกราคม 2569
ทั้งนี้ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 พศวัจณ์ กนกนากจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ สว. 67 จึงอาจมีวาระให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. คนที่ 6 ในช่วงเวลาอันใกล้นี้