โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

SpaceX ทดสอบจรวด Super Heavy V3 เตรียมใช้ส่งยาน Starship V3 เดือนหน้า

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
SpaceX ทดสอบจรวด Super Heavy V3 เตรียมใช้ส่งยาน Starship V3 เดือนหน้า

บริษัทอวกาศยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX ยังคงพัฒนาจรวดและยานอวกาศอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเวลาที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ จากสัญญาที่จะนำมนุษย์อวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ที่ทำเอาไว้กับนาซา โดยล่าสุดบริษัทได้ประกาศก้าวสำคัญหลังจากบริษัทประสบความสำเร็จในการทดสอบจุดระเบิดเครื่องยนต์แบบยึดติดกับฐาน (Static-fire test) เต็มระยะเวลาเป็นครั้งแรกสำหรับยานท่อนบน Starship รุ่น Version 3 หรือ V3

นอกจากนี้ยังมีรายงานความสำเร็จในการทดสอบจุดระเบิดบูสเตอร์ท่อนล่าง Super Heavy V3 แบบครบถ้วนทั้ง 33 เครื่องยนต์เป็นครั้งแรกอีกด้วย
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการแก้ตัวและยกระดับความพร้อมได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ การทดสอบบูสเตอร์ท่อนแรก (First stage) เคยดำเนินการโดยใช้เครื่องยนต์เพียง 10 เครื่องจากทั้งหมด 33 เครื่อง และจำต้องยุติลงก่อนกำหนดเนื่องจากพบปัญหาจากอุปกรณ์ภาคพื้นดิน
การผ่านบททดสอบของระบบเครื่องยนต์เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ทำให้บริษัทมีความพร้อมสำหรับการทดสอบบินครั้งที่ 12 ของโครงการ Starship ซึ่งกำหนดไว้ในช่วงต้นหรือกลางเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะเป็นเที่ยวบินแรกที่ใช้จรวดรุ่น V3 อย่างเป็นทางการ
ก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีของยาน Starship V3
การเปลี่ยนผ่านจากรุ่น Starship V2 มาสู่ V3 ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการยกระดับศักยภาพของระบบขนส่งอวกาศอย่างก้าวกระโดด อย่างแรก คือ ขนาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเมื่อประกอบยาน Starship V3 เข้ากับจรวด Super Heavy V3 โครงสร้างทั้งหมดจะมีความสูงตระหง่านถึง 408.1 ฟุต หรือ 124.4 เมตร ซึ่งสูงกว่ารุ่น V2 เดิมประมาณ 4 ฟุต หรือ 1.2 เมตร
นอกจากนี้ยังมีสมรรถนะการบรรทุกมหาศาลด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ Raptor V3 รุ่นใหม่ ทำให้ Starship V3 สามารถบรรทุกสัมภาระขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำของโลก (LEO) ได้มากกว่า 100 ตัน ซึ่งทรงพลังกว่ารุ่น V2 ที่รับน้ำหนักได้ราว 35 ตันถึงเกือบสามเท่าตัว
ความสำคัญของ Starship V3 ต่อภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ (Artemis Program)
นาซาได้ให้ความไว้วางใจบริษัท SpaceX และได้ตัดสินใจเลือกยาน Starship ให้เป็นยานพาหนะหลักลำแรกที่จะทำหน้าที่พานักบินอวกาศลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ ดังนั้นพัฒนาการทุกฝีก้าวของ Starship จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อตารางเวลาของนาซา

ในขณะนี้ภารกิจ Artemis 2 ได้เสร็จสิ้นการพานักบินอวกาศ 4 คน บินโคจรรอบดวงจันทร์และกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยแล้ว
เป้าหมายถัดไป คือ ภารกิจ Artemis 3 ซึ่งตั้งเป้าหมายจะปล่อยยานในช่วงกลางปี 2027 ภารกิจนี้จะเป็นการทดสอบระบบเชื่อมต่อยาน (Docking operations) ในวงโคจรโลก ระหว่างยานแคปซูล Orion ของนาซา กับยานลงจอด ซึ่งอาจจะเป็น Starship หรือยาน Blue Moon ของ Blue Origin ซึ่งนาซายังไม่เคาะเลือกที่แน่นอน ความสำเร็จของยาน Starship V3 จะช่วยสร้างความมั่นใจว่า SpaceX จะพร้อมสำหรับการทดสอบเชื่อมต่อยานในภารกิจ Artemis 3
และหากภารกิจ Artemis 3 เป็นไปตามแผน ภารกิจ Artemis 4 ที่วางกำหนดการไว้ในปลายปี 2028 จะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพานักบินอวกาศลงจอดจริงบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ขีดความสามารถในการบรรทุกได้กว่า 100 ตัน ของ Starship V3 ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด เพราะการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์พร้อมเสบียง อุปกรณ์ยังชีพ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางกลับ จำเป็นต้องใช้จรวดที่มีสมรรถนะมหาศาลเหนือกว่าจรวดทุกรุ่นที่เคยมีมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...