โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Devil Wears Prada 2 หนังที่ไม่ได้หากินแค่กับความสำเร็จในอดีต แต่สะท้อนการดิ้นรนของธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

Capital

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

มีภาพยนตร์ไม่มากนักที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมได้ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังที่ไม่เพียงแค่เบาสมอง แต่ยังมีเนื้อหาหนักแน่นเชื่อมโยงได้กับหลายบริบทอย่าง The Devil Wears Prada

20 ปีที่แล้ว หนังเรื่องนี้จึงได้รับเสียงตอบรับล้นหลาม จากการนำนิยายชื่อเดียวกันมาดัดแปลงเป็นหนังรสชาติกลมกล่อม มีสาระแต่ก็สนุก ทั้งยังสะท้อนวัฒนธรรมและธุรกิจของโลกยุค 2000 โดยเฉพาะวงการนิตยสาร ซึ่งเป็นที่รู้โดยทั่วกันว่า ตัวเอกอย่างมิแรนด้าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘แอนนา วินทัวร์’ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue (เธอเพิ่งวางตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และก้าวขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการด้านเนื้อหาของ Vogue และสื่อในเครือบริษัท Condé Nast) เพราะลอเรน ไวส์เบอร์เกอร์ นักเขียนเจ้าของนิยายเล่มนี้เป็นอดีตผู้ช่วยของวินทัวร์มาก่อน

https://youtu.be/pONmJiKK_WI?si=cJdCMZXryh0NJmLq

ที่สนุกกว่านั้นคือ ผ่านไปสองทศวรรษแล้ว แต่คนก็ยังหยิบเอาซีนต่างๆ ในหนังมาเป็นมีมจนถึงทุกวันนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้สร้างอยากจะทำภาคต่อเพื่อให้ตัวละครใน The Devil Wears Prada กลับมาโลดแล่นในบริบทโลกยุคใหม่ ด้านหนึ่งก็ทำให้คนคลายคิดถึง ด้านหนึ่งก็คือหนทางการนำหนังฮิตกลับมาเสริมให้ธุรกิจภาพยนตร์อีกครั้ง

“มีเหตุผลเดียวที่ฉันตกลงจะทำภาคต่อ นั่นคือ หนังจะต้องสะท้อนช่วงเวลาปัจจุบัน” เมอร์รีล สตรีป นักแสดงวัย 76 ปี บอกกับสำนักข่าวบีบีซีถึงเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจกลับมารับบทเป็น ‘มิแรนด้า พรีสต์ลีย์’ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Runway ตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเคยเกือบทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงในปี 2007 มาแล้ว (อันที่จริงสตรีปเล่นบทนี้ได้มีชีวิตชีวาและแข็งแกร่งมากๆ จนสร้างคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งบารมีแอนนา วินทัวร์ ตัวจริงเลยล่ะ)

“ทุกอย่างต้องมีความสำคัญในตัวของมันเอง แม้แต่หนังสนุกๆ เบาสมองก็ตาม” นั่นคือเหตุผลที่ The Devil Wears Prada 2 ไม่ได้เดินเรื่องตามนิยายภาคต่อของไวส์เบอร์เกอร์ แต่สะท้อนจุดวิกฤตของธุรกิจสื่อที่กำลังพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน นักข่าวและนักเขียนต้องยืนหยัดทำงานคุณภาพท่ามกลางการครอบงำของสื่อดิจิทัล และการเข้ามาของ AI รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทำให้เกิดจุดพีคของวงการสื่อ นั่นคือการปลดพนักงานจำนวนมาก

ดังนั้น The Devil Wears Prada 2 ไม่ใช่แค่หนังแฟชั่นติดแกลมสำหรับผู้หลงใหลแฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสะท้อนจุดวิกฤตของธุรกิจสื่อและความบันเทิงที่ถูกคลื่นโลกดิจิทัลถาโถมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สื่อและแบรนด์เคยชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ แต่อัลกอริทึมกำลังดึงอำนาจนั้นไปใช้ในโลกยุคใหม่

“โอเค ฉันเข้าใจแล้วล่ะ เธอเห็นว่าแฟชั่นไม่ได้มีความหมายอะไรกับเธอใช่ไหม เธอก็แค่เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า แล้วก็เลือกอะไรล่ะ ไม่รู้สิ เสื้อกันหนาวสีฟ้าตัวโคร่งๆ ยับๆ นั่นน่ะ เพราะเธอพยายามจะตะโกนบอกโลกว่า เธอเป็นคนจริงจังจนไม่สนใจหรอกว่าจะใส่อะไรเข้าไป” มิแรนด้าพูดขึ้นในห้องทำงาน ระหว่างที่เรียกทุกคนเข้ามาซ้อมแต่งตัวให้นางแบบที่จะเตรียมขึ้นปกนิตยสาร โดยมีแอนดี้ แซกส์ (แสดงโดยแอนน์ แฮททาเวย์) ผู้ช่วยของเธอช่วยจดบันทึกไว้ แต่แอนดี้กลับส่งเสียงขำเมื่อทีมงานบอกว่าเลือกเข็มขัดที่มีสีคล้ายกันไม่ได้ ทำให้มิแรนด้าไม่พอใจแอนดี้

“แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ เสื้อสเวตเตอร์นั้นไม่ใช่สีฟ้า ไม่ใช่สีเทอร์ควอยส์ ไม่ใช่สีลาพิสบลู แต่จริงๆ มันคือสีเซรูเลียน และเธอก็ไม่ทันได้สังเกตว่า ในปี 2002 ออสการ์ เดอ ลา เรนตา ออกแบบคอลเลกชั่นชุดราตรีเซรูเลียน แล้วฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นอีฟส์ แซ็ง โลร็อง ที่ทำแจ็กเก็ตทหารสีเซรูเลียน แล้วสีเซรูเลียนก็ปรากฏขึ้นในคอลเลกชั่นต่อๆ มาของดีไซเนอร์ 8 คน แล้วก็กระจายในห้างสรรพสินค้า ถึงค่อยๆ ขยายลงไปถึงมุมเสื้อลำลองสุดเชยที่เธอคงไปคว้ามันมาจากกองสินค้าลดราคาอย่างแน่นอน” มิแรนด้าจิกกัดแอนดี้ระหว่างที่ทดลองชุดให้นางแบบไปด้วย

“ใดๆ ก็เถอะ สีฟ้านั้นเป็นตัวแทนของงานนับล้านๆ ตำแหน่ง และมันก็ตลกดีที่เธอคิดว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ทำให้เธอพ้นจากวงการแฟชั่นแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริง เธอกำลังสวมสเวตเตอร์ที่ถูกเลือกให้เธอโดยคนในห้องนี้–แล้วเธอก็เลือกมันจากกองเสื้อผ้าพวกนั้น”

https://youtu.be/-rDTRuCOs9g?si=eYJeAWt3B3PSSXDq

บทพูดของมิแรนด้าในซีนนี้ยังถูกนำกระจายต่อในโลกอินเทอร์เน็ตจนถึงทุกวันนี้ ด้วยวิธีการแสดงของสตรีปที่สามารถร่ายยาวประโยคเหน็บแนมกว่า 2 นาทีได้อย่างเด็ดขาด แต่เหตุผลที่เราหยิบขึ้นมาเล่าในครั้งนี้ เพราะซีน ‘สีฟ้าเซรูเลียน’ ทำให้เราเห็นจุดเด่นของโลกธุรกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คือการที่ดีไซเนอร์และบรรณาธิการบริหารนิตยสารสามารถกำหนดได้ว่า ใครต้องเลือกเสื้อผ้าแบบไหนและเทรนด์จะต้องเป็นแบบใด

แต่ใน The Devil Wears Prada 2 มิแรนด้าไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนั้นแล้ว เธอต้องคอยระมัดระวังคำพูดตัวเอง ถูกกำกับโดยผู้ช่วยรุ่นใหม่ที่คอยตรวจสอบพฤติกรรมของมิแรนด้าตลอดเวลา ดังนั้นคำตัดสินของมิแรนด้าไม่ใช่ ‘ประกาศิต’ ในโลกสมัยใหม่อีกแล้ว นี่คือการเปลี่ยนแปลงของมิแรนด้าจากการมีพลังอำนาจระดับตำนาน กลายเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอและตกเป็นเป้าหมายของพลังอำนาจที่อันตรายกว่า

พูดอย่างเข้าใจง่ายคือ ยุค 2000 วงการสื่อมวลชนแทบจะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ทำอะไรออกมาคนก็พร้อมเปิดรับฟังอยู่เสมอ รวมถึงวงการแฟชั่นที่เป็นคนกำหนดเทรนด์ กำหนดวาระที่คนจะต้องพูดถึง แต่เมื่อโลกดิจิทัลเข้ามาทำให้ใครๆ ก็เผยแพร่เนื้อหาได้เอง แชร์ไอเดียได้ไกลขึ้น อำนาจเหล่านั้นก็ถูกกระจายไปสู่ผู้ใช้งานทุกคน นี่คือเงื่อนไขข้อแรกที่ธุรกิจสื่อจำนวนมากเผชิญหน้ามาตั้งแต่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้พวกเขาถูกสลับบทบาทเป็น ‘ผู้วิ่งไล่ตาม’ กระแสไวรัลที่คนทั่วไปสร้างขึ้นมาเองมากกว่าจะเป็นคนกำหนดทิศทางเนื้อหา

ยังไม่นับว่า วันที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสร้างระบบอัลกอริทึมขึ้นมาเพื่อตรวจจับกระแส กำหนดเนื้อหาที่จะขึ้นหน้าไทม์ไลน์ของผู้ใช้งาน คนทำงานสื่อหรือแบรนด์ต่างๆ ก็คาดเดากระแสความต้องการของคนได้ยาก ทุกอย่างถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มความสนใจ โดยที่โลกของแต่ละคนยากจะมาบรรจบกัน

“ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังรับมือกับประเด็นปัญหาในยุคปัจจุบัน นั่นคือการที่เหล่านักข่าวสูญเสียอำนาจในการควบคุมข้อมูลและรสนิยมไปเนื่องจากการถาโถมของโซเชียลมีเดียและ AI” สแตนลีย์ ทุชชี ผู้รับบทไนเจล คิปลิง ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร Runway ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

ประเด็นสำคัญคือ โลกของธุรกิจสื่อและแบรนด์แฟชั่นต่างพูดถึงการปรับตัวมาหลายต่อหลายปีแล้ว แต่ความท้าทายก็ยิ่งทวีความยากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเดียวที่พวกเขารู้ในตอนนี้คือ หากยังคงยึดแต่ความสำเร็จในอดีตเพียงอย่างเดียว หรือใช้วิธีสร้างความสำเร็จแบบในอดีต โดยไม่ปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พวกเขาก็จะเผชิญหน้ากับจุดที่แย่ที่สุดของวงการ – คือกลายเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญกับผู้คนอีกเลย

ต้นทุนงานคราฟต์ที่สร้างความเสี่ยงธุรกิจสื่อมากกว่าที่เคย

ใน The Devil Wears Prada ภาคแรก มิแรนด้าแทบจะฉีกโปรเจกต์ทิ้งไปเสียเฉยๆ แม้จะทุ่มเงิน ทุ่มแรงไปกับงานโปรดักชั่นมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ผลงานไม่ได้ออกมาสมบูรณ์แบบอย่างที่ต้องการ เธอไม่ยินดีที่จะปล่อยงานนั้นออกสู่สายตาคนอ่าน

จะว่าไปแล้ว สื่อในยุค 2000 ก็มีทุนมากพอจะทำให้บรรณาธิการบริหารอย่างมิแรนด้าโปรยเงินเล่นใหญ่กับการ ‘ทำงานคราฟต์’ ได้อย่างสบายๆ แต่สำหรับสื่อในทศวรรษ 2020 ไม่มีผู้บริหารคนไหนเสี่ยงที่จะทำแบบนั้นแน่ๆ เพราะเอาแค่ ‘นักข่าวสืบสวนสอบสวนมือรางวัล’ อย่างแอนดี้ แซกส์ ยังต้องระเห็ดระเหออกจากงาน เพราะตั้งแต่ต้นเรื่องของ The Devil Wears Prada 2 แอนดี้และเพื่อนร่วมงานหนังสือพิมพ์เดียวกันต้องถูก ‘เลย์ออฟ’ อย่างไม่ไยดีผ่านทางการส่งข้อความ SMS (ซึ่งหลายคนบอกว่า มันคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่สำนักข่าว Washington Post ได้เลย์ออฟพนักงานกว่า 300 คน)

แอนดี้จึงได้รับคำชวนให้มารับตำแหน่งบรรณาธิการบทความพิเศษในนิตยสาร Runway เพื่อแก้สถานการณ์ทัวร์ลงมิแรนด้า แอนดี้แบกรับภาระอันใหญ่หลวง ทำยังไงก็ได้เพื่อกอบกู้ความน่าเชื่อถือของนิตยสารกลับมา

ระหว่างที่เรื่องดำเนินไป สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญความท้าทายอีกอย่างคือ วันที่ธุรกิจสื่อไม่สามารถแบกรับต้นทุนการทำงานคราฟต์ได้แบบเดิมแล้ว ในโลกที่คนพร้อมจะเลื่อนผ่านทุกคอนเทนต์ด้วยความเบื่อหน่าย ใช้เวลากดอ่านเนื้อหาไม่เกิน 15 วินาที คนทำงานสื่อเริ่มตั้งคำถามถึงต้นทุนทางเวลาและงบประมาณที่ต้องจ่ายลงไปกับงานชิ้นใหญ่ที่สุดท้ายไม่ได้สร้างอิมแพกต์อย่างที่เคยเชื่อ

คล้ายว่าความทะเยอทะยาน เล่นใหญ่ มาตรฐานงานแบบที่ Runway ทำจะไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป ในโลกที่ผู้บริโภคต้องการคอนเทนต์ที่รวดเร็ว และใช้เวลาจดจ่อให้ได้น้อยที่สุด “นี่คือโลกที่การถ่ายแฟชั่นและการเขียนสกู๊ปที่ฟุ่มเฟือยที่สุดกลับได้รับปฏิกิริยาเพียงแค่การเลื่อนหน้าจอผ่านไปพร้อมกับความเบื่อหน่าย” จัสติน ชอง นักวิจารณ์ภาพยนตร์ของ The New Yorker อธิบายเอาไว้

หนทางที่ธุรกิจสื่อใช้ชูคอตัวเองให้พ้นวิกฤตนี้ คือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของตัวเอง ขยายท่าเล่าที่หลากหลาย ไม่จำกัดแค่การเขียน บางครั้งพวกเขาต้องทำรายการวิดีโอ ปั้นพ็อดแคสต์ให้คนฟัง หรือที่เหนือไปกว่านั้น คือปรับเปลี่ยนจากการนำเสนอเพียงเนื้อหาไปสู่กิจกรรมอื่นๆ เช่น จัดงานอีเวนต์ อย่าง Vogue ก็มุ่งเน้นไปสร้างแบรนดิ้งจากการจัด Met Gala แม้จะมีเสียงวิจารณ์มากมาย แต่งานก็ได้รับความสนใจทุกปี โดยเฉพาะในปีนี้ที่เจ้าของ Amazon อย่างเจฟฟ์ เบโซ ลงทุนสนับสนุนงานเป็นเจ้าใหญ่

จะว่าไปแล้ว เบโซเป็นมหาเศรษฐีที่ถูกคนบนโลกออนไลน์วิจารณ์มากที่สุดก็ว่าได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อด้วยการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการสำนักข่าว The Washington Post เรื่องราวก็คือนับตั้งแต่เลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 เบโซได้สั่งให้กองบรรณาธิการลบบทความความคิดเห็นสนับสนุนคามาลา แฮร์ริส ก่อนที่ผู้อ่านจำนวนมากตัดสินใจกดยกเลิกจ่ายเงินติดตาม The Washington Post จากนั้น เบโซได้มีนโยบายปลดพนักงาน 300 คนเมื่อต้นปี 2026 แม้ว่าเขาจะมีธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถรองรับต้นทุนใน The Washington Post ได้ก็ตาม คนในวงการสื่อได้วิจารณ์ถึงการหวังแต่ผลกำไรของเบโซ ซึ่งประเด็นนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่มิแรนด้า พรีสต์ลีย์ ต้องรับมือกับผู้บริหารที่จะมากุมชะตากรรม Runway ใน The Devil Wears Prada 2

พูดอย่างกระชับคือ 20 ปีที่แล้ว มิแรนด้า พรีสต์ลีย์มีอำนาจต่อรองกับผู้บริหาร Elias-Clarke บริษัทสื่อผู้ดูแล Runway ด้วยการขู่ว่า หากเอาเธอออกจากตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร จะมีรายชื่อดีไซเนอร์ นางแบบ นายแบบ และคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนไม่น้อยหนีตามเธอไปด้วย แล้ว Runway ก็จะไม่เหลืออะไรเลย

แต่ดูเหมือนว่าใน The Devil Wears Prada 2 อำนาจต่อรองของมิแรนดาจะถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อ ‘นักล่าทางธุรกิจ’ สองคน ทั้งหนุ่มจากตระกูลสื่อและหนุ่มไอทีกำลังจะเข้ามากำหนดชะตาชีวิต Runway โดยที่ไม่เข้าใจการทำงานแบบสื่อเลยสักนิด

หรือการ ‘หมุนวงจรความสำเร็จ’ ไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดของอุตสาหกรรมบันเทิง?

ไม่เพียงแค่ธุรกิจสื่อที่ต้องดิ้นรนอยู่กับการมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการปรับตัวเข้ากับยุคสมัย เพราะหากมองมายังประเด็นที่ว่า ผู้สร้างตัดสินใจนำ The Devil Wears Prada กลับมาทำภาคต่อ หนังเรื่องนี้ก็กำลังสะท้อนโดยตัวของมันเองว่า แม้กระทั่งธุรกิจภาพยนตร์ก็จำเป็นต้องเอาหนังที่เคยประสบความสำเร็จเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มาสร้างกระแสเรียกให้คนกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง

วิธีการนี้เป็นการผลิตซ้ำในวงการฮอลลีวูดมายาวนานแล้ว พวกเขาพยายามนำหนังแฟรนไชส์มาขยายซ้ำจนคนดูเริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่าย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแบบจักรวาลมาร์เวลหรือโลกของดิสนีย์ แต่ดูเหมือนว่า The Devil Wears Prada 2 จะแตกต่างออกไป จัสติน ชาง นักวิจารณ์ภาพยนตร์ของ The New Yorker บอกว่า เมื่อหนังกำลังสะท้อนประเด็นที่โลกปัจจุบันกำลังเผชิญ การทำภาคต่อของ The Devil Wears Prada จึงไม่ใช่สิ่งที่ไร้จิตวิญญาณ และทำให้การมีอยู่ของศิลปะการทำหนังตลกร้ายเบาสมองยังมีความสำคัญ เพราะพวกเขารู้วิธีสร้างสิ่งตื่นเต้นจากวงการแฟชั่นที่ต้องโชว์ความหรูหรา ความแกลมมานำเสนอในรูปแบบจิกกัดได้น่าสนใจ โดยไม่ล่องลอยไร้เนื้อหา เพียงเท่านี้ก็ช่วยทำให้วงจรความสำเร็จคุ้มค่าที่จะลงทุนแล้ว

อ้างอิง:

nytimes.com/2026/04/30/movies/the-devil-wears-prada-2-review.html

newyorker.com/2026/05/11/the-devil-wears-prada-2-review

bbc.com/news/articles/c62638ne6n7o

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...