โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เตือน! ปวดหัวไมเกรนไม่ใช่เรื่องเล็ก เปิดแนวทางรักษา-ป้องกัน

PPTV HD 36

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ไมเกรน” อาการปวดศีรษะรุนแรง มักปวดข้างเดียว ร่วมกับคลื่นไส้ ไวต่อแสงเสียง หากปวดหนักหรือมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ เปิดแนวทางการรักษา และป้องกัน

ปวดศีรษะไมเกรน คืออาการปวดศรีษะอย่างรุนแรง ที่บริเวณด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมักปวดข้างเดิมอยู่ซ้ำ ๆ และมักมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน รวมถึงความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง อาการไมเกรนสามารถอยู่ได้นานหลายชั่วโมงต่อวัน อาการปวดอาจรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หากละเลยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น ความถี่เพิ่มขึ้น ตอบสนองต่อยาที่รักษาได้ไม่ดีนัก แม้ว่าจะได้รับยาลดอาการปวดหลายชนิดก็ตาม

ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน สัมพันธ์สิ่งแวดล้อม-อารมณ์ แนะวิธีลดปวดหัว

เปิดความเชื่อมโยง ไมเกรนและซึมเศร้า เปิดแนวทางรักษาก่อนบั่นทอดสุขภาพ

สาเหตุของการปวดศีรษะไมเกรน

อาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบสารสื่อประสาทในสมองบริเวณชั้นเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทผิดปกติ มีผลให้หลอดเลือดบริเวณเยื่อหุ้มสมองเกิดการอักเสบและขยายตัว ส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทั้งนี้ไมเกรนถือว่าเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่งที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุสิ่งผิดปกติได้แน่ชัด มักเกิดขึ้นโดยมีปัจจัยกระตุ้น

  • พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรน มีความเสี่ยงเป็นไมเกรนได้เช่นกัน
  • อายุ ไมเกรนสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย มักเกิดสูงสุดในช่วงอายุ ระหว่าง 25 – 45 ปี
  • เพศ ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สำหรับผู้หญิงที่เป็นไมเกรน มักมีอาการปวดศีรษะช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปในระหว่างตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือน
  • การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด หรือการบำบัดทดแทนฮอร์โมน อาจทำให้อาการไมเกรนแย่ลง แต่ในผู้หญิงบางคนพบว่าอาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดน้อยลงเมื่อรับประทานยาเหล่านี้
  • อาหารบางชนิด เช่น ผงชูรส น้ำตาลเทียม ชีส ไวน์ ช็อกโกแล็ต ชา และกาแฟ
  • การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เช่น แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นเหม็น และควันบุหรี่
  • การอดนอน และความเครียด มีผลกระตุ้นให้อาการปวดไมเกรนเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

อาการของไมเกรน

  • อาการปวดศีรษะรุนแรงที่มีลักษณะปวดตุ้บๆ เป็นจังหวะที่บริเวณด้านใด ด้านหนึ่งของศีรษะ หรืออาจเกิดขึ้นทั้งสองข้าง และมักปวดข้างเดิมๆ ซ้ำๆ
  • การเคลื่อนไหวร่างกายหรือเปลี่ยนท่าทางจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
  • รู้สึกไวต่อแสง เสียง และกลิ่น
  • คลื่นไส้และอาเจียน

ปวดแบบไหนที่ควรพบแพทย์

อาการไมเกรนมักเกิดขึ้นนานตั้งแต่ 4- 72 ชั่วโมง และเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่หากพบว่าอาการรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีอาการต่อไปนี้ควรพบแพทย์โดยทันที

  • ปวดศีรษะอย่างฉับพลันและรุนแรงเหมือนสายฟ้าฟาด
  • ปวดศีรษะ มีไข้ และสับสน ทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลแล้วไม่ดีขึ้น
  • อาการปวดเรื้อรัง หรือแย่ลงหลังจากการไอ การออกแรง หรือมีการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลัน
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ชาตามร่างกาย
  • การมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพซ้อน ตามัว ภาพดับ สายฟ้า ( flashing)

การรักษาไมเกรน

  • ยาบรรเทาอาการปวด ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ใช่ Steroid หรือที่เรียกว่า NSAIDS, กลุ่มทริปแทน (Tryptan) และ ยากลุ่ม GPANT ( ละลายในปาก ใช้อมใต้/บนลิ้น ) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้เมื่อมีอาการปวดฉับพลัน ทั้งนี้การใช้ยาแก้ปวดแต่ละชนิดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาแต่ละชนิดก็เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม หากใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการปวดศีรษะมากกว่าเดิมจากการใช้ยาที่มากเกินไป ภาวะไตและตับทำงานหนัก รวมถึงอาจทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหารได้ แนะนำควรปรึกษาการใช้ยากับแพทย์เฉพาะทางโดยตรง

  • ยาต้านอาการคลื่นไส้ ช่วยได้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและเวียนศีรษะร่วมด้วย

การป้องกันไมเกรน

  • ยาป้องกันแบบรับประทาน ซึ่งต้องรับประทานทุกวัน ได้แก่กลุ่ม ยาควบคุมความดันโลหิต ยากันชักบางชนิด ยาต้านอาการซึมเศร้า โดยแพทย์เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
  • การฉีดโบท็อกซ์ แพทย์มักใช้รักษาในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนอย่างน้อย 14 วันต่อเดือนขึ้นไป (ไมเกรนเรื้อรัง) รวมถึงมีภาวะกล้ามเนื้อต้นคอแข็งตึงจากภาวะoffice syndrome ร่วมด้วย การฉีดโบท็อกซ์ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และยับยั้งปลายประสาท ที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง ลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดศีรษะได้ในระยะเวลาที่ยาวขึ้นกว่ายารับประทาน มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง เป็นการฉีดยาลดสารตั้งต้นที่เก่อให้กิดการปวดไมเกรน โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขน หรือต้นขา หรือหน้าท้อง เดือนละ 1 ครั้ง ให้การรรักษาแบบผู้ป่วยนอก หลังฉีดแล้วสามารถทำกิจวัตรได้ตามปกติ

โดยการรักษาที่กล่าวมาข้างต้น ควรได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อน จากนั้นจึงแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆต่อไป จึงแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางปวดศีรษะก่อนเสมอ แม้ไมเกรนจะเป็นภาวะการปวดศีรษะเรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงภาวะที่เป็นตัวกระตุ้น การปวดศีรษะดังที่กล่าวมา รวมถึงการป้องกัน เช่น นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามลดความเครียดเมื่อเริ่มมีอาการของไมเกรนควรอยู่ในห้องที่เงียบและมืด หลับตาและพักผ่อนหรือนอนหลับ ร่วมกับการประคบเย็นบริเวณต้นคอ พร้อมกับนวดบริเวณที่ปวดก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ทั้งนี้หากมีอาการปวดศีรษรุนแรง รวมถึงมีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน มองเห็นภาพซ้อน พูดลำบาก ร่างกายอ่อนแรงครึ่งซีก ควรพบแพทย์พื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...