โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นโยบาย “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร” ในยุโรปสมัยบิสมาร์ค อัครมหาเสนาบดีแห่งเยอรมนี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 มิ.ย. 2566 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2566 เวลา 10.34 น.
ภาพ Conference of Berlin in 1884 เกี่ยวกับปัญหาในแอฟริกา (ภาพจาก Wikimedia Commons)

นโยบาย “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร” ในยุโรป สมัยของบิสมาร์ค อัครมหาเสนาบดีแห่งเยอรมนี

ยุโรปในช่วงปี 1870-1890 ถือว่าเป็นสมัยที่หลายประเทศต่างแสวงหาทรัพยากรและขยายอำนาจของประตนเองเองไปยังดินแดนต่างๆ โดยประเทศที่มีความโดดเด่นคือประเทศเยอรมนี จนถูกขนานนามว่า “สมัยของบิสมาร์ค” (Age of bismark) กล่าวคือบิสมาร์คเป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งเยอรมนีที่มีบทบาทในการกำหนดวิถีทางการเมืองของยุโรปมากที่สุด เห็นได้จากนโยบายที่สำคัญ ดังนี้

“Realpolitik Turns or Itself” กล่าวให้รัดกุมว่าเป็นนโยบายต่างประเทศที่มีหลักอยู่บนการคำนวณของฐานอำนาจ รวมถึงผลประโยชน์แห่งชาติ โดยมีลักษณะ “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร” ซึ่งอาจจะพิจารณาได้จากระบบการทูตและระบบพันธมิตรของบิสมาร์ค เพราะภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitik) ที่ติดกับประเทศมหาอำนาจทั้งฝรั่งเศสและรัสเซีย

ฉะนั้น เยอรมนีจึงต้องสานสัมพันธ์อันดีกับรัฐอื่นๆ โดยยึดมั่นในหลักการทูตที่เอื้อประประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายที่ปรารถนาพันธมิตรกับเยอรมนี จึงทำให้เยอรมนีกลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางการทูต และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐยุโรป โดยจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเยอรมนีกับประเทศต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพ ดังนี้

เยอรมนีและอังกฤษ อังกฤษมีนโยบาย “การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม” (Splendid isolation) โดยมีลักษณะของความไม่เต็มใจที่จะเข้าสู่พันธมิตรยุโรปอย่างถาวรหรือมีข้อผูกมัดกับมหาอำนาจอื่นๆ ทำให้บิสมาร์คดำเนินการเป็นพันธมิตรที่ดีกับออสเตรียเพื่อที่จะได้รับความสนับสนุนจากอังกฤษ เนื่องจากนโยบายของอังกฤษต้องการเห็นยุโรปกลางเข้มแข็ง เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับฝรั่งเศสและรัสเซีย

เยอรมนีและฝรั่งเศส ในสงครามครั้งสุดท้ายคือสงครามกับฝรั่งเศส ในปี 1870-1871 เยอรมนีได้ผนวกแคว้นอัลซัค-ลอเรนส์ เข้าไว้ในจักรวรรดิของตนด้วย การกระทำของเยอรมนีเช่นนี้ได้สร้างความโกรธแค้นให้แก่ฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ฝรั่งเศสได้คอยหาโอกาสที่จะแก้แค้นเพื่อดึงแคว้นทั้งสองกลับคืนไปตลอดเวลา ลำพังแต่เพียงการทำสงครามครามกับฝรั่งเศสนั้นบิสมาร์คไม่หวั่นเกรงเลย เขาหวั่นเกรงแต่ว่าฝรั่งเศสจะร่วมเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจอื่นแล้วร่วมกันโจมตีเยอรมนี

ดังนั้น นโยบายต่างประเทศของบิสมาร์คก็คือการพยายามให้ฝรั่งเศสต้องอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพัง ไม่มีพันธมิตร ส่วนการที่จะทำให้ฝรั่งเศสโดดเดี่ยวไม่มีพันธมิตรนั่นก็หมายความว่าเยอรมนีจะต้องดึงเอาประเทศมหาอำนาจอื่นๆ นั้นมาเป็นพันธมิตรของตน เช่น รัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการี เป็นต้น

เยอรมนี ออสเตรีย และรัสเซีย บิสมาร์คเคยกราบทูลพระเจ้าจักพรรดิวิลเฮล์มที่ 1 ว่า “นโยบายต่างประเทศของจักรวรรดิเยอรมนีภายหลังจากปี 1871 นั้น ได้แก่ การรักษาสันติภาพ และการป้องกันแนวร่วมต่อต้านเยอรมนี ซึ่งตัวจักรสำคัญในเรื่องนี้คือ รัสเซีย”

ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเยอรมนีและรัสเซียมีมาตั้งแต่ปี 1863 และออสเตรียเองก็ยอมรับสภาพที่ด้อยกว่าเยอรมนีและเห็นประโยชน์จากการเป็นมิตรกับเยอรมนี ต่อมาทั้ง 3 ประเทศได้ทำข้อตกลงทางการเมืองในชื่อว่า “สันนิบาตจักรพรรดิสามพระองค์” (The League of Three Emperors หรือ Drei Kaiserbund)

สาระสำคัญของข้อตกลงในสันนิบาตนี้เป็นไปทำนองว่าทั้ง 3 ชาติจะร่วมปรึกษาหารือในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่คุกคามต่อสันติภาพ สะท้อนให้เห็นถึง การที่ “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร” เพราะในช่วงขณะนั้น รัสเซียกับออสเตรีย-ฮังการี กำลังเป็นคู่แข่งกันเข้าไปมีอิทธิพลในแหลมบอลข่าน แต่ก็สามารถจับมือเพื่อผลประโยชน์ของชาติได้ (ช่วงแรก)

เยอรมนีและออสเตรีย การที่ออสเตรียและรัสเซียมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันในดินแดนบอลข่านระหว่างช่วงปี 1877-1878 และการที่สนธิสัญญาเบอร์ลินได้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัสเซียอย่างมาก เพราะรัสเซียถูกอังกฤษและออสเตรีย-ฮังการี ปิดกั้น ไม่สามารถแผ่ขยายอำนาจออกมาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ จึงก่อให้เกิดความร้าวฉานขึ้นในสันนิบาตจักรพรรดิสามพระองค์

ซึ่งบิสมาร์คเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นกับออสเตรียก่อน เนื่องจากเยอรมนีจะมั่นคงปลอดภัย ทั้งสองได้ลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรสองประเทศ (Dual Alliance) สัญญานี้มีสาระสำคัญว่าทั้งสองจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกรณีที่ถูกรัสเซียโจมตี แต่ถ้าเป็นประเทศอื่น (ฝรั่งเศส) แต่ละฝ่ายจะวางตัวเป็นกลาง

พันธมิตรไตรภาคี (Triple Alliance) ในปี 1882 อิตาลีได้เข้าลงนามด้วยอีกชาติหนึ่งทั้งนี้เพราะอิตาลีผิดหวังและแค้นเคืองฝรั่งเศสที่แย่งดินแดนตูนิสซึ่งอิตาลีหวังที่จะเข้าครอบครองไป ความผิดหวังครั้งนี้ได้ทำให้อิตาลีรู้สึกโดดเดี่ยวและเห็นว่าตนไม่อาจจะแสวงหาผลประโยชน์อะไรได้หากอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง จึงกลายมาสู่สนธิสัญญาพันธมิตรสามประเทศ เรียกว่า ค่ายมหาอำนาจ Triple Alliance

โดยมีสาระสำคัญ เช่น อิตาลีจะสนับสนุนเยอรมนี หากถูกฝรั่งเศสคุกคาม หรือรัฐภาคีทั้งสามจะเข้าช่วยเหลือกันทั้งหมด หากมหาอำนาจอื่นๆ รุกรานรัฐภาคี แต่อิตาลีขอสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมหากมีอังกฤษเป็นคู่กรณีด้วย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปคือ หลัก “Realpolitik” เปรียบดั่งการเป็นนักวางแผนทางการเมือง คิดคำนวณ และกะการณ์สถานการณ์อย่างแยบยลและหลักแหลม จะเห็นได้ว่าการที่ประเทศมหาอำนาจพยายามร่วมมือกันนั้นล้วนแต่อยู่บนผลประโยชน์ของประเทศของตนเองทั้งนั้น หรืออาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” แต่ในทางกลับกันก็ต้องพึ่งพิงความฉลาดของผู้นำหากผู้นำอ่อนแอแล้วก็จะไม่สามารถดำรงระบบอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดได้ เพราะมีความซับซ้อน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Henry Kissinger. Diplomacy

บรรพต กำเนิดศิริ. ประวัติศาสตร์การทูตตั้งแต่การประชุมที่กรุงเวียนนา ค.ศ.1815 จนถึงจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นปี ค.ศ. 1947

มัทนา เกษกมล. เอกสารประกอบการสอน ยุโรปคริสตศตวรรษที่ 19-20

Charles Petrie. Diplomatic History 1713-1933

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มิถุนายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...