8 ชาติยุโรป โดนโจมตีไซเบอร์ เปลี่ยนตู้เย็นแช่อาหารเป็นร้อน 55 องศา ทำของเน่า
ใครจะคิดว่า “จุดอ่อน” ของระบบทำความเย็น จะกลายเป็นช่องโหว่ให้มือมืดฉวยโอกาส จนตู้แช่อาหารในห้างและร้านค้าของ 8 ชาติยุโรป จากที่มีความเย็น กลับกลายเป็นร้อน อุณหภูมิพุ่งจนอาหารเสียหาย ต้องทิ้งและทำลายจำนวนมาก
(2 พ.ย. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่ต้องสงสัยว่าเจาะระบบควบคุมเครื่องทำความเย็นของธุรกิจอาหารใน 8 ประเทศยุโรป ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าได้รับความเสียหาย ต้องทิ้งอาหารจำนวนมาก หลังระบบทำความเย็นถูกปิดหรือถูกปรับอุณหภูมิผิดปกติ โดยมีรายงานเหตุใน สวีเดน เบลเยียม เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ เบลเยียมเปิดการสอบสวนทางอาญา ขณะที่ คริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร ระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นความพยายามโดยเจตนาที่จะสร้างความปั่นป่วนต่อความมั่นคงทางอาหารของยุโรป แม้ยังไม่กระทบความมั่นคงทางอาหารโดยรวม แต่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจและทำให้เกิดอาหารเหลือทิ้งจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องให้มีการประสานงานเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหาร
ใน สวีเดน ร้านค้า ICA หลายแห่งได้รับผลกระทบ โดยส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นสโกเน รวมถึงร้านค้าในโอลันด์ แวร์มลันด์ และกรุงสตอกโฮล์ม ขณะที่ร้าน Coop อีก 6 แห่งในแคว้นเยสทริคลันด์และเฮลซิงลันด์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ที่ร้าน ICA Nara ในเมืองโบดา บนเกาะโอลันด์ ผู้จัดการร้านพบว่าน้ำไหลท่วมพื้น ขณะที่ตู้แช่แข็งแสดงอุณหภูมิสูงถึง 55 องศาเซลเซียส โดยมีรายงานว่าระบบทำความเย็นถูกปิด ส่งผลให้อาหารภายในตู้แช่เสียหายจำนวนมาก
ด้าน Coop ยืนยันว่าเกิดการเข้าควบคุมระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเหตุการณ์ทางไซเบอร์ และระบุว่า Danfoss เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบดังกล่าว
ใน เบลเยียมและลักเซมเบิร์ก พบเหตุในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายเครือข่าย ทั้ง Delhaize, Carrefour และ Spar
บริษัท Sabcobel ระบุว่า การโจมตีเริ่มขึ้นราวเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ และส่งผลกระทบต่อระบบทำความเย็นประมาณ 20 เครื่อง ที่ติดตั้งและบริหารจัดการโดยบริษัท โดยผู้ก่อเหตุสามารถเข้าถึงระบบจากระยะไกล และสั่งให้เครื่องระเหยความเย็นเข้าสู่โหมดละลายน้ำแข็ง ทำให้อุณหภูมิภายในตู้แช่สูงขึ้น โดยผู้ประกอบการรายหนึ่งประเมินว่า อาหารมูลค่าอย่างน้อย 60,000 ยูโร (ราว 2.2 ล้านบาท) ต้องถูกทิ้ง
ขณะที่ Carrefour ยืนยันว่า มีร้านค้า 15 แห่ง ในแคว้นฟลานเดอร์สและวัลโลเนียตกเป็นเป้าหมาย ส่วน IKEA รายงานว่า ร้านในเมืองมงส์ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ระบบทำความเย็นและตู้แช่แข็ง
จากเหตุการณ์ดังกล่าว อัยการเบลเยียมเปิดการสอบสวนทางอาญา ขณะที่ Colruyt และ Intermarche รายงานปัญหาระบบทำความเย็นในหลายสาขา แต่ยังไม่ยืนยันว่าเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ ส่วน Ahold Delhaize ระบุว่า พบเหตุการณ์ด้านไอทีที่ส่งผลกระทบต่อร้านค้าหลายสิบแห่งในเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก
ที่ ไอร์แลนด์ ร้าน SuperValu จำนวน 13 แห่งได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับระบบทำความเย็นรุ่นหนึ่ง โดยบริษัท Musgrave ระบุว่า ระบบตรวจสอบสามารถตรวจพบความผิดปกติ ทำให้ร้านค้าต้องนำสินค้าแช่เย็นและแช่แข็งออกจากจำหน่ายเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สินค้าอื่นยังคงจำหน่ายได้ตามปกติ
ร้านค้าบางแห่งเปิดให้บริการล่าช้า ก่อนที่ Musgrave จะยืนยันในเวลาต่อมาว่า ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว และร้านค้าทั้งหมดกลับมาเปิดตามปกติ พร้อมทยอยเติมสินค้าเข้าร้าน
ใน เดนมาร์ก ผู้ผลิตอาหารรายหนึ่งก็ตกเป็นเป้าหมาย โดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมเดนมาร์กระบุว่า ซัพพลายเออร์สามารถหยุดการโจมตีและดำเนินมาตรการป้องกันเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม Coop Denmark และ Salling Group ย้ำว่า ยังไม่พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน
ส่วน ฟินแลนด์ ร้านค้าบางแห่งของ Kesko พบอุณหภูมิของระบบทำความเย็นผิดปกติ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยระบุว่า อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบอยู่นอกระบบป้องกันแบบรวมศูนย์ และยังไม่สามารถตัดประเด็นการโจมตีทางไซเบอร์ออกได้ ขณะที่ร้านแห่งหนึ่งในกรุงเฮลซิงกิพบอุปกรณ์ทำงานผิดปกติเป็นเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ด้าน เนเธอร์แลนด์ บริษัท Danfoss ระบุว่า มีธุรกิจอย่างน้อย 17 แห่ง ตกเป็นเป้าหมาย ทั้งร้านขายเนื้อ ร้านค้าชุมชน และคลังเก็บอาหารแช่แข็ง โดยระบบที่ได้รับผลกระทบใช้รหัสผ่านเริ่มต้นจากโรงงาน และไม่ได้เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายที่มีระบบรักษาความปลอดภัย
ส่วน เอสโตเนีย พบแฮกเกอร์เข้าถึงคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบทำความเย็นของซูเปอร์มาร์เก็ต Selver และเปลี่ยนอุณหภูมิของตู้แช่แข็ง
ทั้งนี้ ในหลายประเทศของยุโรป อยู่ระหว่างตรวจสอบระบบทำความเย็นและระบบควบคุมจากระยะไกลของธุรกิจอาหาร เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ และประเมินขอบเขตความเสียหายจากเหตุโจมตีทางไซเบอร์ดังกล่าว
ขอบคุณข้อมูล : Anadolu Agency