โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อนุทิน” สั่งการเดินหน้าลดภาระค่าไฟ-น้ำมัน กำชับ รมต. เคลียร์คิวรับซักฟอก

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

“อนุทิน” ย้ำ ครม.สัญจรอุดรธานี เน้นดูแลเกษตรกร พร้อมเดินหน้าลดภาระค่าไฟ-น้ำมัน ขับเคลื่อนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สั่งคณะรัฐมนตรีเคลียร์คิวรับอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2569 และการเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งจะมีการลงพื้นที่และมอบนโยบายให้ดูแลเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคอื่นๆ โดยให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดูแลแก้ปัญหาของเกษตรกรเป็นหลัก พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการในที่ประชุม ครม. เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมอบหมายให้วิปรัฐบาลประสานหารือกับวิปของแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวันและระยะเวลาการอภิปราย เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดการอภิปรายในช่วงต้นเดือนธันวาคม จากการหารือเบื้องต้น หากจัดการอภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคม สามารถพิจารณาใช้กรอบเวลา 4 วันได้ ซึ่งนายอนุทิน มีข้อสั่งการให้ ครม. ตรวจสอบตารางการปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับกำหนดการ โดยวันและระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย

เลขาฯ สภาพัฒน์ พิจารณาเฉพาะโครงการที่เหมาะสม คาดงบประมาณที่เสนอไม่ถึงพันล้าน

ทางด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการเข้าสู่การประชุม ครม.สัญจร ว่า วันที่ 28 ตุลาคม ตนจะหารือกับทางกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานจังหวัดในพื้นที่ เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการช่วง ครม.สัญจร ว่าจะมีอะไรบ้าง โดยจะเน้นใน 5 ประเด็น อาทิ การเกษตร อาหาร การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาการค้าชายแดน และการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ จะคล้ายกับที่ จ.สงขลา คือไม่ได้กำหนดกรอบจังหวัดละ 50 ล้านบาท แต่จะเปิดให้เสนอโครงการเข้ามา โดยจะพิจารณาโครงการที่เหมาะสมจำเป็นกับพื้นที่ ขณะนี้มีการเสนอโครงการเข้ามาบ้างแล้ว อาทิ การพัฒนาถนน โรงพยาบาล ศูนย์บำบัดยาเสพติด เรื่องใดสามารถเข้าแผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จะโยกไปอยู่ในส่วนแผนงาน คาดว่า งบประมาณโครงการที่เสนอครั้งนี้จะไม่ถึงพันล้านบาท เหมือนการ ครม.สัญจร สงขลา เพราะครั้งนั้นไปเยอะในเรื่องของการรับมืออุทกภัยในพื้นที่

เดินหน้าลดภาระค่าไฟ-น้ำมัน ขับเคลื่อนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป

สำหรับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติโครงการภายใต้กรอบการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานประกอบด้วยโครงการและมาตรการสนับสนุนหลายส่วน ได้แก่

  • โครงการโซลาร์ภาคประชาชน กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท
  • การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ วงเงิน 10,785 ล้านบาท
  • การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ วงเงิน 10,811.6 ล้านบาท
  • การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรวงเงิน 972 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน เมื่อรวมวงเงินของโครงการและมาตรการต่างๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผย จะมีวงเงินรวม 72,568.8 ล้านบาท รัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

สำหรับมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ ทั้งกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายเอกภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วัน สำหรับผลิตผลทางการเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับผลิตผลอื่นๆ หรือสินค้าและบริการ โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ภายหลังมีมติดังกล่าว ภาคเอกชนรายใหญ่บางส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้ว จากเดิมที่การวางบิลและการจ่ายเงินใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30-90 วัน หากคำนวณจากระยะเวลาทั่วไปที่ 45 วัน จะช่วยลดระยะเวลารับเงินได้ 15 วัน โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ SMEs เพิ่มขึ้นประมาณแสนกว่าล้านบาทต่อ 15 วัน

ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่าจะเดินหน้าช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกหนักและหลายพื้นที่เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ รวมถึงดำเนินการด้านประกันภัยพิบัติเพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “อนุทิน” สั่งการเดินหน้าลดภาระค่าไฟ-น้ำมัน กำชับ รมต. เคลียร์คิวรับซักฟอก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...