โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร.วสุวีร์ สอดส่อง” ถอดบทเรียน Local AI เกาหลีใต้ หนุนคนหน้างานแก้ปัญหาเอง

Nation Online

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สังคมไทยยังคงถกเถียงถึงผลกระทบต่อตลาดแรงงานและความคุ้มค่าในการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ

ดร.วสุวีร์ สอดส่อง อดีตโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สภาผู้แทนราษฎร สะท้อนมุมมองผ่านบทสนทนาร่วมกับบุคลากรในแวดวงสื่อและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ถึงทิศทางการขับเคลื่อนและปรับใช้เทคโนโลยี AI ในระดับโครงสร้างและระดับปฏิบัติการของไทย

ดร.วสุวีร์ ระบุถึงความกังวลของสังคมที่มองว่า AI จะเข้ามาแย่งงานคนทำงานทั่วไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว AI ไม่ได้ทำหน้าที่แทนมนุษย์ทั้งหมดอย่างที่หลายฝ่ายวิตก เทคโนโลยีจำเป็นต้องมีผู้ควบคุมและสั่งการ

ดร.วสุวีร์ สอดส่อง อดีตโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สภาผู้แทนราษฎร

"สุดท้าย AI ไม่ได้ทำหน้าที่ไปช่วยทุกคนหรอก ยังไงก็ต้องมีคนคุม เพียงแต่ว่าคนที่เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ ก็จะมีงานทำและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วงคือ คนบางกลุ่มที่อาจจะตามไม่ทัน ซึ่งตรงนี้ต้องมองเป็นโจทย์ตั้งต้นในการเร่งพัฒนาทักษะ" ดร.วสุวีร์ ระบุ

ดร.วสุวีร์ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีบุคลากรสายเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ พัฒนาตนเองเกาะติดแนวโน้มสากลอยู่ตลอดเวลา ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้มักไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอในสื่อกระแสหลัก ทำให้ภาพจำของสังคมมองว่าคนไทยเป็นเพียงผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงสามารถนำ AI ไปต่อยอดและเติบโตควบคู่กับการทำงานจริงได้

นอกจากนี้ ดร.วสุวีร์ ได้ยกตัวอย่างการขับเคลื่อน AI Transformation ในระดับท้องถิ่น ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเตรียมนำไปร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีสัมมนา โดยระบุว่า เกาหลีใต้ได้นำแนวคิด Harness AI เข้ามาปรับใช้ โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งอยู่หน้างานและสัมผัสกับปัญหาโดยตรง ระบุรายละเอียดปัญหาและความต้องการผ่านคำสั่ง (Prompt) จากนั้นระบบ AI ซึ่งมีความสามารถในการสร้างชุดคำสั่ง (Code Generation) จะประมวลผลและสร้างออกมาเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นำไปใช้งานได้จริง

โมเดลดังกล่าวส่งผลให้บุคลากรหน้างานสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดทันที โดยไม่ต้องสื่อสารผ่านคนกลางหรือโปรแกรมเมอร์ภายนอกที่ไม่เข้าใจบริบทหน้างาน ที่สำคัญการพัฒนาและติดตั้งในรูปแบบ "Local AI" ภายในหน่วยงาน ยังช่วยลดภาระงบประมาณค่าบริการสมาชิกรายเดือน ซ้ำยังป้องกันความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย ดร.วสุวีร์ สะท้อนว่า การใช้งาน AI ในภาครัฐและองค์กรส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงรูปแบบแชตบอต (Chatbot) หรือ Generative AI ทั่วไปในการตอบคำถาม ยังไม่ก้าวหน้าไปถึงการวางระบบท่อส่งข้อมูล (Pipeline) ด้านหลังบ้านเพื่อสร้างแอปพลิเคชันแก้ปัญหาเฉพาะด้านเหมือนที่ต่างประเทศเริ่มทำ

ดร.วสุวีร์ มองว่า ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานในไทยควรเริ่มปรับโครงสร้างการนำ AI มาใช้ในเชิงปฏิบัติการจริง โดยสร้างระบบที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่หน้างานได้เป็นผู้ร่วมสร้างแนวทางแก้ไขปัญหา (Solution) ตรวจสอบความถูกต้อง และนำไปใช้จริงในระบบงาน จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการมอง AI เป็นเพียงกระแสหรือเครื่องมือไลฟ์สไตล์ฉาบฉวย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...