สัญญาณเสี่ยงพิษ ชาวบ้านริมน้ำกก ‘ค่าเอนไซม์ตับ-ไทรอยด์’ ผิดปกติ
ผลตรวจ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ชี้ สัญญาณเตือนสุขภาพของชาวบ้านริมน้ำกก อ.แม่อาย ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง หวั่นรับพิษสารหนู ตะกั่ว โลหะหนักสะสม ต่อเนื่อง แสดงอาการโรคในอนาคต จี้รัฐเร่งสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชน ด้าน ที่ปรึกษา HIA น้ำกก ผิดหวังรัฐบาลเมิน ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ เป็นวาระแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 ผศ.วรางคณา นาคเสน รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยภายในงาน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ถึงผลการสำรวจการตรวจหาตัวชี้วัดทางชีวเคมีในร่างกายของประชาชนกล่มตัวอย่าง ที่อาศัยอยู่ริมลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยเป็นการศึกษาร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
เบื้องต้น พบความผิดปกติของเอนไซม์ตับ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งการตรวจพบความผิดปกติในระดับเซลล์ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพของประชาชนกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง
ทั้งนี้ แม้จะไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด เพราะโดยปกติหากเป็น สารหนู ร่างกายจะสามารถขับออกได้ภายใน 1 สัปดาห์ หากไม่มีการรับเพิ่ม แต่หากรับเข้าไปอย่างต่อเนื่อง สารจะเข้าไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นผม ซึ่งอาจแสดงอาการของโรคในอนาคต
นอกจากนี้ ผลการตรวจของกรมควบคุมมลพิษล่าสุด ไม่ได้พบแค่สารหนูที่เกินมาตรฐาน แต่ยัง พบตะกั่วที่เกินค่ามาตรฐาน ด้วยเช่นกัน โดยหลักการแล้วสารตะกั่วสามารถเข้าไปสะสมในกระดูก และก่อให้เกิดโรคในอนาคตได้เช่นกัน
“สารทั้งสองชนิดส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กเล็ก หากมีการสัมผัสตั้งแต่วัยเยาว์ หรือแม้แต่ทารกในครรภ์ที่ได้รับสารผ่านมารดา มีความเสี่ยงที่จะทำให้พัฒนาการทางระบบประสาทและสมองผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะพัฒนาการการเรียนรู้ช้า หรือมีระดับ IQ ต่ำกว่าปกติ”
ผศ.วรางคณา นาคเสน
สำหรับประเด็นที่ว่าสารหนู สารโลหะหนัก สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หรือไม่ ผศ.วรางคณา ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างปัสสาวะมาตรวจวิเคราะห์ พบตัวบ่งชี้ว่าในปัสสาวะว่ามีการรับ และสะสมสารเข้าสู่ร่างกายจริง แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเกิดจากแหล่งใดเป็นหลัก
ส่วนการเจ็บป่วยหรือโรคพิษเรื้อรังจากสารหนูอย่างชัดเจนนั้น ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วย เนื่องจากโรคประเภทนี้ต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมสารพิษเป็นเวลานาน หากสัมผัสต่อเนื่องในระยะยาว ในอนาคตจึงยังไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้
ย้ำต้องเร่งสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชน
ขณะที่การสื่อสารแนวทางในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ผศ.วรางคณา เสนอว่า ต้องอาศัยข้อมูลจากภาครัฐเพื่อนำมาสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนรับทราบถึงการปฏิบัติตัว เช่น การใช้น้ำ การบริโภคน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ การรับประทานปลา และผัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบมากที่สุด แต่คำตอบจากภาครัฐอาจยังไม่ชัดเจน เนื่องจากหน่วยงานมักแจ้งตามหลักวิชาการว่ายังไม่เกินค่ามาตรฐานสามารถบริโภคได้ แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงมีความกังวล และเลือกที่จะหลีกเลี่ยง
“จากการเก็บข้อมูลร่วมกับ สช. กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เชียงใหม่ และเชียงราย จำนวน 400 คน พบว่าเกือบ ทั้งหมดที่เลี่ยงไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นแม้จะช่วยให้ปลอดภัยจากการสัมผัสแหล่งน้ำปนเปื้อน แต่ส่งผลกระทบให้ต้องจัดหาแหล่งน้ำใหม่ และมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน จากข้อมูลเบื้องต้นพบภาระค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณ 1,800 บาท/ต่อเดือน”
ผศ.วรางคณา นาคเสน
ผศ.วรางคณา ยังย้ำว่า ปัจจุบันหน่วยงานรัฐปฏิบัติงานอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ มีการรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เปิดเผย และตรวจสอบได้ แต่หน่วยงานอื่น ๆ แม้จะมีการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์พืชผักหรือแปลงเกษตร แต่ยังขาดการทำงานที่เป็นระบบบูรณาการร่วมกัน
สิ่งที่อยากให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการร่วมกัน คือ การจัดทำแผนงานเป็นชุดเดียวกัน ทั้งการกำหนดบริเวณและระยะเวลาในการเก็บตัวอย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม พืชผลทางการเกษตร อาหาร ไปจนถึงสุขภาพของประชาชน โดยบูรณาการเป็นฐานข้อมูลชุดเดียวกันทั้งหมด
ผิดหวัง นายกฯ ไม่บรรจุ “มลพิษข้ามพรมแดน” อยู่ในวาระชาติ
สอดคล้องกับ มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา และที่ปรึกษาโครงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) แม่น้ำกก ระบุ จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน พบว่าชาวบ้านเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลเชิงสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งการตรวจปัสสาวะ ตรวจเล็บ และตรวจเส้นผม เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงสะสมในระยะยาว
โดยสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการนำข้อมูล และข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคม เสนอตรงไปยังนายกรัฐมนตรี และฝ่ายบริหาร เพื่อกำหนดให้มลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลยังไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน
“การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเกี่ยวโยงกับหลายหน่วยงาน หลายองค์กร ตรงนี้หากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเป็นแม่บทแล้ว ต่างคนต่างทำก็จะเกิดปัญหาที่เป็นอยู่ คือไม่มีการรวบรวมข้อมูลจัดสรร ดังนั้นการที่เรามีแม่บทในการแก้ไขปัญหาระดับชาติ ก็จะต้องผลักดันประเด็นเหล่านี้ให้เป็นวาระแห่งชาติด้วย”
มณีรัฐ เขมะวงค์
มณีรัฐ ยังสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอีก หลังมีการเปิดข้อมูลเหมืองแร่ 20 บริษัท ใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ สภาพแวดล้อม และสุขภาวะของประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน
โดยมองว่าเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทางการไทยต้องเข้าเจรจากับทางการเมียนมา และประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในลิสต์รายชื่อสามารถเห็นว่ามีบริษัทไหนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นต้องเร่งเจรจาผ่านทางการทูต ความมั่นคง รวมถึงการพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีช่องทางทำได้หากรัฐบาลมีความจริงจังในการผลักดันแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน