Anthropic เลือก JPMorgan ดูแลขายหุ้น IPO รายย่อยในสหรัฐ เล็งจัดสรรสูงสุด 20%
Anthropic ผู้พัฒนา Claude เตรียมให้ JPMorgan ดูแลการเสนอขายหุ้น IPO แก่นักลงทุนรายย่อยในสหรัฐ พร้อมพิจารณาจัดสรรหุ้น 15-20% ของจำนวนเสนอขายทั้งหมด
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 07.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า Anthropic บริษัทผู้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) Claude ได้เลือก JPMorgan Chase & Co. ให้เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเสนอขายหุ้นแก่ผู้ลงทุนรายย่อยในสหรัฐฯ สำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
แหล่งข่าวระบุว่า Anthropic กำลังพิจารณาจัดสรรหุ้นประมาณ 15–20% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย IPO ทั้งหมดให้แก่นักลงทุนรายย่อย โดย JPMorgan จะรับหน้าที่ประสานงานและรวบรวมความต้องการซื้อหุ้นจากกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง ลูกค้าธนาคารเอกชน (Private Banking) และแพลตฟอร์มนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ
นอกจากนี้เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan คาดว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ด้วย
การได้รับเลือกของ JPMorgan สะท้อนบทบาทของธนาคารในการดูแลการเสนอขายหุ้นให้แก่นักลงทุนรายย่อย หลังจากก่อนหน้านี้เคยรับหน้าที่ลักษณะเดียวกันในการทำ IPO ของ SpaceX ซึ่งมีมูลค่าการเสนอขาย 86,200 ล้านดอลลาร์ และได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยด้วยยอดความต้องการซื้อหุ้นมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ Bloomberg
ขณะเดียวกัน Citigroup Inc. คาดว่าจะได้รับหน้าที่ประสานงานการเสนอขายหุ้นแก่นักลงทุนรายย่อยในตลาดต่างประเทศ โดยเอกสารการยื่น IPO ของ Anthropic ระบุว่า การเสนอขายจะครอบคลุมออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น บางประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม การหารือเกี่ยวกับโครงสร้างการเสนอขายยังดำเนินอยู่ และรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงสัดส่วนหุ้นที่จะจัดสรรให้แก่นักลงทุนรายย่อยอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยตัวแทนของ Anthropic, JPMorgan และ Citigroup ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569 Anthropic ได้ยื่นเอกสารเสนอขายหุ้น IPO ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) อย่างเปิดเผย โดยการเสนอขายครั้งนี้จะครอบคลุมทั้งหุ้นที่บริษัทออกใหม่และหุ้นที่ผู้ถือหุ้นเดิมบางส่วนต้องการนำออกจำหน่าย
การเข้าจดทะเบียนของ Anthropic ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของอุตสาหกรรม AI เนื่องจากบริษัทจะเป็นผู้พัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงเป็นธุรกิจหลักรายแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัท ทั้งรายได้ ต้นทุน และผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี AI
สำหรับการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ Goldman Sachs Group Inc. และ Morgan Stanley ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการการเสนอขายหลัก
Bloomberg รายงานก่อนหน้านี้ว่า นักลงทุนบางส่วนได้ปรับเพิ่มการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ Anthropic มาอยู่ที่ประมาณ 1.4–1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทอาจได้รับการประเมินมูลค่าสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประเมินของนักลงทุน ไม่ใช่มูลค่าที่กำหนดอย่างเป็นทางการสำหรับการเสนอขาย IPO ซึ่งจะขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและความต้องการซื้อหุ้นในช่วงกำหนดราคาเสนอขาย
การเตรียมเข้าตลาดหุ้นของ Anthropic เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องการเงินทุนจำนวนมากเพื่อรองรับการพัฒนา AI โดยเฉพาะการฝึกโมเดลขั้นสูง การจัดหาชิปประมวลผล และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเครือข่าย
ความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เดินหน้าระดมทุนครั้งละหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Meta Platforms Inc. เริ่มดำเนินแผนระดมทุนผ่านการออกหุ้นมูลค่าสูงสุด 98,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากดำเนินการได้เต็มจำนวนจะเป็นหนึ่งในธุรกรรมระดมทุนผ่านตราสารทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ประกาศแผนระดมทุนผ่านการออกหุ้นมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2569
ขณะเดียวกัน Anthropic และ OpenAI ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาด AI ต่างกำลังแสวงหาเงินทุนจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การระดมทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นพร้อมกับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของ AI ที่เพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์หลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI Agent ซึ่งดำเนินการนอกเหนือจากขอบเขตที่กำหนดไว้
การเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthropic จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญที่ตลาดทุนทั่วโลกจับตา ทั้งในด้านมูลค่าบริษัท ความต้องการลงทุนในธุรกิจ AI และความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้เพื่อรองรับต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว
อ้างอิง : www.bloomberg.com