โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘แก๊งหิมะเดือด’ (Frozen Hot Boys) ไม่ใช่แค่หนังวัยรุ่นสู้ฝัน แต่คือภาพยนตร์ที่ว่าด้วยปัญหาภายในครอบครัว ความหลากหลายทางเพศ และการตีตราผู้กระทำผิด

Mirror Thailand

อัพเดต 22 เม.ย. 2568 เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 12.10 น.
ภาพไฮไลต์

*เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

“อยากจะยิ่งใหญ่กันอยู่ในรั้วแคบๆ หรืออยากจะลองออกไปทำอะไรให้ตัวเองภูมิใจดูสักครั้งหนึ่ง”

ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ฉายชัดให้เห็นถึง ‘ความรุนแรง’ ภายในคุก จนกลายเป็นภาพจำซึ่งไร้ความหวังของสถานที่แห่งนี้ ทว่า ภาพยนตร์เรื่อง‘แก๊งหิมะเดือด’ (Frozen Hot Boys) เล่าถึงเรื่องราวของกลุ่ม ‘เด็กผู้กระทำผิด’ ในศูนย์ฝึกเยาวชน ที่รวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ‘แกะสลักหิมะระดับนานาชาติ’ ณ ประเทศญี่ปุ่น จากการชักชวนของ ‘ครูชม’ (รับบทโดย แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์) ท่ามกลางอุปสรรคและข้อครหาต่างๆ จากสังคมภายนอก

หนังเรื่องนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเยาวชน แต่ยังชวนวิพากษ์เรื่องสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว การลงโทษโดยใช้ความรุนแรง การทำให้ความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องปกติ รวมถึงการมอบ ‘โอกาส’ ให้แก่ผู้กระทำผิด เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี และสามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข

‘ครอบครัว’ สารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ ‘เด็กมีปัญหา’

‘แจ๊บ’ (รับบทโดย แบงค์-ณฐวัฒน์ ธนทวีประเสริฐ) เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านการแกะสลักเทียนพรรษา กลายเป็น ‘อาชญากรใช้ความรุนแรง’ เพราะโดนทำร้ายร่างกายจากพ่อที่ติดเหล้า ‘วิน’ (รับบทโดย ปาล์ม-ปุณณานนท์ ตรีวรรณกุล) จากเด็กเรียนดีสู่ ‘ฆาตกรหั่นศพ’ เพราะปกป้องแม่จากการโดนพ่อเลี้ยงซ้อม และ ‘ตูมตาม’ (รับบทโดย เอฟ ปิยพงษ์ ดำมุณี) เด็กผู้สร้างรอยยิ้มตัดสินใจเป็น ‘โจรลักทรัพย์’ เพราะไม่ได้รับการดูแลใส่ใจจากพ่อแม่ และถูกมองว่าเป็น ‘ตัวซวย’ ของครอบครัว

แม้แต่ ‘ครูชม’ ครูประจำวิชาแกะสลักไม้ในศูนย์ฝึกเยาวชน ก็พบเจอปัญหาครอบครัวเช่นกัน เนื่องจากงานปัจจุบันไม่ใช่ความฝันของเธอ แต่คือความต้องการของแม่ ทั้งที่จริงแล้ว เธออยากทำงานด้านศิลปะมากกว่า อีกทั้งยังเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน ‘พ่อ’ ผู้เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเธอนั้นได้แต่งงานใหม่ และย้ายไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชีวิตของเธอตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มเด็กๆ ที่ถูกกักขังอยู่ในพื้นที่ไร้ความหวัง

ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอปูมหลังและประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน โดย ‘พื้นฐานครอบครัว’ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขากลายเป็น ‘เด็กมีปัญหา’ จนถูกส่งตัวมายังศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งนี้ หลายครั้งที่ผู้คนเอาแต่กล่าวโทษเด็กที่กระทำผิด แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมพวกเขาจึงทำแบบนั้น และปัญหาที่แท้จริงคืออะไร? จนนำไปสู่คดีของเด็กและเยาวชนในลักษณะเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากการคุ้มครองดูแลเด็กมีประสิทธิภาพมากพอ หรือมีแนวทางการแก้ไขปัญหาภายในครอบครัวอย่างชัดเจน เด็กผู้เคยเป็น ‘เหยื่อ’ คงไม่มีชะตาชีวิตเช่นนี้

‘การทุบตี’ ไม่ใช่การสั่งสอนที่ดี

“นี่มันในคุก เด็กมันทำผิด มันก็ต้องลงโทษ ธรรมดาเปล่าวะ”

ความรุนแรงกับคุกแทบจะเป็นของคู่กัน เมื่อนักโทษทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน ผู้คุมก็ใช้ความรุนแรงลงโทษพวกเขาอีกทีหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นภาพจำที่เรารับรู้ผ่านสื่อมาโดยตลอด แต่ในหนังเรื่อง ‘แก๊งหิมะเดือด’ ตัวละคร ‘ครูชม’ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรมเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพราะการใช้ความรุนแรงเพื่อลงโทษเด็ก ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่ควรยอมรับหรือปล่อยผ่าน

โลกที่พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้เราเข้าใจว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา การทุบตีไม่ใช่การลงโทษที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตนเอง แต่อาจทำให้พวกเขาเลือกที่จะปกปิดและหลบซ่อนความผิดจากสายตาของผู้ใหญ่ รวมถึงกลายเป็นปมฝังใจที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา

ต่อให้นักโทษจะเคยกระทำผิดพลาดมาก่อน แต่ ‘คุก’ หรือ ‘ศูนย์ฝึกเยาวชน’ ควรเป็นพื้นที่ให้พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงตนเอง และกลายเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นของสังคม โดยยื่นมือให้ความช่วยเหลือ และคุ้มครองพวกเขาอย่างจริงจัง มิใช่การผลักไสพวกเขาให้ต่อสู้กับปัญหาอย่างโดดเดี่ยวด้วยการเฆี่ยนตี เพราะ ‘เด็กที่กระทำผิด’ สามารถเปลี่ยนแปลงได้

LGBTQ+ คือ ‘คนปกติ’

สื่อจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอภาพของ LGBTQ+ ในมุมมองที่ฉูดฉาด ตลก หรือน่าสงสาร บางครั้งอาจมาจากเจตนาดี ซึ่งต้องการให้ผู้ชมมองเห็นถึงปัญหา หรือเปิดพื้นที่ให้แก่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ ‘แก๊งหิมะเดือด’ ถ่ายทอดประเด็นนี้ในแง่มุมใหม่ โดยทำให้ความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องปกติในสังคม ผ่านการนำเสนอตัวละคร ‘วิน’ ในฐานะเด็กทั่วไปคนหนึ่ง มิใช่ในลักษณะของการล้อเลียน หรือสร้างความตลกขบขันจากเพศสภาพ สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนการโอบรับตัวละครนี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเหมือนกับทุกคน เพราะเขาไม่ต้องเผชิญกับการแบ่งแยกทางเพศ

เด็กเหลือขอ (?) ที่อยากขอโอกาส

สิ่งที่ยากที่สุดในการแข่งขันนี้ ไม่ใช่การแกะสลักหิมะของเด็กที่เติบโตในเมืองร้อน แต่คือ ‘การต่อสู้กับใจตัวเอง’ ท่ามกลางคำด่าทอและการรุมประณามจากสังคม ไม่ว่าจะมาจากอคติที่มีต่อผู้กระทำผิด การป้ายสีความผิดที่ไม่เป็นความจริง (Fake News) หรือแม้แต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจอภัยได้ของครอบครัวเหยื่อ

แม้สังคมจะพร่ำบอกว่า การจำคุกเป็นวิธีการลงโทษที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้กลับตัวเป็นคนดี ทว่า ‘ความผิดพลาดในอดีต’ กลับเป็นชนักติดหลัง เปรียบดั่ง ‘โซ่’ ที่ล่ามพวกเขาเอาไว้ไม่ให้บินไปได้ไกลกว่านี้ เพราะผู้คนภายนอกยังคงเหยียดหยาม รังเกียจ และไม่ให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิด แม้พวกเขาจะกลับตัวกลับใจแล้วก็ตาม เมื่อหมดหนทางที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม และไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต ท้ายที่สุด พวกเขาจึงต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ ซึ่งมองเห็นได้เพียงท้องฟ้าและลวดหนาม

“ต่อไปก็ใช้ชีวิตดีๆ ล่ะ”

คำพูดดังกล่าวจากแม่ของเหยื่อผู้สูญเสียลูก ถือเป็นการปลดล็อกตราบาปในใจของตัวละคร ‘โจ’ (รับบทโดย นนท์-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์) ซึ่งเคยกระทำผิดพลาดโดยก่อเหตุทะเลาะวิวาท และทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิต เมื่อโจได้รับโอกาสปล่อยตัว เขาพยายามใช้ชีวิตให้ดีขึ้น โดยไม่ลืมความผิดพลาดของตัวเอง และความเจ็บปวดของครอบครัวเหยื่อ

มากกว่าการแข่งขันแกะสลักหิมะให้ชนะรางวัลที่ 1 บทเรียนสำคัญของภาพยนตร์ ‘แก๊งหิมะเดือด’ (Frozen Hot Boys) คือ ‘การเอาชนะใจตัวเอง’ ไม่ว่าในอดีตจะเลวร้ายแค่ไหน แต่หากเรายอมรับผิด กล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงชีวิต และ ‘เชื่อมั่นในตัวเอง’ ในวันที่ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเรา ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าย่อมกลายเป็นความจริงในสักวัน และเราจะบินไปได้ไกลกว่าที่เคยฝันไว้

อ้างอิง

https://about.netflix.com/th/news/frozen-hot-boys-trailer

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...