โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วัดฝีมือรัฐบาล? กู้เศรษฐกิจไทยฟื้น ท่ามกลางแผลเก่าที่พร้อมปริ

Amarin TV

เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 10.35 น.
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญอีกครั้ง เมื่อปัจจัยลบจากภายนอกโดยเฉพาะนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯที่กำลังสะเทือนเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญอีกครั้ง เมื่อปัจจัยลบจากภายนอกโดยเฉพาะนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯที่กำลังสะเทือนเศรษฐกิจโลก ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ สมัยที่ 2 (Trump 2.0) กำลังยิ่งสร้างความไม่แน่นอนอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

เดิมทีเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว SCB EIC จึงเรียกว่า “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ”

จึงเป็นความท้าทายการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงรัฐบาลไทยด้วย ที่เราจะแก้แผลเป็นทางเศรษฐกิจอย่างไร ให้ไม่ปริแตก ซ้ำเติมในยามที่ความไม่ผันผวน และคาดเดาได้ยากนี้กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านมาเกือบ 3 เดือนของปี 2568 แล้ว…เวลากำลังพิสูจน์ผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังเจอโจทย์ยาก

ส่องอาการเศรษฐกิจโลกกับแรงกดดันจาก สงครามการค้า

SCB EIC ประเมินว่า สหรัฐฯ อาจใช้นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าแบบ Reciprocal Tariffs หรือนโยบายขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ และ Specific Tariffs หรือ นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าเฉพาะสินค้าหรือบางประเทศเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 11% จนอาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่

ผลต่อเศรษฐกิจโลกคืออาจหดตัว-1.3% และเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น 0.5% โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกปี 2568 จะเติบโตที่ 2.6% ซึ่งชะลอลงจากปีก่อนหน้าที่ 2.7% และยังมีความเสี่ยงจากนโยบายการค้าและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและการค้าโลกในระยะต่อไป จากข้อมูลของ SCB EIC มีการประมาณการ GDP ปี 2024 และ 2025 มีดังนี้

  • เศรษฐกิจโลก 2024 +2.7% 2025 + 2.6%
  • สหรัฐอเมริกา 2024 +2.8% 2025 +1.9%
  • ยูโรโซน 2024 +0.8% 2025 + 0.7%
  • จีน 2024 + 5.0% 2025 + 4.4%

ขณะที่แนวโน้มนโยบายในการรับมือทั้งนโยบายการเงิน-การคลัง ของแต่และประเทศแตกต่างกันไป ดังนี้
นโยบายการเงินประเทศหลักๆ สหรัฐฯ (Fed) คาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ในปีนี้ แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่องรวม 100 bps เนื่องจากเศรษฐกิจอ่อนแอ ญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 50 bps เพื่อพยุงค่าเงินเยนและควบคุมเงินเฟ้อ

นโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น หลายประเทศเริ่มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น เยอรมนีขยายงบประมาณการลงทุนและป้องกันประเทศจีนขาดดุลการคลังสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 4% ของ GDP และให้รัฐบาลท้องถิ่นก่อหนี้เพิ่ม

ส่วนแนวโน้มการลงทุนและอุตสาหกรรมโลก ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Shift) เพื่อลดการพึ่งพาจีนความต้องการพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียวที่เพิ่มขึ้นการชะลอตัวของการลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดจีนและสหรัฐฯ

เศรษฐกกิจไทยโตรั้งท้าย,โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นแผลเก่าที่ยังไม่ได้รักษา

SCB EIC ตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของโลกสะท้อนอาการแผลเป็นโควิดหลายมิติซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่ยังแก้ไขไม่ได้ แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.4% เพาะได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนภาครัฐแต่“แผลเป็นเศรษฐกิจ” ยังคงกดดันเศรษฐกิจไทยต่อไป

  • แผลเป็นภาคธุรกิจ รายได้ของภาคธุรกิจฟื้นตัวแบบกระจุกตัว (K-Shape) บริษัทขนาดเล็กยังคงประสบปัญหาสภาพคล่อง และสัดส่วนธุรกิจที่เป็น “บริษัทผีดิบ” (Zombie Firms) ยังคงสูง
  • แผลเป็นตลาดแรงงาน แม้การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพของแรงงานกลับลดลง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่มีสัดส่วนสูงขึ้นแต่รายได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัว
  • แผลเป็นภาคครัวเรือน หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ของ GDP แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ปัจจัยรายได้ที่ฟื้นตัวช้ากดดันการบริโภคภาคเอกชน
  • แผลเป็นภาคการคลัง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นและเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะยาว

ภาวะการเงินและการปรับตัวของธุรกิจไทย

SCB EIC คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้ ไปอยู่ที่ 1.5% เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบของ Trump 2.0 ขณะที่ธุรกิจไทยจะต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสสำหรับไทยในการเจาะตลาดใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถแทนที่สินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ ได้

ยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอด 4P ของภาคธุรกิจไทย

SCB EIC แนะนำให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวด้วยกลยุทธ์ 4P ได้แก่:

  • Product พัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มและแตกต่าง
  • Place กระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หรือจีนเพียงประเทศเดียว
  • Preparedness บริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานและงบการเงิน
  • Productivity เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...