โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

บันทึกการเดินทางจากวันวานสู่วันนี้ ของ PURPEECH วงดนตรีที่ปลอบประโลมผู้คนด้วยเสียงกระซิบของหัวใจ

a day magazine

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 18.00 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 10.25 น. • a day magazine

‘เราไม่ได้ทำเพลงเพื่อให้คุณรักเรา แต่เราทำเพลงมาเพื่อให้คุณรักตัวเอง แล้วถ้าวันนั้นคุณรักตัวเองมากพอแล้ว อย่าลืมกลับมารัก PURPEECH’

นี่คือคำกล่าวบางช่วงบางตอนที่ถูกโปรยออกมาจาก PURPEECH แม้จะดูเหมือนเป็นประโยคแสนเรียบง่าย แต่เมื่อฟังจบลงกลับทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจแบบบอกไม่ถูก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแต่ละบทเพลงของ PURPEECH ถึงถูกร้อยเรียงออกมาได้อย่างละเอียดลออ แต่ก็คมบาดลึกในคราเดียวกัน

ผ่านเวลามากว่าครึ่งทศวรรษแล้วที่วงดนตรีนามว่า PURPEECH ได้ปรากฏตัวขึ้นมาทักทายและเข้ามาแต่งเติมช่องว่างในใจของผู้คนที่หลงใหลในเสียงเพลง หากย้อนกลับไปในช่วงจุดเริ่มต้น การรวมตัวของพวกเขาเกิดขึ้นจากหัวเรือใหญ่อย่าง เซ็นต์-สิทธิโชค ตาสา (กีตาร์)ผู้รับบทกัปตันในการรวมลูกเรือแต่ละคน ได้แก่ เรฟ-ศราวุฒิ สุยะเขต (ร้องนำ), ยีนส์-ภูริช สมชื่อ (คีย์บอร์ด), เจมส์-จักรพรรณ ธนาศุภณัฏฐ์ (กลอง) เพื่อนร่วมสาขาที่จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นเพื่อนร่วมวง ตามมาด้วยรุ่นน้องอย่าง คอมพ์-ทรรศนะ เพ็ญจันทร์ (เบส) ที่เข้ามาเสริมทัพความกลมกล่อม แล้วค่อยๆ พากันขึ้นเรือลำนี้ท่องโลกไปด้วยกันอย่างบังเอิญ แต่ก็สมบูรณ์แบบไม่เหมือนใคร

จากท่าเรือที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะผ่านวันผ่านคืนกลายมาเป็น ‘PURPEECH’ ที่ทุกคนรู้จักกันดี พวกเขาต่างเผชิญกับเส้นทางทั้งหวานหอมทั้งขมปลายปะปนกันไป แต่นั่นก็หล่อหลอมให้บทเพลงที่ถูกรังสรรค์ออกมา ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่คอยเยียวยาจิตใจของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนเครื่องมือบันทึกเรื่องราวที่กลั่นกรองจากความรู้สึกในทุกห้วงขณะของชีวิต

จนถึงวันนี้วันที่ PURPEECH ได้เดินทางย่ำก้าวมาสู่อีกหนึ่งจังหวะที่สำคัญของชีวิต ในวาระที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเองครั้งแรก a day จึงอยากชวนพวกเขาย้อนวันวานการเดินทางกว่าจะมาเป็น ‘ลูกพีชที่เพอร์เฟกต์’ ในแบบที่พวกเขาพอใจแล้วในวันนี้

The Beginning of ‘PURPEECH’

ความตั้งใจแรก อยากจะเซตให้วงเป็นคาแรกเตอร์แบบไหน

เรฟ : ตอนแรกผมคิดว่าวงเราก็ดูทรงเท่อยู่นะ (หัวเราะ)

เจมส์ : ตอนนั้นเพลงที่ฟังส่วนใหญ่เป็นอินดี้ลึกๆ ที่เข้าถึงยาก

เซ็นต์ : ใจหนึ่งเราก็อยากไปสไตล์อินดี้เท่ๆ เลย แต่อีกใจเราก็ไม่กล้าคิดที่จะไปอยู่ค่ายอย่างจริงจัง เรียกว่า ทำทรงเป็นอินดี้ไปก่อน

ยีนส์ : อีกอย่างวงอินดี้รุ่นพี่ในเชียงใหม่เยอะมาก เราก็เห็นเป็นไอดอล อยากทำให้ได้แบบนั้น แต่เหมือนธรรมชาติของวงเราไม่ใช่สายนิ่งๆ เท่ๆ ด้วยครับ ก็เลยไม่ได้ไปแนวอินดี้จ๋า แต่ปรับให้เข้ากับความเป็นตัวตนเรามากขึ้น

ความท้าทายที่เจอในช่วงแรก

เรฟ : ผมเคยเป็นคนที่ขี้เกียจพูดกับคนครับ

ยีนส์ : ตอนมีโชว์แรกๆ พวกผมต้องช่วยกันเขียนสคริปต์ให้เขาพูดบนเวที

เรฟ : จึงเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า ‘อย่างเรานี่เป็นนักร้องได้จริงๆ เหรอ?’ เพราะตอนนั้นดูไม่มีความเป็นไปได้เลย เราชอบร้องเพลงก็จริง แต่เราไม่ชอบการแสดงออก

…แต่พอถึงจุดหนึ่งคิดว่า เหมือนมีอะไรเลือกให้เรามายืนอยู่ตรงนี้ เราสามารถสื่อสารกับคนดูได้เลย ขณะที่เพื่อนๆ ต้องใช้ดนตรีสื่อสาร ทำไมเราไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์กับคนดูล่ะ เลยอยากลองทำให้ดีที่สุดและพยายามก้าวข้ามกำแพงนี้ไปให้ได้…

เรฟ : แฟนคลับเคยถามว่า ‘ทำไมพี่เรฟไม่เล่นกีตาร์แล้ว’ ผมแค่รู้สึกว่าอยากยกกำแพงที่มีในใจออกไป แล้วอยากทำให้ทุกคนเห็นเราในมุมนี้ อยากสนิทกับคนฟังมากขึ้น ตั้งแต่วันนั้นก็กลายเป็นคนที่กล้าทำทุกอย่างมากขึ้นครับ

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าค่าย จากตอนแรกที่ทำกันเอง

เรฟ : จริงๆ พวกผมไม่เคยคิดจะเป็นศิลปินอิสระตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถ้ากลับไปย้อนดูโพสต์เก่าๆ จะมีอยู่โพสต์หนึ่งเขียนว่า ‘เมื่อไหร่ค่ายเป็ดจะติดต่อมานะ’ เราก็ทำกันเองไปเรื่อยๆ จนหลังจากเพลงที่ 4 ภาพถ่ายวันวาน (1920) ค่ายก็ติดต่อมา เลยไม่มีความลังเลเลยครับ

ต้องปรับตัวเยอะไหม

เจมส์ : สำหรับค่ายที่เราอยู่ค่อนข้างให้อิสระทางความคิดกับเรา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่การทำงานจะมีแบบแผน มี schedule ที่เราต้องปรับตัวให้ทัน

คอมพ์ : ค่ายเหมือนเข้ามาช่วยเสริมในจุดที่เรายังไม่เก่ง พอเข้าค่ายมาก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น หรือเวลาที่เราถึงทางตันค่ายก็จะมีคำแนะนำให้ได้

ข้อดีจากการเป็น ‘เพื่อน’ สู่ ‘เพื่อนร่วมงาน’

เรฟ : ผมคิดว่าการเป็นเพื่อนกันมาก่อน แล้วมาเริ่มทำวง ทำให้ในพาร์ตการทำงานเราสามารถคุยกันได้มากกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ปรับจูนกันง่าย เวลามีปัญหาก็ทำให้เปิดใจคุยกันง่ายกว่า

แล้วความยากของการทำงานกับคนที่สนิทกันล่ะ

เซ็นต์ : เราว่าความยากคือความกดดันจากงานที่ทำร่วมกัน โดยปกติแล้วถ้าเป็นเพื่อนกันก็จะไม่มีเรื่องของ ‘ความกดดัน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง

คอมพ์ : ด้วยความที่เราอยู่บ้านด้วยกัน 5 คน มันทำให้เราเห็นนิสัยของกันและกัน และรู้ว่าสเปซที่ควรมีให้กันเป็นยังไง

ยีนส์ : พวกเราใช้ชีวิตเหมือนเป็นแฟนกัน อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง

เจมส์ : แต่เราเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนกันครับ (ทุกคนหัวเราะ)

เรฟ : ผมว่าความง่ายคือการเป็นเพื่อนกัน แต่ก็เป็นความยากในเวลาเดียวกัน เราต่างต้องใส่ใจความคิดเห็นของทุกคน วงเราไม่เคยโหวตกัน 3:2 หรือ 4:1 แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องมาจากความเห็นชอบของสมาชิกทั้ง 5 คน เราจึงพยายามหาจุดกึ่งกลางที่ทุกคนโอเคให้ได้

…ผมแคร์ความรู้สึกและบรรยากาศตอนนั้นมากกว่า การได้เพลงที่สุดยอดมากๆ…

How ‘PURPEECH’ You Are

ถ้าให้นิยามแนวเพลงของ PURPEECH คือสไตล์ไหน

คอมพ์ : ผมมองว่า PURPEECH เป็นเหมือนเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเดินทางค้นหาความเป็นตัวเองอยู่

เรฟ : คิดว่า PURPEECH ยังตามหาแนวเพลงที่ใช่ไปเรื่อยๆ สมมติถ้าวันหนึ่งเราเจอเพลงที่ชอบจริงๆ วันนั้นอาจจะไม่ได้ท้าทายเท่าตอนนี้ที่กำลังตามหาอยู่ก็ได้
ยีนส์ : บางทีคนภายนอกที่มองเข้ามาอาจจะตอบได้ดีกว่าตัวเราด้วยซ้ำ

เรฟ : เรากล้าทำยันเพลงลูกทุ่ง เพลงร็อกเลยนะ เราค่อนข้างยืดหยุ่นมากๆ อย่างเมื่อก่อนไม่คิดว่าตัวเองจะเต้นได้ แต่ทุกวันนี้ก็มีเพลงที่เต้นได้แล้ว

…เรียกว่าสไตล์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความชอบและการเติบโตของเรา…

ไอเดียตั้งต้นของการทำเพลง

เซ็นต์ : ส่วนใหญ่เพลงที่ทำออกมา ผมจะจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ เพลงที่มาจากความรู้สึกจริงของเรา กับ เพลงที่เราให้โจทย์ตัวเองว่าต้องการสื่อสารเรื่องอะไร หลังจากนั้นเราก็จะเจาะลึกลงไปว่า จะใช้ภาษาแบบไหน ยกตัวอย่างเพลง ตกกะใจทำได้ลง (Oops.) ก็อยากให้ภาษามีความทะเล้น ขี้เล่น หรือเพลง ตอนนั้นในวันนี้ ก็เลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย น่าจะบวกกับอารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นด้วยครับ

เรฟ : ผมเป็นคนที่ชอบเขียนใส่โน้ตเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวอะไร หรือตะกอนเล็กๆ ที่ผุดขึ้นในหัว แล้วผมค่อนข้างเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง อะไรที่ ‘แวบๆ’ เข้ามาในหัวนั่นคือมาจากจิตใต้สำนึก ผมจะเขียนทุกอย่างเอาไว้แล้วเอามาเรียบเรียงใหม่อีกที ดังนั้นเพลงส่วนใหญ่ของ PURPEECH จึงเป็นเพลงที่มาจากความรู้สึกภายในมากกว่า

เคยมีเพลงที่มาจากประสบการณ์จริงไหม

เซ็นต์ : ชีวิตจริงผมสงบสุขเรียบง่ายดี ไม่ค่อยมีประสบการณ์อะไรที่เหมือนในเพลง ส่วนใหญ่ผมจะมโนเก่งครับ ถ้าไปเจอเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็สามารถหยิบมาเล่าเรื่องได้

ยีนส์ : เขาเคยเล่าว่าไปเจอผักลดราคาในซูเปอร์มาร์เกตมา แล้วก็เอามาแต่งเป็นเพลงรัก

เซ็นต์ : ใช่ครับ ส่วนใหญ่จะมาจากความบังเอิญแบบนี้ อย่างเพลง ตกกะใจทําได้ลง (Oops.) ก็เกิดจากความคิดว่าอยากให้วงมีเพลงเร็ว แต่มีเนื้อหาเศร้า พอได้โจทย์มาก็ค่อยๆ หาทางไปต่อได้เอง

ที่มาของความสละสลวยที่ปรากฏในเนื้อเพลง PURPEECH

เรฟ : พื้นฐานเดิมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่า ยังรักในเนื้อเพลงรูปแบบเมื่อก่อน ทุกวันนี้ยังไม่กล้าเขียนคำว่า ‘แฟน’ ลงไปในเนื้อเพลง รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ชอบเพลงสมัยใหม่ขนาดนั้น คิดว่าบรรยากาศเพลงเก่าๆ มันมีความจริงใจ เราเลยเลือกใช้คำประมาณนี้มาถ่ายทอดอยู่ในบทเพลง

ทำไมถึงมองว่าเพลงเก่ามีเสน่ห์

เรฟ : แม่ผมเปิดร้านขายข้าวซอยก็จะชอบมีเทปของ พี่ตู่ (นันทิดา แก้วบัวสาย) พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เปิดวนๆ ให้ลูกค้าฟัง เราอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก อาจจะชอบมันโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ อีกอย่างคือผมชอบเรียนวิชาภาษาไทย ตอนเข้ามหา'ลัย เลยยื่นครูภาษาไทยเป็นอันดับ 1 แต่ติดครูดนตรี (หัวเราะ) สุดท้ายภาษาไทยก็ได้เอามาใช้ในการทำเพลง ส่วนเรื่องการเป็นครูดนตรีที่เราเรียนมาก็ได้เอามาใช้เวลาอยู่บนเวที

…ขึ้นเวทีทุกครั้งมันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ในชั้นเรียน มีคนฟังเป็นนักเรียนที่เราต้องพาไปให้จบคลาส…

The Turning Point

เพลงไหนคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนรู้จัก PURPEECH

PURPEECH : คิดว่าเพลงที่ 2

เรฟ : แต่ถ้ามองอีกทีมันมีหลายเฟส เริ่มจากเฟสแรกที่ทำให้คนรู้จักเราก็เป็นเพลง หากจะเพียงขอ (Sincare) เรียกว่าเป็นเหมือน one night miracle เพราะเพียงชั่วข้ามคืนยอดวิวก็ทะลุหลักแสน หลักล้าน เผลออีกทีก็เริ่มมีแฟนคลับ เราก็เอ๊ะ! เร็วแท้ เฟสที่ 2 กาลครั้งหนึ่งบนโลก (Parsec) คือเฟสเข้าใจวง เพราะช่วงนั้นเกิดปัญหาขึ้นในวง หรือเพลง รักรออยู่ไม่ไกล (wind) ก็เป็นเฟสตอนที่เราจากบ้านมาอยู่กรุงเทพฯ ก็จะให้ฟีลคิดถึงบ้าน

ยีนส์ : เพลงของ PURPEECH จะบันทึกเรื่องราวความทรงจำช่วงเวลานั้นๆ เอาไว้ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะถูกเล่าออกมาผ่านบทเพลงทั้งหมดเลย

…เหมือนแต่ละเพลงก็เป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) ด้วยตัวของมันเอง…

Purfectpeech: อัลบัมแรกในชีวิต

คอมพ์ : เป็นการรวบรวม turning point ของวง การเดินทางตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาถูกเล่าออกมาในแต่ละบทเพลงของอัลบัมนี้

เรฟ : ส่วนนิยามของชื่อ ‘Purfectpeech’ ที่มาที่ไปย้อนกลับไปตอนที่เราคุยกันว่าเป็น PURPEECH ที่ perfect แล้วในตัวของมันเอง เราพอใจกับอัลบัมนี้มากๆ จึงกลายเป็นชื่อนี้

…เป็นลูกพีชที่เพอร์เฟกต์สำหรับเราแล้ว…

แล้วสำหรับเส้นทางการเป็น PURPEECH มีตอนไหนที่รู้สึกว่าเป็น Perfect Moment อยากแชร์ให้ฟังไหม

คอมพ์ : PURPEECH เท่ากับ ‘พลังบวก’ และ ‘การปลอบ’ชอบโมเมนต์ที่เรามีปัญหา แล้วทุกคนจะรวมตัวกันส่งมอบกำลังใจให้แก่กัน

เรฟ : ผมคิดว่า perfect moment จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราทำเพลงเสร็จ แล้วเตรียมจะปล่อยผลงานออกไป จำได้ว่าวันที่จะปล่อยเพลงแรก เรานัดมารวมตัวกัน แล้วกดปุ่ม enter พร้อมกัน นี่แหละคือ perfect moment สำหรับผมมากๆ เหมือนเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว มาส่งมันได้ถึงเท่านี้นะ

ยีนส์ : ของผมคือวันที่มีคอนเสิร์ตอัลบัมแรก วันนั้นอาจจะเป็นวันที่เรามีข้อผิดพลาดเยอะ ตั้งแต่เราโชว์มารู้สึกว่าครั้งนั้นเล่นได้ไม่ดีเลย แต่มันเป็นโมเมนต์ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เราทำเต็มที่ที่สุดแล้วจริงๆ

คอมพ์ : อย่างน้อยความผิดพลาดตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเติบโต

เจมส์ : สำหรับผมคือช่วงที่เราได้มาฟังเพลงที่อัดมาด้วยกัน มันเป็นความรู้สึกแบบ ‘จะเสร็จงานแล้วนะ’ เราได้มานั่งปรับแก้อะไรร่วมกันครั้งสุดท้ายก่อนที่จะปล่อยออกไปให้ทุกคนได้ฟัง

เซ็นต์ : ผมว่ามันคือหลายๆ โมเมนต์รวมกันที่เราได้มีประสบการณ์ร่วมกันทั้งดีและไม่ดี พอเป็นโมเมนต์ที่ดี เราก็ได้ซึมซับความสุขพร้อมกัน แต่พอเป็นเรื่องไม่ดีอย่างน้อยเราก็ได้ผ่านมันไปด้วยกัน

Road to the Peech Man Show

คิดว่าวงเราประสบความสำเร็จเร็วไหม จากจุดเริ่มต้นมาถึงวันนี้ที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่

เซ็นต์ : มากๆ ครับ มันเร็วสุดๆ

คอมพ์ : อาจจะเร็ว แต่ผมยังไม่คิดว่าเราประสบความสำเร็จ มันยังมีเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ แต่จุดนี้ก็เรียกได้ว่า ‘ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น’

เรฟ : ผมก็รู้สึกว่าเร็วมากครับ เรากำลังจะมีคอนเสิร์ต แต่ความรู้สึกเหมือนว่าเมื่อวานเราเพิ่งทำวงกันอยู่เลย ความรู้สึกบางอย่างในช่วงเริ่มต้นยังไม่ทันได้จางหายไป

คอมพ์ : ช่วงทำวง 1 - 2 ปีแรก ผมยังคิดว่าตัวเองอยู่ในฝันอยู่เลย

เรฟ : ตอนทำเพลงแรกๆ ผมชอบพูดใส่เดโมว่าวันที่นี้ เรากำลังทำเพลงนี้นะ แล้วก็ชอบเขียนว่าใครมีความฝันอะไรบ้าง พอผ่านมาวันนี้เราทำตามความฝันไปได้หลายอย่างแล้วนะ

…PURPEECH อาจจะตั้งมาแค่ 4 ปี แต่เชื่อว่าสมาชิกทุกคนมีความฝันนี้มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี กว่าจะเดินทางมาถึงตอนนี้ได้ เชื่อว่าวันนั้นคงเป็นวันที่พวกเรามีความสุขมาก…

คาดหวังยังไงกับคอนเสิร์ตครั้งแรก

คอมพ์ : คาดหวังให้ตัวเองทำ performance ออกมาให้ดีในแบบที่ตัวเองพอใจ

เซ็นต์ : ผมคาดหวังให้ทุกคนมีความสุขหลังจากที่คอนเสิร์ตจบลง แล้วก็ขอให้ทุกคนเดินทางมาดูคอนเสิร์ตอย่างปลอดภัย

เจมส์ : ขอให้ทุกคนไม่ผิดหวังที่เลือกมาดูคอนเสิร์ตเรา

เรฟ : ผมสัญญาว่าถ้าทุกคนได้มาในวันนั้น นั่นคือที่สุดของ PURPEECH แล้ว

แล้วเป้าหมายสูงสุดของ PURPEECH คืออะไร

ยีนส์ : สำหรับผมง่ายมาก แค่อยู่เป็นวงด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละสเต็ปขึ้นไปเรื่อยๆ

คอมพ์ : ผมอยากเป็น International Mainstream

เจมส์ : ผมแค่อยากทำผลงานต่อไป แล้วก็ไม่แตกกัน (หัวเราะ) แค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องกลายเป็นคนแปลกหน้ากับเพื่อนกลุ่มนี้ คงเศร้าน่าดู

เรฟ : เราเริ่มต้นกันมาจากจุดที่ไม่มีอะไร บางคนขับแกรป ผมทำงานร้านสะดวกซื้อ เป้าหมายสูงสุดเลยผมอยากเห็นทุกคนมีบ้าน มีรถ เป็นของตัวเอง เราใช้ชีวิตวัยรุ่นไปด้วยกันก็อยากเห็นเราแก่ไปด้วยกัน

Last but not Least

กับอาชีพ ‘นักดนตรี’ ที่สายตาคนนอกมองว่า ‘ไม่มั่นคง’ อยากรู้ว่าทางวงมีปัญหาตรงจุดนี้บ้างไหม

เรฟ : ผมว่ามั่นคงหรือไม่มั่นคงมันอยู่ที่ตัวเรา เป้าหมายความมั่นคงของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนพอใจกับบ้านหลังใหญ่ บางคนแค่หลังเล็กก็มีความสุขแล้ว

เซ็นต์ : ผมว่าที่คนรุ่นเก่าตั้งคำถามว่า ‘จะมั่นคงหรือเปล่า’ แต่เขาลืมคิดไปไหมว่า เราคงไม่ปล่อยให้ตัวเองอดตายหรอก

คอมพ์ : เส้นทางอื่นอาจจะดีกว่านี้ แต่สำหรับผมอยู่ตรงนี้ก็มีความสุขแล้ว วันหนึ่งถ้าไม่สามารถเป็นศิลปินต่อได้ ผมว่าสายงานในแวดวงนี้ก็ยังหาเลี้ยงเราได้อีก

มีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าเลือกเดินเส้นทางผิดบ้างไหม

PURPEECH : ไม่ครับ

เรฟ : ใช้คำว่า ‘ไม่รู้’ ล่ะกัน ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำถูกหรือผิด ผมเป็นคนเล่นเกมมาตั้งแต่เด็ก มีแพ้มีชนะ ก็เหมือนกันกับการใช้ชีวิตก็มีทั้งเส้นทางที่ผิดถูกปะปนกันไป สุดท้ายแพ้ชนะมันไม่สำคัญ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกเสียใจ

เจมส์ : ผิดอย่างน้อยก็จะได้รู้ในสิ่งที่ถูก

ถ้าคนมีฝันผ่านมาเห็น อยากบอกอะไรกับพวกเขา

เรฟ : ผมอยากบอกไปถึงทุกคนว่าที่ผ่านมา PURPEECH ก็เริ่มต้นทำทุกอย่างกันเอง ตั้งแต่แต่งเพลง ถ่าย MV ตัดต่อ อย่างเพลง หากจะเพียงขอ (Sincare) เพลงนั้นเราใช้งบไม่กี่บาท เงินที่เหลืออีกนิดหน่อยเอาไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาทำเป็นพร็อป แล้วหลังเลิกกองก็เอามากินต่อ ผมมองว่าแค่นั้นก็มีความสุขแล้ว เดี๋ยวนี้ดนตรีไม่ใช่อาชีพที่มองว่าเต้นกินรำกินอีกแล้ว มันสามารถเลี้ยงชีพได้ แล้วยังหารายได้จากหลายช่องทาง

…สุดท้ายถ้าทำมันด้วยใจ สักวันคุณจะมีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเองได้…

ถ้าวันหนึ่งเพลงที่ทำได้รับกระแสลดลง จะยังอยากทำเพลงอยู่ต่อไปอีกไหม

PURPEECH : ทำครับ

เซ็นต์ : เราเคยคุยเรื่องนี้กันมาแล้วด้วย กระแสลดลงคือการที่รายได้เราจะลดลงไปด้วย แต่ผมว่าพวกเราจะมีหนทางไปต่อ และก็คิดว่าเราคงจะทำมันต่อไปเรื่อยๆ

เรฟ : คงย้อนกลับไปคำตอบช่วงแรกๆ ที่บอกว่า perfect moment ของผมคือ โมเมนต์ที่เราได้ปล่อยเพลงออกไป เราไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์ต่อจากนั้นจะเป็นยังไง มันไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้ว

คอมพ์ : ใช่ครับ ถึงกระแสจะไปแล้ว แต่เราก็จะยังไม่ไป

‘ตอนนั้นในวันนี้’เพลงแรกที่เป็นจุดกำเนิดของ PURPEECH แล้วถ้า ‘วันนี้’ ย้อนกลับไปเจอตัวเองใน ‘ตอนนั้น’ ได้ อยากบอกอะไรกับตัวเอง

คอมพ์ : เก็บตังค์หน่อยนะ

เซ็นต์ : สุดยอด เก่งแล้ว

เจมส์ : พยายามดีแล้ว ทำดีที่สุดแล้ว

ยีนส์ : โชคดีที่ได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มนี้

เรฟ : ผมเคยเขียนไว้ว่า ‘ถึงตัวเองเมื่อ 7 ปีก่อน เก่งมาก คำถามหลายๆ อย่างได้เจอคำตอบแล้วนะ…ตอนนี้เรียนจบแล้ว แต่ไม่ได้เป็นครูเหมือนที่เรียนมา แต่ได้เป็นศิลปินแบบที่ฝันไว้ ตั้งใจทำอย่างที่เคยเป็น นั่นแหละถูกต้องแล้ว…’

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

PURPEECH’s Memo

13 มีนาคม 2568 : PURPEECH ได้มาสัมภาษณ์ที่ a day อีก 2 วัน เรากำลังจะขายบัตรคอนเสิร์ตครั้งแรกของพวกเรา ไม่รู้บัตรจะขายหมดไหม แต่เราตั้งใจกับคอนเสิร์ตนี้มากๆ ถึงคนที่ฟังในอนาคต ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ ในคอนเสิร์ตของเรา เราไม่ได้ทำเพลงมาเพื่อให้คุณรักเรา แต่เราทำเพลงมาเพื่อให้คุณรักตัวเอง แล้วถ้าวันนั้นคุณรักตัวเองมากพอแล้ว อย่าลืมกลับมารัก PURPEECH ที่คอนเสิร์ตใหญ่นี้ด้วยนะครับ…

ขอบคุณสถานที่ : PULSE / Phra Arthit คาเฟ่ขนาดกะทัดรัดที่คุณภาพไม่กระจ้อยร่อยตามขนาดของพื้นที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...