โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

รัชกาลที่ 3 กับพระราชดำริถึงผู้สืบราชสมบัติ ก่อนบัลลังก์ตกทอดสู่พระอนุชาธิราช (ร.4)

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 มี.ค. 2568 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 10.29 น.
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

เปิดกระแสพระราชดำริ รัชกาลที่ 3 ถึงเจ้านายผู้จะเสวยราชย์ต่อ ก่อนราชบัลลังก์ตกทอดไปสู่สมเด็จพระอนุชาธิราช “เจ้าฟ้ามงกุฎ” (รัชกาลที่ 4)

ต้น พ.ศ. 2394 เข้าสู่ปีที่ 27 ในราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระอาการประชวรอย่างรุนแรง เริ่มต้นจากรู้สึกไม่สบายพระองค์ บรรทมไม่หลับ ทำให้ทรงคลื่นเหียน เสวยพระกระยาหารน้อยมาหลายเดือน สู่พระอาการถ่ายพระบังคนเบา (ปัสสาวะ) ขุ่น ดังที่ พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)บันทึกว่า

“พระบังคนเบาก็ขุ่นค่นเป็นตะกอน พระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดีข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ฝ่ายหน้าฝ่ายในมีความร้อนใจ พร้อมกันปรึกษาให้แพทย์ประกอบพระโอสถทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย แล้วก็พากันนอนประจำซองอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนทุกแห่ง พระโรคไม่คลาย พระอาการประทังอยู่ กำลังพระกายทรุดไปทีละน้อย ๆ”

เดือนต่อมา วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2394 รัชกาลที่ 3 จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เรียก พระยาราชสุภาวดี พระยาพิพัฒน์โกษา (บุญศรี)มาเข้าเฝ้าในที่พระบรรทม มีพระราชดำรัสว่า พระอาการคงเกินกำลังแพทย์จะเยียวยาแล้ว ทำให้ทรงตรึกตรองถึงการแผ่นดินข้างหน้าว่าผู้ใดจะสืบราชสมบัติต่อ

ทั้งนี้ ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า หากทรงเลือกพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งให้เสวยราชย์ตามความพอพระราชหฤทัย อาจสร้างความร้าวฉานแก่ไพร่ฟ้าประชาชนและข้าราชการทั้งปวง จึงมีพระราชดำรัสอนุญาตให้ขุนนางไปประชุมหารือเลือกพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่กันเอง

ดังความในจดหมายกระแสพระราชโองการ ที่พระราชทานนำส่งขุนนางในวันถัดมา (10 กุมภาพันธ์) มีความตอนหนึ่งว่า [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“…ทรงพระราชดำรัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา พระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายกกับขุนนางผู้น้อยทั้งปวง จงมีความสโมสรสามัคคีรสปรึกษาพร้อมกัน

เมื่อเห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์ พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชารอบรู้ราชานุวัตร เป็นศาสนูปถัมภกยกพระบวรพุทธศาสนา และปกป้องไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร รักษาแผ่นดินให้เป็นสุขสวัสดิ์โดยยิ่ง เป็นที่ยินดีแก่มหาชนทั้งปวงได้ ก็สุดแท้แต่จะเห็นดี ปราณีประนอมพร้อมใจกันยกพระบรมวงศ์องค์นั้นขึ้นเสวยมไหสวรรยาธิปัตย์ถวัลยราช สืบสันตติวงศ์ดำรงราชประเพณีต่อไปเถิด

อย่าได้กริ่งเกรงพระราชอัธยาศัยเลย เอาแต่ให้ได้เป็นสุขทั่วหน้า อย่าให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันให้ได้ความทุกข์ร้อนแก่ราษฎร”

วันต่อมา คือ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 5 โมงเย็น ทรงมีรับสั่งให้ พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)ซึ่งขณะนั้นเป็นจางวางมหาดเล็กเข้าเฝ้าในที่พระบรรทม ทรงถามว่า พระยาพิพัฒน์ฯ เอาจดหมายออกไปหารือเหล่าขุนนางหรือยัง พระยาศรีสุริยวงศ์กราบทูลว่า ได้ทราบเรื่องแล้วทุกคนต่างโศกเศร้า พากันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แล้วกราบบังคมทูลว่า

“ปรึกษากันว่าพระโรคนั้นยังไม่ถึงตัดรอน แพทย์หมอยังพอฉลองพระเดชพระคุณได้อยู่ ซึ่งจะยกย่องพระวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งขึ้นก็ยังไม่สมควร จะช่วยกันฉลองพระเดชพระคุณว่าราชการแผ่นดิน มิให้มีเหตุการณ์ภัยอันตรายขึ้นได้”

ได้ทรงทราบดังนั้นจึงรับสั่งให้พระยาศรีสุริยวงศ์ขยับเข้าไปชิดพระองค์ แล้วให้ลูบดูทั่วทั้งพระวรกาย ก่อนจะดำรัสว่า “ร่างกายทรุดโทรมถึงเพียงนี้แล้ว หมอเขาว่ายังจะหายอยู่ไม่เห็นด้วยเลย”

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีพระราชปรารภกับพระยาศรีสุริยวงศ์ ถึงความเหมาะสมในราชสมบัติของพระบรมวงศานุวงศ์ใกล้ชิด ซึ่งประกอบด้วยเจ้านาย 4 พระองค์ ที่ล้วนเป็นพระอนุชาธิราชร่วมพระราชบิดา (รัชกาลที่ 2) แต่ต่างมารดาความว่า

“การแผ่นดินไปข้างหน้า ไม่เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่า ท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านก็เชื่อง่าย ๆ จะเป็นใหญ่โตไปไม่ได้ กรมขุนพิพิธเล่า ก็ไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้ คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว

ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ ท่านฟ้าน้อย ๒ พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่า ท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้น ก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมัง

ท่านฟ้าน้อยเล่า ก็มีสติปัญญารู้วิชาการช่างและการทหารต่าง ๆ อยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึ่งมิได้ทรงอนุญาต กลัวเจ้านายข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจเพียงนี้ จึ่งได้โปรดอนุญาตให้ตามใจคนทั้งปวงสุดแท้แต่เห็นพร้อมเพรียงกัน”

จากข้อความข้างต้น กรมขุนเดช คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร (ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานิ่ม – ต้นราชสกุล เดชาติวงศ์) กรมขุนพิพิธ คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา – ต้นราชสกุล พนมวัน)

ส่วน ท่านฟ้าใหญ่ ท่านฟ้าน้อยคือ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งขณะนั้นยังทรงพระผนวชอยู่ กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ หรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกล เล็งเห็นว่าพระยาศรีสุริยวงศ์จะเป็นใหญ่ต่อไปในภายหน้า (ต่อมาเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) จึงทรง “ฝากฝัง” กิจการบ้านเมืองกับจางวางมหาดเล็กคนนี้ อันจะกลายเป็นถ้อยพระกระแสพระราชดำริที่มีการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง ดังว่า

“การต่อไปภายหน้าเห็นแต่เองที่จะรับราชการเป็นอธิบดีผู้ใหญ่ต่อไป การศึกสงครามข้างญวนข้างพะม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”

สุดท้ายคือทรงแจกแจงพระราชพินัยกรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ (ยังไม่รู้ว่าเป็นพระองค์ใด) ให้นำพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งไปสร้าง-บูรณะวัดวาอารามที่ทรงสร้างค้างคาไว้ให้แล้วเสร็จ ส่วนที่เหลือจึงใช้ในงานราชการแผ่นดิน ความว่า

“ทุกวันนี้คิดสละห่วงใหญ่ได้หมด อาลัยอยู่แต่วัด สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็มี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไป จะไม่มีผู้ช่วยทะนุบำรุง เงินในพระคลังที่เหลือจับจ่ายใช้การแผ่นดินมีอยู่สี่หมื่นชั่ง ขอสักหมื่น ๑ เถิด ถ้าผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว ให้ช่วยบอกแก่เขาขอเงินรายนี้ให้ช่วยทะนุบำรุงวัดที่ชำรุดและการวัดที่ยังค้างอยู่นั้นเสียให้แล้วด้วย”

พงศาวดารเล่าว่า เมื่อพระยาศรีสุริยวงศ์รับพระราชโองการแล้วก็ร้องไห้ถอยออกมาจากที่เข้าเฝ้า

กระทั่งวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 รัชกาลที่ 3 ก็เสด็จสวรรคต ที่ประชุมขุนนางและเสนาบดีทั้งหลายจึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จพระอนุชาธิราช “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ให้ขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม รัชกาลที่ 4

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์. เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ รัชกาลที่ 3 สวรรคต “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ครองราชย์.ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2543.

ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา เรียบเรียง. (2481). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงวงษานุประพัทธ์ (ตาด สนิทวงศ์ ณอยุธยา). (ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 3 กับพระราชดำริถึงผู้สืบราชสมบัติ ก่อนบัลลังก์ตกทอดสู่พระอนุชาธิราช (ร.4)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...