เสวนา แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แนะปรับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทั้งระยะใกล้-ไกล
เสวนา แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แนะปรับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ทั้งระยะใกล้-ไกล สว.นันทนา เสนอสร้าง อนุสรณ์สถานแห่งความโกงไว้เตือนใจ แนะแก้ รธน.60 เปิดช่องตรวจสอบองค์กรอิสระได้
เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา หอสมุดรัฐสภาจัดเสวนา เรื่อง “แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว: พร้อมแค่ไหนกับการรับมือแผ่นดินไหว” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ และผู้แทนภาคประชาชน ได้แก่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. น.ส.ศนิวาร บัวบาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกรรมาธิการ(กมธ.)และที่ปรึกษากมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาฯ
นายนคร ภู่วโรดม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายว่าด้วยแนวทางรับมือภัยแผ่นดินไหวในประเทศไทย
นายไพบูลย์ เสนอให้มี Bangkok metropolitan Strong Motion Network (BSMN) เพื่อตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวทั้งระยะใกล้และไกลในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมวลผลต่างๆ โดยเห็นว่าการมีเครือข่ายตรวจวัดของกทม.เป็นสิ่งที่ลงทุนไม่มาก ให้มีเขตละ 1 เครื่อง สามารถลดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินได้ เพื่อจะรู้ความถี่และแรงสั่นสะเทือน นำไปประเมินความแข็งแรงของอาคารได้
ทั้งนี้ เห็นว่า สิ่งสำคัญ อยู่ที่ ระบบการเตือนภัย พร้อมยกตัวอย่างประเทศอื่นที่สามารถแปลผลได้ 30 วินาที แต่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยอยู่ที่ 10 นาที ทำให้สิ่งที่เตือนภัยไม่ใช่ warning แต่เป็น Reporting
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ขอเสนอให้ไทยพัฒนาเกี่ยวกับการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว เพิ่มจำนวนสถานีสามารถรองรับการเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้ เปลี่ยนวิธีแปลผลปัจจุบันที่มีความล่าช้าให้สามารถรู้ตำแหน่งและขนาดแผ่นดินไหวได้เร็วขึ้นภายในเวลาอย่างน้อย 1 นาที ส่งบุคลากรไปอบรมการแปลผลแผ่นดินไหวอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เตือนภัยในต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ และให้มีช่องทางการส่งข้อมูลการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงหน่วยงาน อิสระที่ทำหน้าที่แจ้งเตือน และยกเลิกการแจ้งเตือน
นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ปัญหาเชิงนโยบายในการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านภัยพิบัติเพิ่มจำนวนนักวิชาการ โดยให้ทุนไปเรียนต่อ ต่างประเทศที่มีความชำนาญเฉพาะทางและเพิ่มอัตรากำลังสายวิชาการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติและให้หน่วยงานเตือนภัยพิบัติเป็นหน่วยงานอิสระ และตั้งสถานีการวัดแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวตามแนวชายแดนให้มากยิ่งขึ้นและเห็นควรให้มีการออกกฎหมายบังคับให้ต้องมีตัวเตือนความสั่นไหวของอาคาร
ด้านนายนคร กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบการออกแบบของวิศวกร กลไกการตรวจสอบยังไม่ได้ดำเนินการ และเห็นว่าในอนาคตกฎหมายควรมีกลไกถ่วงดุลมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเห็นปัญหา คือไม่มีใครจ่ายเพิ่มเพื่อความปลอดภัย เป็นการแข่งขันทางด้านธุรกิจ
ทั้งนี้ เห็นว่าควรมีเครื่องมือติดตั้งเตือนแผ่นดินไหวในอาคาร เพื่อ ให้ผู้มีอำนาจ ประเมิน สั่งการได้ทันที ว่าจะต้องอพยพออกจากอาคารหรือไม่ เพื่อลดการสูญเสีย ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องจดจำและอยู่กับมัน ขอให้อย่าลืม แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะหากการ์ดตกเจอภัยในอนาคต จะเกิดปัญหาถ้าเราไม่ได้เตรียมการป้องกันเอาไว้
ขณะที่น.ส.นันทนา กล่าวว่า คิดว่าระบบการตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างของเรามีปัญหาแน่ๆ แผ่นดินไหวที่พม่า แต่ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มถือเป็นวิกฤตชาติที่ต้องถอดบทเรียนเรื่องใหญ่ และเห็นว่ารัฐบาลสอบตกเกี่ยวกับการสื่อสารในภาวะวิกฤต
ขณะนี้มีข่าวดีว่า cell boardcast สามารถทำงานได้แล้ว โดยวันที่ 2 พ.ค.จะมีการซ้อม ทั้งนี้ผู้ที่จะมาดำเนินการอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรอิสระ เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่แค่ไม่ผูกพันหรือใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล อาจให้กระทรวงดีอีดูแล และเห็นว่าอาคารสาธารณะของทางราชการควรจะต้องมีเครื่องมือเตือนความสั่นไหวหรือแผ่นดินไหว
น.ส.นันทนา กล่าวถึงการถล่มของตึกสตง.ที่มีมูลค่า 2 พันล้านบาทว่า ถ้ามีบทบัญญัติให้ประชาชนหรือสส.เข้าชื่อ 1 ใน 4 เพื่อยื่นถอดถอนองค์กรอิสระได้คงมีการเดินหน้ายื่นแล้ว แต่ไม่มีความสามารถตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระได้ จึงมีพฤติกรรมแปลกและเป็นอิสระจากประชาชน จะทำอะไรหรือใช้งบประมาณไปทำอะไรก็ได้ เพราะหน่วยงานราชการถ้าใช้ไม่หมดต้องคืนคลัง
องค์กรอิสระถือว่าอิสระมาก และบอกว่าเก็บเงินเหลือจากปีงบประมาณ มาสร้าง ใช้เก้าอี้ตัวละ 100,000 บาท ฝักบัว 40,000 บาท ถือเป็นการที่กฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบถ่วงดุล ตอกย้ำรัฐธรรมนูญปี 60 รั่วทุกจุด
จึงเห็นควรให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบองค์กรอิสระได้ ซึ่งงบ 2 พันล้านบาทนี้เปลือยเปล่า ระบบทั้งหมดทั้งจีนเทา นอมินี และคนอายุ 85 เซ็นแบบก่อสร้างได้ เหล็กเส้นที่ดูแล้วเหมือนลวดมากกว่า ทำให้เห็นกระบวนการทั้งหมด 2 พันล้านบาทนี้ ควรปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างของระบบราชการไทยและองค์กรอิสระใหม่ ต้องตรวจสอบและถ่วงดุลให้ได้
“วัฒนธรรมไทยต้องมีวัฒนธรรมหน้าบาง เหมือนญี่ปุ่นที่เกิดเรื่องต้องลาออก อย่าให้ตึก 2 พันล้านถล่มไปฟรีๆ ต้องใช้เป็นกรณีศึกษา ทำให้ระบบการจัดซื้อจ้างบ้านเราเปลี่ยนไป ทำให้คนอยู่ในกระบวนการรอเงินทอน 20-30% มีหนาว ดิฉันเสนอให้สร้างอนุสรณ์สถานแห่งความโกงให้เป็นสิ่งเตือนใจว่าเราจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ การจัดซื้อจัดจ้าง ในภาคราชการต่อไปจะไม่มีแบบนี้ ใครที่ทำจะได้รับโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยเอารูปผู้เสียชีวิตมาเพื่อรำลึกว่าเป็นเหยื่อของการทุจริตด้วย” น.ส.นันทนา กล่าว
ส่วนน.ส.ศนิวาร กล่าวว่า หน่วยงานแจ้งว่าจะทดสอบวันที่ 2 พ.ค.และภายในเดือน ก.ค. จะสามารถใช้งานได้อย่างแน่นอนในบางพื้นที่ ส่วนเรื่องความพร้อมในการเตรียมการรับมือกับแผ่นดินไหว ของประเทศไทยนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เพียงแต่ไม่เจอบ่อยครั้ง เจออุทกภัยวาตภัยดินโคลนถล่ม แต่ไม่ได้มีการทบทวนบทเรียน และควรเตรียมพร้อม อย่างไร
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องแชร์ข้อมูลกัน เพราะปัจจุบันต่างคนต่างทำงานๆ มีข้อมูลของตนเองปัญหาอยู่ที่โครงสร้างที่เราพูดมาในเรื่องรัฐโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบ จึงขอเสนอถึงความเป็นไปได้ที่จะทำ platform มีข้อมูลประวัติผลงานที่ผ่านมา ของ บริษัทผู้รับเหมา เพื่อให้ประชาชนเข้าไปดูได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสวนา แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แนะปรับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทั้งระยะใกล้-ไกล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th