รู้หรือไม่? ว่า ‘เศษอาหาร’ ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนแรงขึ้นกว่าที่คิด!
รู้หรือไม่? ว่า ‘เศษอาหาร’ ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนแรงขึ้นกว่าที่คิด!
การปล่อยมลพิษไม่ได้มีเพียงการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซเท่านั้น แต่ “เศษอาหาร” หรือ “food waste” ที่เรานำไปทิ้งตามสถานที่ฝังกลบกลับมีสัดส่วนมากถึง 10% ของการปล่อยมลพิษทั้งหมด
ขยะอาหารที่เน่าเสียในหลุมฝังกลบปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งมีพลังในการกักเก็บความร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า ทำให้การจัดการเศษอาหารกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Robert Sanders จาก Rady School of Management หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการตลาดและการวิเคราะห์ ได้เน้นย้ำว่า “แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส หากเราไม่ลดขยะจากระบบอาหาร”
Sanders ศึกษาปัญหาเศษอาหารอย่างจริงจัง เนื่องจากเขามองว่าสิ่งนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นและกลาง แม้ว่าจะมีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา แต่เขากลับพบว่างานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันวิธีการเหล่านี้ยังมีน้อยมาก
#วันหมดอายุส่งผลผลต่อเศษอาหาร?
“วันหมดอายุ” ของอาหารเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักนโยบายหลายคนเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เนื่องจากเศษอาหาร 7-10% เกิดจากความสับสนจาก “คำ” ระบุวันหมดอายุ เช่น “ควรบริโภคก่อน” กับ “ใช้ก่อน” ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย (AB 660) แต่ Sanders ชี้ว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าป้ายเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในสถานการณ์จริงหรือไม่
Sanders เสนอ 2 แนวทางหลักเพื่อจัดการกับขยะอาหาร ดังนี้
#ห้ามฝังกลบเศษอาหาร (Food-Waste Landfill Bans): แม้จะเป็นวิธีควบคุมโดยตรงจากภาครัฐ แต่เขาพบว่าไม่ได้ผลดีนัก เนื่องจากค่าปรับไม่ได้มากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน และการบังคับใช้นโยบายก็ยังอ่อนแอ โดยมีเพียงรัฐแมสซาชรัฐแมสซาชูเซตส์เท่านั้นที่ทำได้ เพราะมีระบบบังคับใช้นโยบายที่ดี เข้าใจง่ายและมีเครือข่ายการทำปุ๋ยหมัก (composting) ที่แข็งแกร่ง
#ตั้งราคาแบบไดนามิก (Dynamic Pricing): ร้านขายของชำมักทิ้งอาหารที่ใกล้หมดอายุ ซึ่ง Sanders เสนอให้ใช้ระบบอัลกอริธึมเพื่อปรับราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ตามวันหมดอายุและปริมาณสินค้า โดยวิธีนี้จะทำให้ของสดถูกลง และยังเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ซึ่งในหลายกรณีก็ช่วยร้านค้าและผู้บริโภคประหยัดเงินได้พร้อมกัน จึงสามารถช่วยลดขยะจากอาหารได้
วิธีที่ดีที่สุดในการลดขยะก็คือ “ไม่สร้างขยะตั้งแต่แรก” โดยสามารถเริ่มจากการวางแผนมื้ออาหาร รู้ว่ามีอะไรในตู้เย็นก่อนซื้อของ และจดเตือนความจำให้กินของที่เหลือ นอกจากนี้ควรใช้ถังขยะสีเขียวเพื่อใส่เศษอาหารสำหรับทำปุ๋ยหมัก และหากจัดงานเลี้ยง ควรประเมินความต้องการอาหารอย่างแม่นยำ เช่น การสำรวจจำนวนผู้ร่วมงานล่วงหน้า เพื่อให้เกิดเศษอาหารน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย
อย่างไรก็ตามงานวิจัยของ Sanders เกี่ยวกับผลกระทบของวันหมดอายุต่อพฤติกรรมผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการตัดงบประมาณวิจัยของรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ซึ่งเขาและทีมได้ทำการศึกษาเชิงภาคสนามครั้งแรกอันแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมี 2 แบบ คือ แบบที่ไม่สนใจวันหมดอายุเลย กับแบบที่ให้ความสำคัญแต่จะยอมปรับพฤติกรรมเมื่อมีส่วนลด ดังนั้นทีมวิจัยจึงกำลังหาทุนสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ เพื่อต่อยอดการศึกษาด้านนี้ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ระหว่างคำว่า “Best by” กับ “Use by” ที่ยังเป็นข้อถกเถียงในเชิงนโยบาย
ที่มา
https://phys.org/…/2025-04-food-major-contributor…
Photo: Olivie Strauss