HSBC ชี้เทรนด์จ่ายเงินเรียลไทม์ ดึงดูดการลงทุนข้ามชาติ
#HSBC #ทันหุ้น – HSBC การใช้งานการชำระเงินแบบเรียลไทม์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 จาก 3 เทรนด์หลัก โดยในประเทศไทยมียอดการถอดเงินสดจากธนาคารลดลง และมีการชำระเงินแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ การขนส่งโลจิสติกส์, ขนส่งอาหาร, แพลตฟอร์มท่องเที่ยว ที่มีต้องการรับและจ่ายเงินแบบ Real-Time ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ
นายนิธิ วชิรโกวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดการด้านการเงินและบริหารสภาพคล่อง ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย หรือ HSBC เปิดเผยว่า ธนาคารคาดการณ์การชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-Time Payment) ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2571จะมีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 16.7% และจำนวนการชำระเงิน Real-Time Payment จะแตะ 575,000 ล้านครั้ง รวมถึงมีสัดส่วน 27% ของการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ภายในปี 2571
ภาพรวมและเทรนด์การชำระเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ Real-Time Payment ในอาเซียนและทั่วโลก ซึ่งภูมิภาคอาเซียนถือว่าเป็นผู้นำด้าน Digital Payment มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลรวมถึง e-commerce จะเติบโตขึ้นจาก 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573
@3 เทรนด์หลัก
โดยมี 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.การใช้ Digital Wallet โอนบัญชีต่อบัญชี (Account-to-Account) มีการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นผู้นำเมื่อเทียบกับยุโรปหรืออเมริกา ด้วยการใช้ ณ จุดชำระเงินหน้าร้านถึง 50% และ 70% ของการใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงแนวคิด Super App ที่มีส่วนผลักดันการเติบโตนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2.การเติบโตของ Real-Time Payment สำหรับการโอนเงินข้ามชาติ (Cross-Border Payment): ความคาดหวังในการโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วขึ้นเหมือนการโอนภายในประเทศ. มีโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น Project Nexus (มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, ไทย, อินเดีย) เพื่อให้สามารถสแกน QR ข้ามประเทศได้. รวมถึงความร่วมมือแบบทวิภาคี เช่น ฮ่องกงกับไทย, สิงคโปร์กับอินเดีย, สิงคโปร์กับมาเลเซีย เพื่อรองรับการจ่ายเงินแบบ Real-Time สำหรับนักท่องเที่ยว
3.การชำระเงินข้ามชาติที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจข้ามชาติ เช่น e-commerce ที่สินค้าอาจมาจากต่างประเทศ ความสะดวกในการชำระเงินข้ามประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ. มาตรฐาน ISO 20022 กำลังถูกนำมาใช้เพื่อให้ข้อมูลในการโอนเงินข้ามประเทศมีความสอดคล้องกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรายงานและการกระทบยอด
@การถอนเงินผ่านธนาคารลดลง
ด้านเทรนด์การชำระเงินดิจิทัลในประเทศไทยไม่ได้แตกต่างจากเทรนด์โลกและภูมิภาค โดยสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 การถอนเงินสดจาก ATM หรือเคาน์เตอร์ลดลง 12% การใช้เช็คของบริษัทและบุคคลลดลง 35% ขณะที่คนไทยหันมาใช้การโอนเงิน Real-Time Payment มากขึ้น
ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศต้น ๆ ในอาเซียน ซึ่งสถิติล่าสุดมีรายการ Real-Time Payment จำนวน 651 รายการต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับ 135 รายการต่อคนต่อปีในปี 2562 เพิ่มขึ้น 4.8 เท่า และมียอดโอนเฉลี่ยต่อรายการ 480 บาท ลดลงจากเดิม 990 บาท แสดงให้เห็นถึงการโอนที่บ่อยขึ้น ขณะที่มีขนาดเล็กลง
@กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ขนส่ง-ท่องเที่ยว
โดยปัจจัยที่ทำให้ Real-Time Payment ในประเทศไทยประสบความสำเร็จ คือ การใช้งานที่ง่ายโอนได้ทั้งเบอร์โทรศัพท์, เลขบัตรประชาชน, และเลขบัญชี มีต้นทุนที่ต่ำแทบไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้บริการ (Consumer) ในส่วนบริษัทขนาดใหญ่ (Corporate) มีต้นทุนลดลงกว่าเดิม อุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ Digital Economy รวมถึง e-commerce เช่น การขนส่งโลจิสติกส์, ขนส่งอาหาร, แพลตฟอร์มท่องเที่ยว (จองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน) ที่มีต้องการรับและจ่ายเงินแบบ Real-Time
ประโยชน์ของ Digital Real-Time Payment ต่อธุรกิจในประเทศไทย คือ เพิ่มประสิทธิภาพการรับจ่ายเงินแบบ Real-Time ช่วยให้การดำเนินธุรกิจราบรื่นขึ้น ลดต้นทุน ส่งเสริมอุตสาหกรรมการเงินให้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทั้ง Consumer และ Corporate ซึ่งการที่ไทยเป็นผู้นำด้านนี้อาจดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ
@มีการชำระเงินกว่า 4.5 พันล้านรายการ
อ ย่างไรก็ดีในฐานะเป็นธนาคารชั้นนำระดับโลกด้าน มีการประมวลผลชำระเงินกว่า รายการ 4,500 ล้านรายการต่อปีทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 600 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ด้วยความเป็นธนาคารระหว่างประเทศ (International Bank) สามารถให้บริการ Solution ที่ช่วยให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจข้ามประเทศได้ ตั้งแต่การรับเงิน จ่ายเงิน จนถึงการจัดการกระแสเงินสด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้ HSBC ประเทศไทยเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่เข้ามาดำเนินงานในไทย และได้รับการยอมรับว่าเป็น International Bank ชั้นนำ ซึ่งโฟกัสที่บริษัทไทยที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ รวมถึงบริษัทที่เข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจในไทย
ในส่วนตลาดเอเชียแปซิฟิก HSBC มีการครอบคลุม Real-Time Payment มากที่สุดใน 16 ประเทศ และมีการลงทุนอย่างมากในด้าน IT และ Infrastructure โดยมีแผนการลงทุนทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 2562 จนถึงปลายปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐครอบคลุมทั้งด้าน Product, Infrastructure, และ Security รวมถึง AI เพื่อตรวจจับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Scam) ก่อนที่จะเกิดขึ้น