ผู้แทนการค้าไทย หารือทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น เร่งจับคู่ธุรกิจ เจาะตลาดสุขภาพ-อาหาร-ไลฟ์สไตล์
ผู้แทนการค้าไทย หารือทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น เร่งจับคู่ธุรกิจ เจาะตลาดสุขภาพ-อาหาร-ไลฟ์สไตล์ พร้อมต่อยอด Soft Power ผ่านวัฒนธรรมไทยและซีรีส์วาย
วันที่ 25 เมษายน 2568 เวลา 8.30 น. ณ ห้อง Jasmine 2 ชั้น 3 โรงแรม Centara Grand Hotel Osaka นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น นายชัย วัชรงค์ ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับนายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นายอัครพงศ์ เฉลิมนนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา และนางสาวตริยาภรณ์ บุญศิริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซากา สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้
ผู้แทนการค้าไทยกล่าวว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยและญี่ปุ่น เชื่อมโยงเครือข่ายนักธุรกิจญี่ปุ่นให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo 2025 ณ นครโอซากา ซึ่งไทยให้ความสำคัญในการใช้เวทีนี้แสดงศักยภาพของประเทศ และผลักดันการค้า การลงทุนในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น
ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการขยายตลาดสินค้าและบริการจากไทยสู่ญี่ปุ่น ทั้งในด้านธุรกิจสุขภาพ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเห็นพ้องถึงแนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดในญี่ปุ่นมากขึ้น รวมถึงโอกาสในการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นสำคัญต่าง ๆ ได้แก่
ด้านการต่อยอด Thailand Pavilion สู่ธุรกิจสุขภาพ เสนอให้มีการต่อยอดจากงานนิทรรศการไทย ที่มีทั้งการให้บริการนวดแผนไทย สปา อาหารไทย และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (wellness) เพื่อดึงดูดตลาดญี่ปุ่นที่สนใจในสุขภาพและวัฒนธรรม โดยอาจใช้จังหวัดท่องเที่ยวของไทยเป็นจุดต้นแบบ และขยายมายังญี่ปุ่นผ่านพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น รวมถึงแนวคิดการพัฒนา “Pilot Project” ร่วมกับโรงแรมในญี่ปุ่น เพื่อทดลองรูปแบบธุรกิจบริการด้าน wellness ของไทยแบบครบวงจร ซึ่งสามารถใช้ความแข็งแกร่งของเครือโรงแรมไทยในญี่ปุ่น เป็นจุดเริ่มต้นและผลักดันให้เป็นจุดขายประจำเมืองได้
ด้านการส่งออกผลไม้ไทย กล้วยหอม มังคุด ทุเรียน ล้วนได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าในญี่ปุ่น โดยตลาดญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โดยผู้แทนการค้าไทยยินดีประสานงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยให้เน้นด้านการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดญี่ปุ่นได้ นอกจากนี้ ยังพร้อมส่งเสริมการจัด Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการญี่ปุ่นกับสมาคมผู้ประกอบการผลไม้ไทยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีระบบการจัดการทันสมัยตามมาตรฐาน GAP และกระบวนการควบคุมคุณภาพ โดยแนะนำให้พัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกันระหว่างผู้ผลิตไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่น เพื่อสร้างมูลค่าทางการค้าร่วมกัน
ด้านการส่งเสริมอาหารสดและอาหารแปรรูป เห็นพ้องถึงโอกาสในการส่งออกเนื้อไก่ ไก่แปรรูป เช่น นักเก็ตและเมนูพร้อมรับประทานที่เป็นที่นิยมในร้านอาหาร โรงแรม และร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงการท่องเที่ยวฟื้นตัว ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมทั้งด้านกำลังผลิต เทคโนโลยี และประสบการณ์ในการส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสที่จะเร่งต่อยอดศักยภาพ
ด้านการส่งเสริมสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ได้เสนอถึงการเจาะตลาดระดับกลางในญี่ปุ่น โดยเฉพาะแนวทางการส่งออกสินค้าไทย เช่น ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า กระเป๋า งานหัตถกรรมไทย สมุนไพรไทย สินค้าสปา ให้เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นในระดับ “Premium Affordable” โดยไทยอาจใช้อาศัยการผลิตแบบ OEM หรือ การผลิตผ่านผู้รับจ้างผลิตสินค้า เพื่อร่วมมือกับกลุ่มค้าส่งญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าในญี่ปุ่นผ่านสถานีรถไฟ ร้านค้าขนาดเล็ก และห้างค้าปลีก รวมทั้งสินค้า OTOP ไทยที่มีศักยภาพให้สามารถเชื่อมโยงกลุ่ม SMEsไทย กับลูกค้าญี่ปุ่น
ด้านวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ปัจจุบัน “ซีรีส์วาย” (BL Series) ได้รับความนิยมสูงในญี่ปุ่น เป็น Soft Power สำคัญในการขยายตลาดบันเทิงไทยสู่ต่างประเทศ โดยเห็นถึงโอกาสความร่วมมือกับญี่ปุ่นที่สามารถต่อยอดไปยังการร่วมผลิต การใช้เทคโนโลยีด้านภาพและเสียง การตลาด การเขียนบทต่าง ๆ ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงและสามารถเป็น Production Base ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเผยแพร่ไลฟ์สไตล์ไทย เช่น สปา นวดแผนไทย อาหารไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในญี่ปุ่นได้
โอกาสนี้ ผู้แทนการค้าไทยได้เสนอแนะเพิ่มเติมให้นำผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่จะเข้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ร่วมกิจกรรม Business matching กับผู้ประกอบการผลไม้ไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีระบบบริหารจัดการทันสมัย ซึ่งถือเป็นอีกเวทีสำคัญที่แสดงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก และสามารถใช้เป็นช่องทางต่อยอดความร่วมมือไปยังสินค้าอื่น ๆ ได้ในอนาคต