โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์ : THE WHITE TIGER 'เสือโคร่งขาว' / นพมาส แววหงส์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 เม.ย. 2564 เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 12.00 น.

 

THE WHITE TIGER

‘เสือโคร่งขาว’

 

กำกับการแสดง

Ramin Bahrani

นำแสดง

Adarsh Gourav

Rajkummar Rao

Priyanka Chopra

 

The White Tiger เป็นหนังอินเดียที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สำหรับสาขาบทดัดแปลงในปีนี้ และออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์มาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว

หนังสือชื่อเดียวกันที่หนังดัดแปลงมา เขียนโดยอารวินด์ อาดิกา ได้รับรางวัล Booker Prize สำหรับนวนิยายเมื่อ ค.ศ.2008 ในปีที่ The Slumdog Millionaire ฝีมือกำกับของแดนนี่ บอยล์ ได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยม

ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้นึกเปรียบเทียบเรื่องราวเกี่ยวกับชนชั้นในอินเดีย ที่ก้าวข้ามความยากจนมาสู่ความสำเร็จ ด้วยความมานะบากบั่นและโชคที่พลิกผัน

ในขณะเดียวกันก็ทำให้นึกถึงความไม่เท่าเทียมกันของชนชั้นและความเคียดแค้นของคนจนที่มีต่อชนชั้นอภิสิทธิ์ในหนังเกาหลีเรื่อง Parasite ซึ่งเป็นหนังที่พูดภาษาต่างประเทศที่ชนะรางวัลใหญ่ที่สุดของออสการ์ไป

 

นอกจากตัวละครหลักซึ่งเป็นชื่อเรื่องแล้ว The White Tiger ใช้สัตว์ต่างๆ เป็นอุปมาสำหรับตัวละคร

บัลราม หรือถอดอักษรสันสกฤตเป็นไทยๆ ว่า “พลราม” (อดาร์ช กูราฟ) น่าจะแปลว่า “ทหารเอกของพระราม” ซึ่งหมายถึงหนุมานผู้เก่งกาจและเป็นไอดอลของคนอินเดีย (คนไทยแทบทุกคนที่ไปเที่ยวอินเดียคงรู้แล้วว่าคนอินเดียจะชอบมากถ้าเราเอายาหม่องยี่ห้อลิงถือลูกท้อไปให้)

บัลรามเป็นพระเอกผู้เล่าเรื่องนี้ ด้วยการเขียนอีเมลถึงนายกฯ จีน เหวิน เจีย เป่า ในโอกาสที่ไปเยือนอินเดีย และเล่าความเป็นมาในฐานะสตาร์ตอัพของตัวเองในเมืองบังกาลอร์ เพื่อแนะนำตัวเอง เพื่อเป็นการเปิดทางการค้ากับจีน

ในวัยเด็ก มีผู้ตรวจการจากเมืองหลวงไปตรวจโรงเรียน หนูน้อยบัลรามแสดงความฉลาดเฉลียวให้ประจักษ์ จนผู้ตรวจการเรียกเขาว่า “เสือโคร่งขาว” และบอกว่าเสือโคร่งขาวนี้เป็นสิ่งหายาก ซึ่งจะปรากฏมีให้เห็นเพียงตัวเดียวในชั่วอายุคนเท่านั้น รวมทั้งบอกว่าจะสนับสนุนทุนการศึกษาให้เขาไปเรียนต่อในกรุงเดลลี

การศึกษาเป็นหนทางที่จะพาตัวให้พ้นจากความยากจนได้ ดังที่บัลรามได้เห็นจาก “นักสังคมนิยมผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งเป็นผู้หญิงจากวรรณะต่ำผู้ก้าวขึ้นสู่สังเวียนการเมือง ชนะการเลือกตั้งและกลายเป็นคนที่มีผู้นับหน้าถือตา

น่าเสียดายแต่ว่าหนทางแห่งการศึกษานี้ถูกตัดสะบั้นจากอนาคตของบัลราม เนื่องจากพ่อของเขาป่วยเป็นวัณโรค และย่าให้เขาเลิกเรียนกลางคัน เพื่อไปใช้แรงงานในร้านขายน้ำชา

บัลรามหาทางถีบตัวเองให้พ้นจากสภาพอันแร้นแค้นในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อลักษมันคฤห์นี้ด้วยการไปเป็นคนขับรถของลูกชายเศรษฐี

เศรษฐีเจ้าของที่ดินในหมู่บ้านนี้มีฉายาว่า “นกกระสา” ซึ่งให้ภาพของการเดินย่ำบนน้ำตื้นเพื่อจิกกินปลาเล็กปลาน้อย

 

“นกกระสา” มีลูกชายสองคน คนโตมีฉายาว่า “พังพอน” ซึ่งให้ภาพของสัตว์กินเนื้อที่มีฤทธิ์ขนาดสยบงูเห่าได้

ส่วนลูกชายคนเล็กเพิ่งกลับจากการไปเรียนที่อเมริกาพร้อมด้วยภรรยาคนสวยชาวอเมริกัน-อินเดียที่เป็นหมอจัดกระดูก

ลูกชายคนนี้มีชื่อว่า อโศก (ราชกุมมาร ราว) และไม่มีพิษมีภัยจนได้ฉายาว่า “ลูกแกะ”

บัลรามพาตัวเองเข้าไปเป็นคนขับรถให้อโศกจนสำเร็จดังใจหมาย ด้วยการขอเงินย่าไปเรียนขับรถโดยสัญญาจะทำให้ย่ากลายเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน และแบล๊กเมลคนขับรถเก่าแก่คนเดิมด้วยความลับที่เขาได้ล่วงรู้

และทำงานทุกอย่างตามที่ต้องรับใช้เจ้านาย รวมทั้งการทำความสะอาด การทำอาหารและการนวดเฟ้นเท้าให้เจ้านาย

เขาเปรียบเทียบความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นล่างที่เป็นคนรับใช้ว่าเหมือนไก่ที่อยู่ในกรง มองเห็นเพื่อนไก่ด้วยกันถูกจับเอาไปเชือด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ได้แต่ยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึงต่อไปโดยไม่ต่อต้านหรือประท้วงแต่อย่างใด

 

และแล้วความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อสภาพจิตใจของบัลรามเกิดขึ้นเมื่อเขาถูกสั่งให้ลงจากที่นั่งคนขับไปนั่งอยู่เบาะหลัง โดยแต่งตัวเต็มยศเป็นมหาราชาในโอกาสวันเกิดของภรรยาเจ้านาย ขณะที่พิงกี้ (ปรียันกา โชปรา) ผู้ดื่มจนเมามายอยู่ในอารมณ์สนุกเบื้องหลังพวงมาลัย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความประมาทครั้งนั้นพลิกชีวิตทั้งชีวิตของคนที่เกี่ยวข้องไปหมด

บัลรามได้พบความจริงอันแสนปวดร้าว ซึ่งทำให้ทัศนคติและความภักดีเยี่ยงทาสของเขาเปลี่ยนไปหมด

เขาถูกผลักให้กลายเป็นแพะรับบาปที่ต้องขึ้นแท่นสังเวย

และคนที่เขาคิดว่าเป็นเพื่อนก็พิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่เพื่อนที่จะฝากผีฝากไข้ได้

จุดเปลี่ยนตรงนี้ทำให้บัลรามปลดตัวเองจากพันธนาการทั้งปวง และมองเห็นตัวเองเป็นเสือโคร่งขาวที่เดินติดจั่นอยู่ในกรง

พูดอีกนัยหนึ่งคือเขาไม่ใช่ไก่ในกรงที่รอชะตากรรมโดยดุษณีอีกแล้ว

 

ตั้งแต่ต้นเรื่อง บัลรามบอกว่าวรรณะในอินเดียนั้นมีนับพันวรรณะ แต่สำหรับเขา มีเพียงสองวรรณะ คือ ด้านมืดกับด้านสว่าง เขาเกิดในด้านมืด แต่เขาได้พาตัวพ้นจากด้านมืดมาสู่ด้านสว่างและกลายเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจสตาร์ตอัพในเมืองที่ก้าวเข้ามาแทนที่ซิลิคอนวัลเลย์ในอเมริกา

และเหตุที่อาชญากรรมครั้งสำคัญของเขาไม่เคยถูกจับได้ ก็เนื่องมาจากว่าเขามีใบหน้าเหมือนกับคนทุกคนในอินเดีย และธุรกิจของเขาปฏิบัติต่อพนักงานในสังกัดเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่เป็น “คนรับใช้” เหมือนในความรู้สึกนึกคิดดั้งเดิมของคนอินเดียอีกต่อไป

ในความพยายามติดต่อทางการค้ากับผู้นำของจีน บัลรามประกาศว่า นี่คือศตวรรษของคนผิวสีน้ำตาลกับคนผิวเหลือง ซึ่งจะก้าวผงาดขึ้นมาในโลกที่เคยเป็นของคนผิวขาว

หนังซึ่งแฝงอารมณ์ขันไว้มากมาย มีตอนจบที่ยังหลอนอยู่ในมโนธรรม และยากแก่การทำใจ

นอกเหนือไปจากความสำเร็จที่ได้มาโดยทุจริตและคอร์รัปชั่นที่ดูจะมีอยู่ทั่วไปหมดตั้งแต่ระดับบนจนถึงล่าง

ยังเป็นที่เคลือบแคลงว่าคนดูทั่วไปจะรับ “สาร” ที่หนังส่งออกมาในทางไหน หรือว่าจะถูก “แปลงสาร” ให้โลกเราผิดเพี้ยนเห็นผิดเป็นชอบไปหมด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...