คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก ! เปิดความจริงว่าด้วยเรื่องการนินทากาเล
ว่ากันว่า “ผู้ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก” จริงที่สุดค่ะ ไม่วาจะสูงต่ำดำขาว จะเป็นใครมาจากไหน ก็หนีไม่พ้นการถูกนินทา เป็นหนึ่งในสัจธรรมพอ ๆ กับว่าทุกคนเกิดมาแล้วต้องตายนั่นล่ะค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำสอนใจทางศาสนาเท่านั้น แต่ทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาก็มีการทดลองมาแล้วว่า ไม่มีใครที่ไม่เคยพูดนินทาคนอื่น
ด้วยธรรมชาติของมนุษย์เกิดมาเป็นนักพูดและขี้เล่าอยู่แล้ว พูดไปเรื่อย ไม่ว่าจะรู้จริงหรือรู้ไม่จริงทั้งหมดก็ตาม การทดลองทางจิตวิทยานี้เป็นของนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการทดสอบด้วยการบันทึกเสียงของอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 467 คน เกี่ยวกับการสนทนาในชีวิตประจำวัน พบว่า ไม่มีอาสาสมัครคนไหนเลยที่ไม่พูดถึง ‘เรื่องคนอื่น’ ซึ่งการพูดถึงเรื่องคนอื่นนี่เองที่ถูกนิยามว่าเป็นการนินทาในการทดลองครั้งนี้ สิ่งที่น่าว้าวอีกก็คือ ปกติเราจะมีความเชื่อกันว่า ผู้หญิงจะเป็นเพศที่ชอบนินทามากกว่าผู้ชาย แต่จากการทดลองครั้งนี้บอกว่า ผู้ชายก็ชอบนินทาคนอื่น ๆ ไม่แพ้ผู้หญิงเลย โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องในทางลบ (อาสาสมัครในการทดลองเป็นผู้ชาย 198 คน และผู้หญิง 269 คน) และแน่นอนว่าเรามักจะนินทาคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดมากกว่าคนที่ไม่สนิทกัน
52 นาที/วัน คือระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่มนุษย์เราใช้นินทาหรือพูดถึงเรื่องคนอื่น
จากการทดลองที่กล่าวมายังมีการทดลองอื่น ๆ เพิ่มเติมในเมืองนอกที่ตอกย้ำว่า เราทุกคนล้วนมีนิสัยชอบบอกเล่าและนินทาโดยธรรมชาติ แม้ว่าการนินทาส่วนมากแล้วเรามักจะรับรู้กันว่า มันต้องเป็นไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งก็จริงอยู่ แต่ส่วนมากไม่แพ้กัน เราจะพูดถึงคนอื่นในเรื่องกลาง ๆ เฉย ๆ อย่างเช่น คนที่ไม่อยู่ในวงสนทนาก็จะถูกพูดถึงลับหลัง ซึ่งอาจจะเป็นแค่การพูดถึงธรรมดา ๆ ไม่ได้มีนัยการกล่าวร้ายอะไรทั้งนั้น แต่พอการไม่ได้พูดกันต่อหน้าต่อตาแล้วก็จะสร้างความไม่สบายใจกันเสียเปล่า ๆ ก็มันอดคิดไม่ได้อะเนอะ
แสดงออกถึงความสัมพันธ์ต่อกัน
แน่นอนว่าหากใครสักคนพูดถึงเราในแง่ร้าย นั่นอาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่รู้หรือไม่ว่าการนินทา ยังแสดงถึงแง่มุมอื่น ๆ อีกด้วย นั่นก็คือ ‘นินทากับใครแปลว่าไว้ใจให้รับรู้’ การที่เราเปิดปากพูดถึงคนอื่นกับใครบางคน แปลว่าเราต้องไว้เนื้อเชื่อใจคนนั้นมากพอที่จะเล่าเรื่องคนอื่นให้เขาฟัง (แต่เขาฟังแล้วจะไว้ใจเราต่อไปอีกหรือไม่นั้นก็แล้วแต่วิจารณญาณแล้วล่ะ)
นอกจากนี้การเม้าธ์มอยยังช่วยปรับและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน แปลว่าอะไร ? มันแปลว่า เราจะรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์หรือบุคคลแต่ละคนง่ายขึ้นผ่านการติฉินนินทาเหล่านั้น แม้ว่าเรื่องราวที่ได้ยินจากวงกอสซิปจะไม่ควรเชื่อถือทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่กำลังสอนเราอย่างกลาย ๆ ว่า เรื่องบางเรื่องก็ต้องฟังหูไว้หู !
"เขาว่าเราจริง ก็ไม่ต้องโกรธเขา เพราะเรื่องมันจริง เขาว่าเราไม่จริง ก็ไม่ต้องโกรธเขา เพราะเรื่องมันไม่จริง แค่นี้จบ"
คำสอนนี้ของท่านพุทธทาสภิกขุ นับว่าเป็นคำสอนที่สากลและอมตะมาก ๆ อ่านแล้วก็ต้องรู้สึกว่า จริงด้วย ! หากใครนินทาเราแล้วเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้กลับ และหากเรื่องที่เขานินทาเป็นเรื่องไม่จริง ก็ไม่มีประโยชน์เช่นกันที่จะไปโต้กลับ เพราะว่ามันไม่มีความจริงอยู่ในนั้น แต่หลายคนอาจจะคิดว่า ในเมื่อเป็นเรื่องไม่จริง แต่ทำให้เราเสียหาย เราก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตนเองเช่นกัน หากพิจารณาแล้วว่าเรื่องที่ถูกนินทา สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและชีวิต ก็ให้เป็นไปตามกฎหมาย แบบนั้นก็ไม่ว่ากันค่ะ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะพิทักษ์ตนเองแน่นอน
ถ้าเลือกได้ คงไม่มีอยากถูกพูดถึงในแง่ลบหรอกค่ะ แต่ในเมื่อเราหนีมันไม่พ้นแล้ว ก็ใช้มันให้เกิดด้านบวกจะดีกว่า เก็บคำนินทามาใคร่ครวญอีกทีว่าที่เขาพูดถึงเราแบบนั้น มันมีส่วนจริงหรือไม่ หากจริง แล้วเราสามารถแก้ไขปรับปรุงอะไรได้บ้างไหม ถ้าทำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ปล่อยมันไปกับสายลมค่ะ แต่หากไม่มีส่วนจริงเลย ถามตัวเองว่าเราได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน หากคำตอบคือ ไม่ได้มีผลอะไรกับเรา ก็ทิ้งมันไป อย่าเก็บมาใส่ใจให้เสียเวลาและเสียอารมณ์ดีกว่า แต่หากเราได้รับผลกระทบจากคำพูดที่ไม่จริงนั้น ก็ลองหาทางออกที่เหมาะสมดูค่ะ ว่าจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรได้บ้าง
.
ขอบคุณข้อมูลจาก
.