โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเพณีพระสงฆ์รามัญสวดพระปริต ทำน้ำพระพุทธมนตร์ในพระราชวังชั้นใน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 31 ส.ค. 2564 เวลา 01.22 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 01.06 น.
พระปริตรามัญวัดชนะสงคราม กำลังสวดพระปริต ณ หอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว ทรงเลื่อมใสพระสงฆ์มอญมาตั้งแต่ทรงพระผนวชอยู่ ได้ทรงศึกษาลัทธิธรรมเนียมของพระสงฆ์มอญจนแตกฉาน แล้วสถาปนาคณะธรรมยุติกาขึ้นที่วัดบวนนิเวศวิหาร เมื่อเสวยราชสมบัติแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ ให้มีตำแหน่งสำหรับสวดพระปริตแบบรามัญ เสกน้ำพระพุทธมนต์ในพระบรมหาราชวังเป็นประจำทุกวัน สำหรับทรงสงพระพักตร์และโสรจสรง (สุเชาน์ พลอยชุมพล, ๒๕๔๔ : ๒๒๒) ชาววังเรียกกันว่า “พระน้ำมนต์” ซึ่งพระปริตรามัญนี้มีหน้าที่เจริญพระพุทธมนต์แบบรามัญวิธีที่หอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวังเสร็จแล้ว แบ่งน้ำพระพุทธมนต์ออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งส่งไปสำหรับเป็นน้ำสรงพระพักตร์และพระมหากษัตริย์สรง อีกส่วนหนึ่งใส่บาตร ๒ ใบ ให้เจ้าหน้าที่มณเฑียรบาลถือตามพระครูปริตร ๒ องค์ ถือหญ้าคาเดินเข้าประตูดุสิตศาสดา ประพรมประทักษิณรอบพระมหามณเฑียร แล้วออกทางประตุสนามราชกิจ ในปัจจุบันนี้กระทำทุกวันธรรมสวนะ (เกรียงไกร วิศวามิตร์, ๒๕๕๐ : ๔๕)

ธรรมเนียมการสวดพระปริตรามัญในพระบรมมหาราชวังนี้ เป็นธรรมเนียมเก่ามีแต่โบราณกาล ที่ยังคงรักษามาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งน้อยคนนักจะทราบ ด้วยว่าเป็นพิธีการแต่เพียงภายใน โดยนิมนต์พระสงฆ์มอญ มาสวดด้วยรามัญวิธี ณ หอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งแต่เดิมนั้นต้องนิมนต์พระปริตรามัญดังกล่าวนี้ มาสวดพระปริตทุกวัน แต่ปัจจุบันคงเหลืองเพียงแค่วันธรรมสวนะเท่านั้น

การที่พระสงฆ์มอญสวดพระปริตรเสกน้ำพระพุทธมนต์ในพระบรมมหาราชวังนี้ เป็นพระราชประเพณีเก่ามีมาแต่กรุงศรีอยุธยา ดังความในพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า

“ในพระราชนิเวศน์เวียงวังของพระเจ้าแผ่นดินสยามตามแบบแผนบุรพประเพณีมีสืบมา พระสงฆ์รามัญได้สวดพระปริตรตามแบบอย่างข้างรามัญ ถวายน้ำพระพุทธมนตร์เป็นน้ำสำหรับสรงพระพักตร์ แลน้ำสรงพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แลประพรมเป็นทักษิณาวัฏรอบขอบในจังหวัดพระราชมหามณเฑียรนี้ทุกวัน เป็นการพระราชพิธีมีสำหรับบรมราชตระกูลสืบมาแต่โบราณ” (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๗ : ๓๖)

ตามหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ ว่าแต่โบราณอาณาเขตประเทศนี้เคยมีชุมชนมอญอาศัยอยู่มาก่อน ดังปรากฏจารึกที่เป็นภาษามอญ และอักษรมอญโบราณอยู่มากมาย หลักฐานชั้นเก่าในสมัยสุโขทัยปรากฏว่า พระมหากษัตริย์ไทยก็ส่งราชทูตไปยังรามัญประเทศ และได้ขอบวชอีกครั้งในสำนักพระอุทุมพรมหาสามี แล้วได้อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยที่นั่น ต่อมาพระมหาสามีอุทุมพรได้ส่งพระสุมนเถระให้แก่พระเจ้าธรรมราชาแห่งกรุงสุโขทัย ตามที่พระองค์ทรงขอเพื่อไปทำสังฆกรรมทุกอย่างในกรุงสุโขทัย เมื่อมาถึงสุโขทัยแล้วได้ทำการผูกพัทธสีมาและให้การอุปสมบทแก่พระสงฆ์ที่สุโขทัยตามแบบรามัญนิกาย (สุภรณ์ โอเจริญ, ๒๕๔๑ : ๑๖๒)

แม้ในกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏว่ามีพระสงฆ์มอญเข้ามาอยู่ในไทยครั้งแรกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระมหาจรูญ เขมจารี, ๒๕๔๕ : ๑๓) อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า บริเวณนี้เคยมีชุมชนมอญมาแต่เดิม การมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นชาวมอญนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คงยังไม่ได้มีคณะที่เป็นใหญ่หรือเป็นทางราชการ ด้วยเป็นต่างชาติต่างภาษา เรื่องพระสงฆ์ฝ่ายรามัญเข้ามาตั้งคณะอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมติว่า คือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดังความตอนหนึ่งในสมณสาสน์ ว่า

“ครั้งนั้นพระนเรศวรมหาราชทรงพาเอาหมู่ภิกษุและครัวรามัญเป็นอันมาก เสด็จกลับมาเมืองไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานพื้นที่สำหรับปลูกบ้านแก่พวกครัวรามัญและพื้นที่สำหรับสร้างวัดถวายหมู่ภิกษุรามัญวงศ์ด้วย รามัญวงศ์มาประดิษฐานในเมืองไทยด้วยประการฉะนี้” (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๗ : ๕๒๗)

และในรัชกาลนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้านั้นทรงนับถือพระมหาเถรกันชอง (คันฉ่อง) ว่าเป็นครูอาจารย์มาแต่เมืองหงสาวดีแลได้มีความชอบมากจึงพระราชทานถานันดรยศให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช แล้วทรงนับถือพระสงฆ์รามัญมาก แต่นั้นมาจึงได้ฉะเพาะให้อาราธนาแต่พระสงฆ์รามัญสวดปริตในพระราชวัง (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๗ : ๓๖)

นี้คงเป็นปฐมเหตุแห่งการที่พระสงฆ์มอญฝ่ายรามัญนิกายได้เข้าไปสวดพระปริตเสกนำ้พระพุทธมนต์ในพระบรมมหาราชวัง

ลุมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเลื่อมใสพระสงฆ์มอญอย่างยิ่ง เสด็จไปประทับอยู่กรุงลพบุรี ๘ เดือนในฤดูแล้งทุกปี ก็ได้อาราธนาพระสงฆ์รามัญวัดตองปุ ให้ตามเสด็จขึ้นไปตั้งอารามชื่อวัดตองปุอยู่สวดพระปริตถวายน้ำพระพุทธมนตร์ทุกวัน อารามนั้นก็ยังปรากฏจนทุกวันนี้ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๗ : ๓๖)

มูลเหตุของการที่นิมนต์พระสงฆ์มอญมาสวดพระปริตเสกน้ำพระพุทธมนต์นั้น นอกจากความเลื่อมใสส่วนพระองค์แล้วและการที่พระสงฆ์มอญเป็นผู้เคร่งครัดในวินัยพุทธบัญญติแล้ว ยังมีอาคมแก่กล้า ดั่งเช่นมหาเถรคันฉ่องผู้นั้น

นอกจากนี้ในพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงเหตุไว้อีก ๒ เรื่องคือ

  1. พระสงฆ์รามัญรูปหนึ่งเดินทางมาจากเมืองมอญกับน้องสาว ครั้นถึงเมืองสยามแล้ว พระสงฆ์ทั้งปวงรังเกียจไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย พระสงฆ์รามัญรูปนั้นจึงแจ้งว่าตัวบริสุทธิ์ เมื่อเวลานอนในป่าได้วางพร้าเล่มหนึ่งไว้ท่ามกลางขอให้พร้าเป็นพยาน แล้วจึงทำสัตยาธิษฐานว่า ถ้าตัวเองมีความบริสุทธิ์ดังว่าแล้ว ขอให้พร้าอย่าได้จมลงในน้ำ แล้วขว้างพร้าลงไปในน้ำ พร้านั้นบันดาลลอยเห็นประจักษ์ พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบความเรื่องนี้ จึงทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสตั้งพระภิกษุนั้นเป็นพระราชาคณะที่ พระไตรสรณธัชะ

  2. เมื่อครั้งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งในกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มีปีศาจเที่ยวหลอกหลอนคนในพระราชวัง คนบางพวกกล่าวว่า สายรุ้งตกลงในพระราชวังทุกวันไม่หายไป ครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีพระราชโองการดำรัสให้นิมนต์พระสงฆ์ไทยที่มีชื่อเสียงเล่าลือต่าง ๆ ว่าดีมีอานุภาพมาสวดพระปริตแลให้แพทย์หมอผู้รู้วิทยาคมต่าง ๆ มาประกอบวิทยาการแก้ไข ก็หาสงบอันตรธานหายไปไม่ ภายหลังจึงให้นิมนต์พระสงฆ์รามัญวัดตองปุมาสวดพระปริต พระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานไทยธรรมต่าง ๆ พระสงฆ์รามัญก็ไม่รับแสดงลัทธิว่า ควรจะรับได้แต่อาหารบิณฑบาตในเวลาภิกขาจารอย่างเดียว ถ้ารับไทยธรรมอื่น ๆ การสวดพระปริตก็ไม่มีอำนาจ ไม่อาจบำบัติอุปัทวอันตรายได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงได้พระราชทานแต่อาหารบิณฑบาตอย่างเดียวเท่านั้น ปีศาจหรือสายรุ้งที่ลงนั้นก็อันตรธานสงบเสื่อมหาย แต่นั้นมาพระสงฆ์รามัญจึงได้สวดพระปริตในพระราชวังใน

อาศัยพฤติเหตุสองประการมานี้ พระสงฆ์รามัญจึงมีหน้าที่เข้าไปสวดพระปริตในพระบรมมหาราชวังเพื่อเสกน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำสำหรับสรงมุรธาภิเษก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระอธิบาย ไว้ในตำนานพระปริตว่า “การสวดปริตทำน้ำพระพุทธมนต์ ถือเป็นการสำคัญในพระราชประเพณีอย่างหนึ่ง มีตำแหน่งพระครูพระปริตไทย ๔ รูป พระครูพระปริตรามัญ ๔ รูป สำหรับสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ในบรรดางานพระราชพิธีซึ่งมีสรงมุรธาภิเษก พระราชาคณะไทยรูป ๑ มอญรูป ๑ กับพระครูพระปริตทั้ง ๘ รูปนั้น สวดทำน้ำพระพุทธมนต์สำหรับสรงมุรธาภิเษกทุกงาน และโดยปกติพระครูปริตมอญ ต้องเข้ามาสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ที่คอศาสตราคมทุกวัน” (สมเด็จ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๒๕ ; ๒๒๒)

อนึ่ง เมื่อมีการเสด็จพระราชดำเนินประทับแรมราตรี นอกพระนครหรือเสด็จไปในราชการสงคราม หรือแทรกโพนช้างในแผ่นดินก่อน ๆ พระสงฆ์รามัญสวดพระปริตรนี้ ก็ต้องตามเสด็จพระราชดำเนินด้วยทุกครั้ง เมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้า เสด็จไปประทับอยู่กรุงลพบุรี ๘ เดือนในฤดูแล้งทุกปี ก็ได้อาราธนาพระสงฆ์รามัญวัดตองปุให้ตามเสด็จขึ้นไปตั้งอารามชื่อวัดตองปุ อยู่สวดพระปริตรถวายพระพุทธมนต์ทุกวัน อารามนั้นก็มีปรากฏจนทุกวันนี้

สำหรับพระครูพระปริตรามัญ ๔ รูปนั้นซึ่งแต่เดิมจำพรรษาอยู่ตามวัดต่าง ๆ ที่สังกัดอยู่ในคณะรามัญนิกาย เช่น วัดบวรมงคล วัดราชคฤห์ วัดชนะสงคราม เป็นต้น ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนแปลง เป็นพระสงฆ์มอญจากวัดชนะสงครามเพียงอารามเดียว ทั้งนี้สาเหตุอาจเนื่องมาจากการจัดเวรหมุนเวียนพระแต่ละแห่งเกิดความไม่สะดวก หรือเป็นเพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีพระที่สวดพระปริตรรามัญหลบภัยสงครามไปอยู่ตามวัดในต่างจังหวัด จะเหลืออยู่ก็แต่ที่วัดชนะสงคราม จึงได้สวดวัดเดียวนับแต่นั้นมา

ตำแหน่งพระครูปริตรรามัญทั้ง ๔ รูป ได้แก่

  1. พระครูราชสังวร

  2. พระครูสุนทรวิลาส

  3. พระครูราชปริต

  4. พระครูสิทธิเตชะ

ตำแหน่งพระครูปริตรามัญทั้งหมดนี้ ปัจจุบันเป็นตำแหน่งประจำอยู่ที่วัดชนะสงคราม รับหน้าที่เข้าไปสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ ในพระบรมมหาราชวังที่หอศาสตราคมเรื่อยมา ในการสวดพระปริตรามัญที่หอศาสตราคม ในชั้นเดิม มีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันระหว่างพระครูปริตทั้ง ๔ รูป ในการไปสวดแต่ละวันโดยแบ่งกันรับผิดชอบตามวัน-เวลา ดังนี้

  1. พระครูราชสังวร รับผิดชอบวันธรรมสวนะขึ้น ๘ ค่ำ

  2. พระครูสุนทรวิลาส รับผิดชอบวันธรรมสวนะขึ้น ๑๕ ค่ำ

  3. พระครูราชปริต รับผิดชอบวันธรรมสวนะแรม ๘ ค่ำ

  4. พระครูสิทธิเตชะ รับผิดชอบวันธรรมสวนะแรม ๑๕ ค่ำ

โดยที่พระครูปริตทั้ง ๔ รูป จะทำหน้าที่เป็นประธานในการสวดแต่ละครั้ง ซึ่งจะมีพระมอญอีก ๔ รูปมาสวดร่วมด้วย รวมเป็นสวด ๕ รูปในแต่ละวันจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๘๙ ปรากฏว่า พระสงฆ์ที่สามารถสวดพระปริตรามัญได้นั้น มีน้อยรูปลง ไม่พอจะผลัดเปลี่ยนกัน พระครูราชสังวร (พิศ อายุวฑฺฒโก) ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามในครั้งนั้น จึงได้มีลิขิตถึงอธิบดีกรมการศาสนา ขอลดวันสวดพระปริตลง กระทรวงศึกษาธิการได้นำความกราบบังคมทูลแล้วมีพระบรมราชานุญาตให้ลดวันลงมาทำเฉพาะวันธรรมสวนะเท่านั้น พิธีเริ่มแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. พระสงฆ์ ๔ รูป พร้อมด้วยพระผู้เป็นประธาน (เข้าใจว่าเป็นพระราชาคณะ) ๑ รูป สวดพระสัตตปริตรอย่างภาษารามัญที่หอศาสตราคม เมื่อเสร็จแล้วราว ๑๔.๐๐ น. มีเจ้าหน้าที่ถือบาตรน้ำมนต์นำพระ ๒ รูป ไปประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบหมู่พระมหามณเฑียร ครั้นแล้วเป็นเสร็จพิธี (ยิ้ม ปัณฑยางกูร, ๒๕๐๖ : ๖๔)

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่จะมีการตักไปเพื่อเข้าร่วมในพิธีดั่งกล่าวของกรุงเทพมหานครคือ น้ำพระพุทธมนต์ซึ่งพระปริตรามัญเสกที่หอศาสตราคม มีพิธีตักเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒ โดยพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะได้เดินทางมายังหอศาตราคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร โดยริ้วกระบวนจากหอศาสตราคม ไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะทำพิธีปลุกเสกน้ำอภิเษก รวมกับน้ำอภิเษกจาก ๗๖ จังหวัดที่วัดสุทัศนเทพวราราม ในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๒

หอศาสตราคม หรือ หอพระปริตร ตั้งอยู่ริมกำแพงฉนวนข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยด้านตะวันออก สร้างตรงกับท้องพระโรงหน้าพระที่นั่ง ตรงข้ามกับพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตก องค์ประกอบของหอ กว้าง ๖.๒๐ เมตร ยาว ๑๒.๐๐ เมตร มีระเบียงกว้าง ๒.๑๐ เมตร ยาวตลอดอาคาร หลังคาเป็นทรงไทย มุงกระเบื้องเคลือบสี ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลงรักประดับกระจก หน้าบันจำหลักลายเป็นรูปเทวดาประทับยืนบนแท่น หัตถ์ขวาทรงตรี หัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ มีกนกก้านขดเทพพนมเป็นลายประกอบ หน้าบันตอนที่เป็นพื้นเรียบประดับกระจกสี ส่วนที่เป็นลายจำหลักลงรักปิดทอง (ม.ร.ว.แสงสูรย์ ลดาวัลย์, ๒๕๒๕ : ๔๘)

หอศาสตราคมนี้ แต่เดิมพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นพระที่นั่งโถง ลักษณะเช่นเดียวกับพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อทรงแก้ใขพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ให้เป็นผนังก่ออิฐนั้น จะได้ทรงแก้ใขพระที่นั่งองค์นี้หรือไม่ ไม่ปรากฏหลักฐาน

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงรื้อพระที่นั่งเดิมแล้วสร้าง “หอศาสตราคม” สำหรับพระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกายทำพิธีสวดพระพุทธมนต์ เสกน้ำพระพุทธมนต์ สำหรับสรงพระพักตร์และสรง ตลอดจนประพรมรอบพระมหามณเฑียรด้วย (ม.ร.ว.แสงสูรย์ ลดาวัลย์, ๒๕๒๕ : ๔๙)

ภายในหอศาสตราคมนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่นามว่า “พระพุทธปริต” และพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ปางต่าง ๆ อีกหลายองค์ สำหรับพระพุทธปริตนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยไม้ไผ่สาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระสาน เป็นพระพุทธรูปไม้ไผสานฉาบด้วยปูนน้ำมัน หน้าตักกว่า ๑๓๓ ซม. สูงเฉพาะองค์พระ ๑๙๐ ซม.

เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งแบบวีราสนะ แสดงภูมิสปรรศมุทรา โดยพระหัตถ์ซ้ายหงายเหนือพระเพลา และพระหัตถ์ขวาควํ่าเหนือพระชานุ พระพักตร์ค่อนข้างกลมพระขโนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เรียว พระกรรณค่อนข้างยาว พระเศียรประกอบด้วยขมวดพระเกศาเป็นก้นหอยขนาดค่อนข้างเล็กไม่มีเกตุมาลา แต่ปรากฏรัศมีรูปเปลวไฟขนาดใหญ่เหนือพระเศียร พระพุทธรูปครองอุตราสงค์เรียบไม่มีริ้วขอบสองชั้นห่มเฉวียงปิดพระอังสะขวา โดยสังฆาฎิขนาดใหญ่ขอบสองชั้นพาดบนพระอังสาซ้ายยาวจรดพระนาภี ปลายตัดเป็นเส้นตรง อันตรวาสกที่ทรงเรียบเช่นเดียวกัน ปรากฏขอบสองชั้นใต้พระชานุ องค์พระระบายสีเหลือง ส่วนพระภูษาระบายสีแดงคล้ำ (ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์,๒๕๓๕ : ๓๔๗)

บรรณานุกรม

เกรียงไกร วิศวามิตร. เรื่องเล่าในวัง. กรุงเทพ ; บริษัท นิวไวเต็ก จำกัด, ๒๕๔๕.

จอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว, พระบาทสมเด็จ. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรื่องชุมนุมพระบรมราชาธิบายและประชุมพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔. กรุงเทพ ; โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๔๕.

        หนังสือประชุมพระราชนิพนธ์ภาษาบาลีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพ ; โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๔๗.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ กรมพระยา. ประชุมพระนิพนธ์เกี่ยวกับตำนานพระพุทธศาสนา. กรุงเทพ ; โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๑๔.

พระมหาจรูญ ญาณจารี. พระครูสิทธิเตชะ. กรุงเทพ ; โรงพิมพ์วีซี เพรส, ๒๕๔๕.

ยิ้ม ปัณฑยางกูร. เรื่องวัดชนะสงคราม. พระนคร ; ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร, ๒๕๐๖.

สุภรณ์ โอเจริญ. มอญในประเทศไทย. กรุงเทพ ; โรงพิมพธรรมศาสตร์, ๒๕๔๑.

สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว.. พระพุทธปฎิมาในพระบรมมหาราชวัง. กรุงเทพฯ ; บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ จำกัด, ๒๕๓๕.

สุเชาวน์ พลอยชุมพล. คณะสงฆ์รามัญในประเทศไทย. กรุงเทพฯ ; โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔.

แสงสูรย์ ลดาวัลย์, ม.ร.ว.. พระมหาปราสาทและพระราชมณเฑียรสถานในพระบรมมหาราชวัง. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ท่าพระจันทร์, ๒๕๒๕.

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 11 เมษายน พ.ศ.2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...