โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

8 เมษายน 2013 นายกฯหญิงเหล็ก "มาร์กาเรต แธตเชอร์" ผู้กล้าทำ-ไม่สนเสียงวิจารณ์ ถึงแก่อสัญกรรม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 เม.ย. 2567 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2567 เวลา 17.12 น.
มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) ภาพโดย Jean-Loup GAUTREAU / AFP

มาร์กาเรต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นักการเมืองพรรคอนุรักษนิยมแห่งอังกฤษ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 1979-1990 เป็น นายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของยุโรป และคนแรกของ อังกฤษ เป็นผู้นำทางการเมืองที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ นับตั้งแต่ยุคของวินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) ผู้นำในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

แธตเชอร์ถือเป็นนักการเมืองที่มีความกล้าตัดสินใจไม่สนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้ผู้ที่สนับสนุนเธอยกย่องให้เป็น หญิงเหล็ก เช่นเมื่อครั้งที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในรัฐบาลของเอ็ดเวิร์ด ฮีธ (Edward Heath) เธอคือผู้สั่งยกเลิกการแจกนมฟรีให้เด็กนักเรียน ทำให้พรรคแรงงานออกมาเรียกเธอว่า “Thatcher the milk snatcher” (แธตเชอร์ผู้ฉกนม)

แต่แธตเชอร์ก็เป็นผู้เพิ่มจำนวนโรงเรียนระดับมัธยมต้นที่เรียกว่า comprehensive school (เป็นโรงเรียนที่รับเด็กโดยไม่วัดจากผลการศึกษา ความถนัดและฐานะ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของพรรคแรงงาน) มากที่สุดอย่างที่ไม่เคยมี รมว. ศึกษาธิการฯ รายใดทำได้มาก่อน ก่อนที่โรงเรียนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการผลักดันนโยบายเสรีนิยมใหม่ของเธอ เมื่อเธอได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แธตเชอร์ได้ขึ้นเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยม หลังฮีธประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งติดๆ กัน 2 ครั้งในปี 1974 ก่อนแธตเชอร์พาพรรคได้ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 1979 และเริ่มต้นการปฏิรูปประเทศด้วยการเพิ่มเสรีภาพให้เอกชน ลดการควบคุมจากภาครัฐ ลดการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ มีการแปรรูปรัฐวิสากิจจำนวนมาก ลดการใช้จ่ายด้านบริการสาธารณะ ทั้งด้านสาธารณสุข และการศึกษา และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมสหภาพแรงงาน

“แธตเชอริซึม” (Thatcherism) กลายเป็นคำที่ไม่เพียงบ่งบอกถึงนโยบายของสตรีผู้นี้ แต่ยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึงมุมมองทั้งด้านศีลธรรม และการแสดงออก ซึ่งมีทั้งความเป็นชาตินิยมสุดโต่ง การเชิดชูผลประโยชน์ของปัจเจก การต่อสู้และเดินหน้าสู่เป้าหมาย โดยไม่มีการประนีประนอม

ผลของนโยบายในสมัยแรกจากการลดหรือเลิกเงื่อนไขในการดำเนินธุรกิจและลดการอุดหนุนเอกชน ทำให้โรงงานที่ขาดประสิทธิภาพล้มหายตายจากไป แต่บริษัทที่มิได้อยู่ในข่ายอีกหลายแห่งก็พลอยโดยหางเลขไปด้วย ทำให้ประเทศมีตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 2 ปี นับแต่การเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มเป็น 2 เท่าในเวลาเพียง 14 เดือนเป็นกว่า 20% เมื่อครบวาระในสมัยแรกตัวเลขคนว่างงานได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านคน

ปัญหาคนว่างงาน และการเผชิญหน้าทางสังคม ทำให้ความนิยมของแธตเชอร์ตกต่ำลงมาก จนไม่น่าจะชนะการเลือกตั้งในปี 1983 ได้ แต่ด้วยอานิสงส์จากการได้ชัยชนะในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับอาร์เจนตินา และความขัดแย้งภายในของพรรคแรงงาน ทำให้เธอได้ชัยชนะเหนือพรรคแรงงานอย่างท่วมท้น กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

หลังการเลือกตั้ง แธตเชอร์ต้องเจอกับการนัดหยุดงานของแรงงานเหมืองที่คัดค้านการปิดเหมืองกว่า 20 แห่ง ในปี 1984 ซึ่งกินเวลานานนับปี เธอปฏิเสธทุกข้อเรียกร้องของแรงงานและเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ แรงงานเหมืองต้องยอมกลับไปทำงานโดยมิได้สิ่งใดตอบแทน ปีเดียวกันผู้ก่อการร้ายจากกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ได้วางระเบิดในที่ประชุมพรรคอนุรักษนิยม จนทำให้แธตเชอร์เกือบเอาชีวิตไม่รอด

ด้านการเมืองระหว่างประเทศ มาร์กาเรต แธตเชอร์ มีความสำพันธ์อันแนบแน่นกับ โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมสมัย ที่มีทัศนคติต่อคอมมิวนิสต์ตรงกันว่าเป็นปีศาจร้ายที่ไม่อาจประนีประนอม จนกระทั่งมิคาอิล กอร์บาชอฟ นักการเมืองสายปฏิรูปก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโซเวียตในปี 1985 เธอเคยกล่าวถึงผู้นำโซเวียตว่า “ฉันชอบกอร์บาชอฟนะ เราสามารถทำข้อตกลงร่วมกันได้” จนต่อมาบทบาทของเธอมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การยุติสงครามเย็นของทั้งสองค่าย

ขณะเดียวกัน แธตเชอร์ได้ออกมาคัดค้านการแทรกแซงทางการค้ากับรัฐบาลคนขาวของแอฟริกาใต้ที่ใช้นโยบายแบ่งแยกสีผิว โดยอ้างว่า มาตรการดังกล่าวไม่มีทางได้ผล ทำให้เธอถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งจากในอังกฤษและนานาชาติ

ในปี 1987 “หญิงเหล็ก” ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 3 แต่การดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับประชาคมยุโรป (EC ซึ่งกลายมาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน) ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรค จนรัฐมนตรีอาวุโสหลายคนประกาศลาออกเป็นการประท้วง นอกจากนี้การเปลี่ยนนโยบายภาษีที่ให้จัดเก็บจากบุคคลอย่างเสมอกันโดยไม่คำนึงถึงรายได้ (poll tax) ในปี 1989 ได้กลายเป็นชนวนปลุกการต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงบนท้องถนน

ด้วยคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างหนัก และเกรงว่าแธตเชอร์จะไม่อาจนำชัยให้กับพรรคได้ ในเดือนพฤศจิกายน 1990 พรรคอนุรักษนิยมจึงจัดให้มีการลงคะแนนเลือกผู้นำพรรคใหม่ แธตเชอร์เอาชนะ ไมเคิล เฮเซลไทน์ (Michael Heseltine) อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ไปได้ด้วยคะแนน 204 ต่อ 152 เสียง แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องได้คะแนนเสียงข้างมากเกินกว่า 15% เธอตัดสินใจไม่ลงแข่งรอบสอง ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1990 แธตเชอร์ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้จอห์น เมเจอร์ (John Major) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในอีก 6 วันถัดมา

หลังวางมือ มาร์กาเรต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของอังกฤษ และ ยุโรป ผู้นี้ยังคงมีอิทธิพลภายในพรรคอนุรักษนิยม แต่หลังจากประสบกับปัญหาอาการเส้นเลือดในสมองบ่อยครั้ง เธอจึงเลิกการปราศรัยในที่สาธารณะนับแต่ปี 2002 ซึ่งลูกสาวของเธอเคยออกมาเผยว่า แธตเชอร์เริ่มมีอาการสมองเสื่อมมาตั้งแต่ปี 2000 จากนั้นได้หายหน้าไปจากแวดวงข่าวสาร ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 8 เมษายน 2013

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

Encyclopedia Britannica และเว็บไซต์ History

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 เมษายน 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 8 เมษายน 2013 นายกฯหญิงเหล็ก “มาร์กาเรต แธตเชอร์” ผู้กล้าทำ-ไม่สนเสียงวิจารณ์ ถึงแก่อสัญกรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...