โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การค้นพบ Ciudad Perdida เมืองที่สาบสูญ ชนเผ่าโบราณในโคลอมเบียอาศัยก่อนสเปนยึด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ก.ค. 2564 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 14.08 น.
ฮวน มานูเอล ซานโตส ประธานาธิบดีโคลอมเบีย (ขวา) ตามมาด้วยเจ้าชายอัลแบร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก ระหว่างเดินทางไป Ciudad Perdida ในโคลอมเบีย เมื่อ 19 มีนาคม 2018 ภาพจาก AFP PHOTO / COLOMBIAN PRESIDENCY / CESAR CARRION

ในรายชื่อแหล่งโบราณคดีสำคัญของโลกมีพื้นที่ห่างไกลผู้คนมากมาย พื้นที่ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเดินทางสายลุยคือ “ธิวแดด เปอร์ดีดา” (Ciudad Perdida) ในภาษาสเปน วลีนี้มีความหมายว่า “เมืองที่สาบสูญ” สถานที่แห่งนี้ถูกอธิบายว่าเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองที่ดำรงชีพในภูมิภาคมายาวนานก่อนหน้าที่สเปนจะเข้ามาในโคลอมเบียในช่วงต้นทศวรรษที่ 1500s

นักเขียนบางท่านอธิบายว่า สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมโบราณ Tairona หรือ Tayrona อันเป็นชื่อเรียกวัฒนธรรมกลุ่มชนพื้นเมืองที่อาศัยในพื้นที่ (ซึ่งปัจจุบันเป็นของโคลอมเบีย) ก่อนหน้าการเข้าครอบครองของสเปนในศตวรรษที่ 16 สถานที่แห่งนี้สาบสูญไปจากสายตานานถึง 400 ปี ก่อนที่จะถูกค้นพบโดยบังเอิญในยุค 70s

ภาพมุมสูงของแหล่งโบราณคดี จาก Flickr/Rory MacLeod (https://www.flickr.com/photos/macrj/3911007966/in/photostream/) CC BY 2.0

มีเสียงเล่าลือว่า กลุ่มผู้ที่ค้นพบเมืองที่สาบสูญแห่งนี้เป็นพวกลักลอบขุดหาฉกสมบัติในท้องถิ่น พวกเขาค้นพบกลุ่มก้อนหินบนพื้นและตามรอยแผ่นหินบนภูเขาไปเรื่อยๆ จนพบเมืองโบราณที่ถูกทิ้งร้างท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เวลาผ่านไปอีกหลายปีกว่าที่นักโบราณคดีและเจ้าหน้าที่ทางการจะทราบร่องรอยของเมืองที่สาบสูญแห่งนี้ โดยพวกเขาเริ่มจับสัญญาณได้เมื่อมีวัตถุโบราณ อาทิ เหยือกเซรามิก รูปแกะสลักสีทอง หลุดมาในตลาดมืด และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1976 เจ้าหน้าที่จากสถาบันทางโบราณคดีของทางการจึงเข้าถึงพื้นที่ และเริ่มบูรณะในช่วง 1976-1982 บางกระแสก็บอกว่า เป็นลูกค้าของพวกนักลักลอบขโมยสมบัติแจ้งกับเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ในโบโกต้า (Santiago Giraldo, 2014)

เรื่องเล่าจากไกด์ท้องถิ่นที่บอกเล่าให้ ลุยซา เอร์เรร่า (Luisa Herrera) นักโบราณคดีจากสถาบันโบราณคดีแห่งโคลอมเบีย (Instituto Colombiano de Antropología-ICAN) ระหว่างการเดินทางสำรวจพื้นที่ในยุคแรกๆ มีว่า ฮูลิโอ เซซาร์ (Julio César Sepúlveda) ลูกชายของฟลอเรนติโน เซปุลเวดา (Florentino Sepúlveda) นักขุดสมบัติที่อาศัยในแถบริมแม่น้ำ Guachaca เป็นผู้ค้นพบเมืองระหว่างทริปล่าสัตว์ในช่วงปี 1975 โดยเขาสังเกตร่องรอยก้อนหินบนพื้นหลังจากพบนกที่เขายิงได้ร่วงลงมา (Santiago Giraldo, 2014)

ในยุค 70s พื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยนักขุดสมบัติที่หวังมาหาทองของชนเผ่า Tairona เชื่อกันว่า นักขุดทองที่ถูกว่าจ้างมีนับพันราย พวกเขาได้รับเงินสนับสนุนจากลูกค้าจำนวนมากสำหรับทริปขุดสมบัติ เมื่อครอบครัว Sepúlveda มาถึงก็เริ่มจัดการขนสมบัติจากเมืองที่สาบสูญไปอย่างเงียบๆ (Santiago Giraldo, 2014)

ไม่นานนัก เหล่านักขุดฉกสมบัติก็เริ่มได้ยินข่าวการค้นพบและตามรอยมาถึงแม่น้ำ Buritaca วิธีตัดสินว่าใครจะมี “สิทธิ์” เหนือพื้นที่ในยุคนั้นยังตัดสินกันด้วยการดวลปืน ฮูลิโอ เซซาร์ เสียชีวิตระหว่างการยิงปะทะ หลังจากนั้นข่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วว่า มีการค้นพบสมบัติและนักขุดค้นก็ยิงกันเพื่อแย่งชิงสมบัติจนล้มตายกันเอง หลังจากนั้น ฆอร์เก บารอน (Jorge Barón) ลูกค้าที่เป็นผู้สนับสนุนทุนทริปขุดค้นนำเรื่องไปแจ้งกับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ในโบโกตา และเสนอจัดทริปร่วมที่ทั้งสองฝ่ายจะแบ่งผลประโยชน์ของสิ่งที่ค้นพบร่วมกัน นำมาสู่ทริปร่วมกันระหว่างนักวิชาการและนักเดินทางไปสู่สถานที่ลึกลับที่เหล่านักขุดสมบัติเรียกกันว่า“el infierno” หรือ นรก สืบเนื่องมาจากลักษณะพื้นที่อันห่างไกลและโดดเดี่ยวแยกจากพื้นที่อื่น (คลิกอ่านเรื่องราวการค้นพบเพิ่มเติมที่นี่-[เป็นบทความภาษาอังกฤษ])

แต่นี่เป็นเรื่องราวจากการบอกเล่าเท่านั้น แน่นอนว่า คงยากที่จะหาคำยืนยันต้นตอแบบเป็นหลักฐานแน่ชัดได้

เมืองโบราณแห่งนี้กินพื้นที่ประมาณ 80 เอเคอร์ เคยประกอบด้วยโซนพลาซ่า, คลอง, ร้านค้า, ทางเดินหิน และบันได นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ในยุครุ่งเรือง อาจมีประชากรอาศัยในละแวกเมืองโบราณประมาณ 2,500 คนเลยทีเดียว เชื่อกันว่า เมืองแห่งนี้ถูกสร้างระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 14 โดยชนเผ่า Tairona หรือ Tayrona อย่างไรก็ตาม สภาพที่หลงเหลือในปัจจุบัน เหลือแค่ระเบียงดาดฟ้าที่ปูพื้นด้วยด้วยหินเท่านั้น

ระเบียงหลายระดับที่เหลือในพื้นที่ ไปจนถึงโครงสร้างหินอื่นๆ ถูกสันนิษฐานว่า เป็นพื้นที่สำหรับใช้งานหลายประเภท ทั้งใช้งานเชิงสังคม การเมือง และพิธีกรรม การศึกษาทางโบราณคดีพบว่า เมืองนี้เคยมีร่องรอยแห่งความรุ่งเรืองที่น่าสนใจจากหลักฐานของการศึกษาที่พบโครงสร้างใต้ทางลาดหินลึกลงไปหลายฟุต บ่งชี้ว่า พื้นที่นี้ถูกตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 7 สันนิษฐานว่า การแปรสภาพมาสู่รูปร่างแบบที่หลงเหลือมาให้เห็นอาจเริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ 12 หลังจากนั้นก็ถูกทิ้งร้าง สาเหตุหนึ่งที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นต้นเหตุคือสืบเนื่องจากโรคระบาดหลายครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 16

สำหรับนักเดินทาง(บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีสิทธิพิเศษ)ที่สนใจไปสัมผัสพื้นที่เมืองโบราณที่หายสาบสูญแห่งนี้ มีเพียงเส้นทางเดียวที่จะเข้าไปถึงพื้นที่ได้ นั่นคือ เดินเท้าผ่านป่ารกชัฏขึ้นไปบนภูเขาระยะทางรวมประมาณ 30 ไมล์ นักเดินทางไม่สามารถเดินทางด้วยตัวเองโดยปราศจากไกด์หรือบริษัทที่รับบริการนำทางได้ โดยสภาพป่าที่ต้องฟันฝ่าไปนั้นก็เต็มไปด้วยยุงอีกต่างหาก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางในทริป 4-5 วัน อยู่ที่ประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน รวมอาหารและที่พักแล้ว ส่วนไกด์นำทางก็เป็นคนท้องถิ่นหรือคนในละแวกใกล้เคียง

แต่โชคดีที่ปัจจุบันพื้นที่ละแวกนี้ปลอดภัยแล้ว การท่องเที่ยวเริ่มได้รับความนิยมเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2008 แต่ก่อนหน้านั้น พื้นที่บริเวณนี้เคยอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง

แม้เมืองโบราณจะกลายเป็นจุดที่ได้รับความนิยมในด้านการท่องเที่ยว แต่ต้องยอมรับว่า ชื่อเสียงและสภาพของมันยังเป็นรองแหล่งโบราณคดีสำคัญในอเมริกาใต้อย่างมาชูปิกชู ไม่เพียงแค่สภาพพื้นที่เท่านั้น การเดินทางไปมาชูปิกชูยังมีทางเลือกนอกเหนือจากเดินเท้าเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวสามารถใช้รถบัสหรือรถไฟเพื่อช่วยย่นระยะเดินทางเข้าถึงเมืองโบราณได้

มาชูปิกชูมีผู้เข้าเยี่ยมชมราวพันรายต่อวันในปี 2019 ขณะที่ Ciudad Perdida ต้องปีนเขาขึ้นไปแค่ทางเดียวเท่านั้น ในปี 2019 มีผู้เข้าเยี่ยมชมประมาณวันละ 70 คน การพัฒนาทางเลือกสำหรับเดินทางก็มีข้อจำกัด ทั้งกลุ่มชนพื้นเมืองและนักโบราณคดีต่างเห็นว่า ด่านแรกในการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีแห่งนี้คือ รักษารูปแบบการเดินทางด้วยเท้าเอาไว้ ข้อเสนอก่อสร้างรถเคเบิลขึ้นไปบนพื้นที่ถูกปฏิเสธมาแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางเดินเท้ามักพบเห็นเพิงขายอาหารและของว่าง หรือแคมป์พักปรากฏให้ใช้บริการกันแล้ว นั่นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า การท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นแหล่งรายได้ของคนท้องถิ่นอีกทาง

 

อ้างอิง:

Stephen Hiltner. “A Visual Trek Through the Sweltering Jungle : In Search of Colombia’s ‘Lost City'”. New York Times. Online. Published 15 APR 2020. Access 5 MAY 2020.

Santiago Giraldo. “A Tale of Cities Lost and Found”. Popular-Archaeology. Online. Published 5 JUN 2014. Access 5 MAY 2020.

https://en.wikipedia.org/wiki/Ciudad_Perdida. Access 5 MAY 2020.

https://en.wikivoyage.org/wiki/Ciudad_Perdida_de_Teyuna#Q1094367. Access 5 MAY 2020.

https://en.wikipedia.org/wiki/Tairona. Access 5 MAY 2020.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤษภาคม 2563

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...