โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 15 ขั้นตอนเก็บตัวอย่างน้ำลายตรวจโควิด ต้องขากลึกจากลำคอ

Khaosod

อัพเดต 24 เม.ย. 2563 เวลา 08.18 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2563 เวลา 08.16 น.
เปิด 15 ขั้นตอนเก็บตัวอย่างน้ำลายตรวจโควิด ต้องขากลึกจากลำคอ

เปิด 15 ขั้นตอนเก็บตัวอย่างน้ำลายตรวจหาเชื้อโควิด ย้ำต้องขากเสลดจากลำคอเท่านั้น แค่น้ำลายจากกระพุ้งแก้มไม่เพียงพอ เผยเป็นวิธีสะดวก ประหยัด
วันที่ 24 เม.ย. ที่สถาบันบำราศนราดูร นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงมาตรการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ด้วยน้ำลายที่อยู่ส่วนลึกในลำคอ ว่า ที่ผ่านมาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) เพื่อหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะแยกเป็น 4 กลุ่ม 1.กลุ่มผู้ป่วยเฝ้าระวัง (PUI) ซึ่งมีการปรับเกณฑ์ให้ครอบคลุมมากขึ้น 2. กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเสี่ยงต่ำ 3. การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในจังหวัดภูเก็ต บางส่วนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4.การค้นหาผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการในชุมชน ย่านเขน คลองเตย และพื้นที่เคยพบรายงานผู้ป่วย

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ล่าสุดร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาวิธีการตรวจหาเชื้อที่ได้จากการขากน้ำลายที่อยู่ส่วนลึกในลำคอ เหมือนการขากเสมหะ ซึ่งมีข้อดี คือ 1.เก็บตัวอย่างง่าย ด้วยตัวเอง 2.ลดการใช้ชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) 3.ราคาถูก และ 4. รวดเร็ว โดยจะนำวิธีนี้ตรวจในกลุ่ม ที่ 2,3,4 ข้างต้น เพราะในกรณีกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น เดินทางมาจากต่างประเทศ ด่านพรมแดน หรือคนที่มาจากต่างประเทศแล้วต้องรีบกลับ ตรวจกรณีมีผู้สัมผัสจากกิจกรรมหนึ่งๆ จำนวนมากนับพันคน รวมถึงนำไปใช้ในการค้นหาคนไม่มีอาการในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม เช่น แรงงานต่างด้าว ในจังหวัดสมุทรสาคร ภาคใต้ตอนบน กทม.บางพื้นที่ หรือใช้ตรวจคนเสี่ยงในบุคลากรสาธารณสุข สื่อมวลชน ซึ่งจะทำให้สะดวกมากขึ้น ด้วยราคาที่ถูกลงจะทำให้ตรวจได้มากขึ้น

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วิธีมาตรฐานในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 คือการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จะเร็วสุด เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจเพื่อหวังผลในการวินิจฉัย และคัดกรองโรค ส่วนการตรวจหาภูมิคุ้มกันของเชื้อจะตรวจเจอหลังเกิดการติดเชื้อมานานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกับสถาบันบำราศฯ ในการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเป็นระยะๆ เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันพบว่า 1-7 วันหลังมีอาการตรวจเจอภูมิคุ้มกันเพียง 17% หลัง 14 วัน ภูมิคุ้มกันขึ้นแค่ 42% และหลังจากนั้นถึงตรวจเจอภูมิคุ้มกัน 85% ซึ่งส่วนใหญ่จะหมดเชื้อไปแล้ว จึงมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคและการคัดกรองไม่มากนัก องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำ

"การตรวจที่ผ่านมาด้วยวิธี RT-PCR ต้องใช้บุคลากร ชุดPPE จำนวนมาก ซึ่งเป็นชุดที่ทั่วโลกต้องการทำให้ขาดแคลน ดังนั้นกรมฯ จึงร่วมกับสถาบันบำราศนราดูรในการตรวจหาเชื้อจากน้ำลายที่ขากมาจากส่วนลึกในลำคอ ซึ่งต้องย้ำว่าไม่ใช่แค่การถ่มน้ำลายที่ได้จากกระพุ้งแก้มเท่านั้น

ทั้งนี้เมื่อได้แล้วถ่มลงไปในกระปุกที่มีอาหารสำหรับไวรัสอยู่ ล้างมือให้สะอาดปิดกระปุกใส่ลงไปในถุงซิป 3 ชั้น จากนั้นจะนำไปตรวจด้วยวิธี RT-PCR เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ใน ฮ่องกง อเมริกา รวมถึงรพ.รามาธิบดีทำก็พบว่า ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งในลำคอ ตรวจ 100 คนโอกาสเจอ 90 คน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยใช้วิธีนี้ในการเก็บตัวอย่างเชื้อวัณโรค นอกอาคารรพ.ด้วย ย้ำว่าไม่มีการแพร่สู่ผู้อื่น ดังนั้นเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ จะใช้ในการคัดกรองต่อไป แต่ไม่ได้มาทดแทนการตรวจสารคัดหลั่งในลำคอด้วยวิธี RT-PCR

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ออกคู่มือการการเก็บน้ำลายจากส่วนลึกในลำคอเพื่อคัดกรองโควิด-19 โดยระบุ ข้อควรระวังคือ ไม่ควรแปรงฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปาก ดื่มน้ำ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งก่อนเก็บน้ำลาย ควรงดการรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ส่วนขั้นตอนการเก็บคือ 1. ล้างมือให้สะอาด 2. เขียนชื่อ-ติดกระปุกเก็บเสมหะ 3. เปิดปากถุงซิปล็อกและพับปากถุงทั้ง 3 ขนาดเตรียมไว้ 4. เปิดฝากระปุกเก็บน้ำลาย 5. เทอาหารสำหรับเก็บตัวอย่างไวรัส หรือ VTM ลงในกระปุกเก็บน้ำลาย

6. ขากน้ำลายที่อยู่ในลำคอส่วนลึกในขณะที่ยังสวมหน้ากากอนามัยอยู่ 7. เปิดหน้ากากอนามัยบางส่วน 8. ใส่น้ำลายลงในกระปุกเตรียมไว้ และสวมหน้ากากทันที 9. ปิดฝากระปุกเก็บน้ำลายให้สนิท 10. ใช้ทิชชู่เช็ดทำความสะอาดด้านนอกกระปุก

11. พันปิดฝากระปุกเก็บน้ำลายด้วยพาราฟิล์มอีกครั้ง ล้างมือให้สะอาด 12. นำกระปุกใส่ลงไปในถุงซิปล็อก โดยยังไม่ต้องปิดถุง 13. หลังจากนั้นล้างมือให้สะอาดและเช็ดมือให้แห้ง 14. ปิดถุงซิปล็อก พับม้วนให้กะทัดรัด และนำไปใส่ถุงซิปล็อกอีก 2 ชั้น 15. เก็บใส่กล่องรักษาอุณหภูมิที่มีเจลเก็บความเย็น และนำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 5 ชั่วโมง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...