CBG เก็งงบ Q1 สดใส แต่"ถือ"ต่อไป หรือ"ขาย"ทำกำไรดี?
หากพูดถึงหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้จะออกมาโตแรงฝ่าโควิด-19 ได้นั้น ต้องมี CBG เข้าไปติดอยู่ในโผด้วยแน่นอน แต่หากพิจารณาราคาหุ้นร่วมด้วยก็จะพบว่าปรับขึ้นมามากแล้ว ดังนั้นหากซื้อและต้องถือต่อไปด้วยราคานี้ ไตรมาสถัดไปจะต้องเจออะไรบ้าง เหมาะสมกับราคานี้หรือเปล่า?
*** งบไตรมาสแรกสดใส ส่งออกทุบสถิติ
ต้องยอมรับว่าหุ้นที่เติบโตในช่วงโควิด-19 ระบาดได้นั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะหุ้นที่มีการเติบโตมากกว่าในภาวะปกติ ซึ่งบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น จึงทำให้ตลาดหันมาเก็งกำไร จนราคาหุ้นเช้าวันนี้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบเช้าถึง 79.75 บาท คิดเป็นการฟื้นจากจุดต่ำสุดในกลางเดือนมี.ค.63 ที่ 46.25 บาท มาแล้วถึง 72% ส่วนวันนี้ปิดตลาดรอบเช้าที่ 78.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันทำการก่อนหน้า
กำไรสุทธิในไตรมาส 1/63 ของ CBG อาจเติบโตได้ถึง 71-83% YoY เลยทีเดียว โดยบริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคทีบี ประเมินกำไรสุทธิ Q1/63 ไว้ที่ 767 ล้านบาท เติบโต +83% YoY สาเหตุหลักๆก็คือ รายได้รวมที่เติบโตขึ้นมาแตะ 3.8 พันล้านบาท(+13% YoY, -4% QoQ) แม้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศขยายตัว 0.6% YoY แต่รายได้ต่างประเทศเติบโตสูงมาก +18% YoY เพราะการส่งออกไป CLMV ทำสถิติสูงสุดใหม่ ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้น(GPM) ที่ขยายตัวเพราะต้นทุนวัตถุดิบลด
ขณะที่บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี มองว่ากำไรสุทธิ Q1/63 จะเพิ่มขึ้น +71% YoY จากการส่งออกที่แข็งแกร่งไปยังกัมพูชาและเมียนมา
*** ราคาดีดเก็งงบ Q1 แล้ว แต่อาจยังไม่รับรู้ Q2 ที่มีโอกาสแผ่ว
ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้ไว้ คือ แนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 2/63 มีโอกาสที่จะอ่อนตัวอยู่เช่นกัน จากการบริโภคในประเทศที่หดตัวลง บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า แนวโน้มในไตรมาส 2/63 จะอ่อนตัวอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบ โควิด-19 ทำให้เกิดการหยุดชะงักของภาคธุรกิจ กระทบกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ CBG อาทิ คนขับรถบรรทุก คนขับรถแท็กซี่ และพนักงานโรงงาน รวมไปถึงการส่งออกที่ทำได้ลำบาก
นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ผู้ซื้อจะกักตุนสินค้าไปแล้วบางส่วนในไตรมาส 1/63 โดยรวมเราจึงมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากว่า 30% ในช่วง 1 เดือน ได้สะท้อนกำไรไตรมาส 1/63 ไปมากแล้ว จึงแนะนำเพียง Neutral และคงประมาณการและมูลค่าเหมาะสมปี 63 ไว้ที่ 80 บาท/หุ้น
แต่ยังมีโอกาสลุ้นให้กำไรลดลงไม่มาก จากเครื่องดื่มวิตามินซีออกใหม่ รวมถึงจีนกลับมาเปิดประเทศ บล.หยวนต้า ระบุว่า ในไตรมาส 2/63 จะได้ประโยชน์จากเครื่องดื่มวิตามินซี C+LOCK เต็มไตรมาสเป็นไตรมาสแรก เนื่องจากเป็นสินค้าได้กระแสตอบรับดี และมีมาร์จิ้นสูงเนื่องจากมาเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานผลิตขวดแก้วและโรงบรรจุขวดแก้วของบริษัท นอกจากนี้การกลับมาเปิดประเทศของจีนอาจทำให้รายได้ในจีนเติบโต QoQ ในไตรมาส 2/63 คาดกำไรเบื้องต้นที่ราว 650 - 700 ล้านบาท
*** กำไรสุทธิปี 63 ทำนิวไฮได้แน่
จากการสำรวจพบว่าแม้หลายๆฝ่ายจะไม่มั่นใจกับงบไตรมาส 2/63 แต่ก็ยังยืนยันว่าทั้งปี 63 กำไรสุทธิจะยังทำนิวไฮได้แน่ เพราะตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวสูงนั่นเอง นำโดย บล.เคทีบี คาดมีกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 3,110 ล้านบาท +24% YoY บนสมมติฐานว่ารายได้รวมขยายตัว +6% YoY (ในประเทศ +2% YoY ต่างประเทศ +10% YoY) GPM ขยายตัวต่อเนื่องเป็น 42.2% จาก 38.9% ในปี 62, ส่งผลจากการประหยัดต่อขนาดของโรงงาน ACM & APG และต้นทุนวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลง ICUK ขาดทุนน้อยลง
ส่วนบล.หยวนต้า ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 3,179 ล้านบาท +260% YoY โดยคาด GPM เฉลี่ยทั้งปีที่ 41.2% ขณะที่สถานการณ์ โควิด-19 ที่มีแนวโน้มคลี่คลายทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศคาดว่าจะทยอยเปิดได้ในเดือนพ.ค.63
*** ราคายังเหลืออัพไซด์ แต่ต้องรอดูงบไตรมาส 2/63 ชัดๆ
จากการสำรวจราคาเหมาะสมเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์พบว่าให้ราคาเป้าหมายไว้สูงจากราคาปัจจุบันมาก เพียงแต่ราคาที่สูงอยู่บนสมมุติฐานว่าไตรมาส 2/63 จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่มาก ซึ่งหากผิดไปจากคาดราคาเหมาะสมอาจถูกปรับลงได้อีก
บล.คำแนะนำราคาเหมาะสมซีจีเอส-ซีไอเอ็มบีถือ76.75โนมูระ พัฒนสินถือ80ธนชาตซื้อ85หยวนต้าซื้อ92ฟินันเซียไซรัสซื้อ107เคทีบีซื้อ118เฉลี่ย93.12