โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

4 สิ่งที่ผมเรียนรู้ หลังผ่านช่วงอายุ 20 มาได้ - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TALK TODAY

เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 17.00 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

1.

 เราไม่สามารถบังคับใครให้อยู่เคียงข้างเราเสมอไปได้

เช่นเดียวกับที่เราก็ไม่ทำแบบนั้นกับใครเหมือนกัน

พอมองกลับไปแล้วมันเป็นช่วงสิบปีที่มีคนเดินเข้ามา และเดินออกไป

แบบที่เราอยากรั้งเค้าไว้ และแบบที่เราปล่อยมือเขาไปอย่างไม่ไยดีเอง

ช่วงอายุ 20 นี่มันแฮปปี้นะ เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น เป็นช่วงแห่งการลองผิดลองถูก

อยากค้นหาตัวตน ผ่านการทำความรู้จักคนอื่น อยากได้รับการยอมรับจากใครสักคน

คนที่คิดว่า ถ้าเค้ายอมรับเรา เราก็น่าจะมีคุณค่า และตัวตนมากขึ้น

มันเลยทำให้ผมได้รู้จักกับคนที่ดีๆ และคนที่ทั้งผมและเค้าก็น่าจะคิดเหมือนกันว่า

เราไม่น่ามาเจอกันเลย

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนที่เคยสนิท

ไม่แน่ใจเรียกแบบนี้ถูกไหม แต่อารมณ์เหมือนเคยสนิทกันมากๆ แต่พอห่างกันไป

ด้วยต่างที่ต่างถิ่น บางคนกลับมาเจอกัน ก็สนิทกันเหมือนเดิม

บางคนก็กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกแบบนั้น อีกต่อไป

หรือคนที่เคยคิดว่า นี่แหละใช่

เอาจริงๆ ช่วงวัยนี้เรามักจะไม่ค่อยลืมหูลืมตาเวลารู้สึกดีกับใครสักคน

แต่พอได้เรียนรู้ไปสักพัก ผ่านตัวละครที่เปลี่ยนไป

พอสักยี่สิบปลายๆ เราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า

ที่เคยต้องการ ที่เคยงอแง ที่เคยเรียกว่าเรื่องจริงจังในวันนั้น

มันก็คือเรื่องไร้สาระเรื่องนึง ที่ไม่น่าไปเสียเวลาอะไรด้วย

แต่ไม่ใช่ว่าตอนนั้นมันไม่ดี

การได้พบ ได้เจอกับตัว

ได้เรียนรู้มันขึ้นมาเอง

มันจำแม่นกว่าฟังจากคนอื่นเค้าเล่ากันมานะ

ถือว่าเป็นช่วงที่เปลืองตัวมาก

เปลืองตัวในที่นี่ไม่ได้หมายความว่าเอาตัวไปแลกนะ ใจเย็นๆ

แต่หมายถึงเราเปลืองตัวในการทำความรู้จักคนอื่น

เพื่อค้นหาการได้รับการยอมรับจากใครสักคน

ซึ่งที่สุดแล้วก็ค้นพบว่า

มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย

เพราะหลังจากนั้น พวกเขาจะห่างหาย และตายจากไปจากโลกจริง

และโลกโซเชียลของเรากันไปเอง

กาลเวลาจะกรั่นกรองให้เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนในช่วงยี่สิบปลายๆ

แบบที่เอานิ้วที่มีอยู่ทั้งหมดมานับ ก็ยังเหลือ

เสียดายมั้ย ก็มีนะ สำหรับบางคน ที่ตอนนี้น่าจะยังอยู่ในชีวิตของกันและกัน

อย่างที่บอกว่าไม่ใช่เพราะเค้าไม่อยากอยู่อย่างเดียว

แต่บางคนเราก็ไม่อยากให้เค้ายังอยู่ด้วย

แสดงว่าคนที่ยังอยู่นี่มีค่าสำหรับเรานะ

แต่ก็ต้องดูกันไปอีกทีว่า

ช่วงเลขสามต่อจากนี้

กาลเวลาจะกรองแป้งเม็ดเล็กๆ เหล่านี้

ให้สุดท้าย เหลือใครข้างๆ เราบ้าง

กลัวเหลือเกินว่าสุดท้าย

จะเป็นคนเดียวที่อยู่คนเดียว

ในช่วงชีวิตที่เหลือ

2.

ไม่ต้องสำเร็จทุกอย่างก็ได้

ไม่มีใครรู้เลยว่า อีกห้าปี สิบปีข้างหน้ามันจะเป็นยังไง

รู้เพียงแค่ทุกวันที่ทำอยู่ตอนนี้ มันจะส่งผลทางใดทางหนึ่งในอนาคตแน่ๆ

ผมไม่เคยคิดเลยนะว่าผมจะได้ทำอาชีพนี้

ไม่เคยคิดเลยว่าตอนนี้จะเป็นอยู่แบบนี้

ซึ่งตอนนี้มันก็มีความสุขดีนะ

ช่วงตอนยี่สิบ พยายามเขียนสิ่งที่อยากทำ อยากเป็น

ลิสมันเอาไว้ทุกปี

ซึ่งแน่นอน ไม่เคยทำได้หมด

ในแต่ละปีก็จะมีข้อที่ซ้ำๆ เขียนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

แต่ก็ไม่เคยได้ทำให้เสร็จสักที

พอสังเกตดีๆ ข้อที่เราทำ คือข้อที่เราคิดว่ามันสำคัญกับชีวิตเราจริงๆ

ข้อที่เราไม่ได้ทำ อาจจะเป็นข้อที่เราอยากทำ แต่ยังไม่สำคัญกับชีวิต

หรือมันอาจจะสำคัญ แต่เราไม่ให้ความสำคัญกับมัน

เพราะมัวแต่โฟกัสกับอย่างอื่นมากกว่า

เป็นช่วงที่ เวลา มีค่ามากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

คือมันมีช่วงที่ถ้าทำผิดพลาด มันยังไม่ถึงกับแย่ มันยังกลับมาคืนตัวได้

ส่วนตัวเป็นช่วงที่ได้ทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบมากที่สุดในชีวิตแล้ว

เลยทำให้เรารู้ว่า สุดท้ายแล้วเราชอบอะไร

แล้วเอาเวลาหลังจากที่รู้ มาพัฒนาตรงนั้น จนถึงวันนี้

มีคนเคยถามผมนะว่า

ฝึกงานอันนี้อยู่ ไม่ชอบเลย ทำไงดี

คือถ้าตอนนี้มันต้องฝึก มันเลือกไม่ได้แล้ว

ก็ต้องปรับตัว เพราะผมคิดอยู่เสมอว่า

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้

สักวันมันจะตอบแทนเราด้วยอะไรสักอย่าง

สุดท้ายก็จะได้เอาทักษะในการทำสิ่งนี้ออกมาใช้

ในวาระหรือโอกาสของชีวิตสักวันแน่ๆ

ส่วนตัวคิดว่าไม่ต้องมองไกลมากก็ได้ช่วงวัยนี้

มีขอให้มีแผนหลวมๆ พร้อมที่จะปล่อย แล้วหยิบแผนใหม่

เมื่อรู้สึกว่าไม่ใช่

ทำทุกวันในช่วงนี้ให้ดี

ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าสามสิบแล้วจะออกมาในรูปแบบไหน

แต่ไม่ว่าจะยังไง

มันเป็นผลมาจากการกระทำช่วงยี่สิบเป็นต้นไปแน่นอน

3.

ไม่มีใครสนใจคุณอย่างที่คุณคิดหรอก

หลายครั้งตอนที่ยังอยู่ในช่วงอายุเท่านั้น

ผมไม่ค่อยกล้าทำอะไรบางอย่าง

เพราะกลัวว่า เดี๋ยวคนนั้นจะคิดแบบนี้ คนนี้จะคิดแบบนั้น

เกรงใจบ้าง จนทำให้เสียโอกาสดีๆ ไปบ้างเหมือนกันนะ

เราแคร์สายตาคนมากเกินไป

ซึ่งบางทีคนที่คิดว่าแคร์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครด้วยซ้ำ

อะไรที่คุณทำหรือไม่ทำในวันนี้

อะไรที่คุณเป็นหรือพยายามจะเป็นอยู่ตอนนี้

พรุ่งนี้ก็ไม่ได้มีใครสนใจอยู่ดี

ซึ่งพอรู้แล้วถือว่าเป็นเรื่องดี

เพราะมันเป็นช่วงวัยที่เราสามารถทดลองถูกผิดได้

เป็นตัวเองได้เท่าที่เราอยากจะเป็น

โดยที่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร

เรียนรู้ในสิ่งที่จะทำให้ตัวเองชัดเจนขึ้น

พอเราชัดเจนขึ้น

เราก็จะเลิกสนใจไปแล้วว่า

จริงๆ แล้วมีใครเราสนใจเรารึเปล่า

เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย

4.

พ่อแม่เราก็เป็นคนเหมือนกันนะ

ผมเรียนรู้ได้ว่า ช่วงยี่สิบเนี่ย เราไม่ค่อยอยากสุงสิงกับพ่อแม่เท่าไหร่

อันนี้แต่ละครอบครัวอาจจะไม่เหมือนกัน

แต่สำหรับผม เรียกว่าเป็นวัยที่ออกมาดูแลตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็น

ทำงานเอง เรียนเอง ดูแลตัวเองทุกอย่าง

พอมองกลับไปแล้วรู้สึกดีนะ ที่เค้าปล่อยให้เราได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องออกแบบเอง

พ่อกับแม่แค่บอกว่า ทำได้แค่ส่งให้เรียน

ที่เหลือก็ต้องจัดการตัวเองนะ

เราเคยไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน

เพราะคิดว่า เราก็ดูแลตัวเองได้

ตะกุกตะกักอะไรก็พยายามหาทางออกไป

พอมองย้อนกลับไป ก็ค้นพบกว่า

พ่อกับแม่ ก็เป็นคนเหมือนกันกับเรานี่แหละ

ที่เค้ามีความรู้สึก ทำผิด ทำพลาด ไม่ใช่คนที่เพอร์เฟ็คอะไร

แล้วเราจะไปคาดหวังว่าเค้าจะดูแลเราได้อย่างดีที่สุดได้ยังไง

ในขณะที่ชีวิตของเราเองเรายังทำพลาดกันบ้างเลย

เค้าก็เหมือนเพื่อนเราคนนึงนี่แหละ

ที่มีความชอบเหมือนคนทั่วไป ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ มีความรู้สึก

ซึ่งผมแอบเสียดายนะที่ช่วงเวลาเหล่านั้น

ผมแทบไม่ค่อยได้ศึกษาความเป็นไปของพ่อแม่ตัวเองเลย

มัวแต่เอาเวลาไปทำความรู้จักคนอื่น

เรารู้ว่าคนนั้นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

แต่บางทีเราก็แทบไม่รู้เลยว่า พ่อชอบสีไหน แม่ไม่ชอบสีไหน

หนังที่พ่อชอบดู ความชอบของแม่ที่อยู่ลึกๆ ข้างใน

ทั้งสองเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับเรานี่แหละ

ซึ่งพอรู้แล้วยอมรับแบบนั้นได้

ผมก็ทะเลาะกับพวกเขาน้อยลงนะ

แถมยังรู้สึกว่า อะไรที่เป็นความสุขของเขา

เราก็อยากจะเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย

ติดตามบทความของ เพจบันทึกนึกขึ้นได้ บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...