โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม้ค้ำยัน-คันทวย ในศาสนาคารสองฝั่งโขง นฤมิตกรรมงานช่างสิ่งก่อสร้างในสุวรรณภูมิ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 พ.ย. 2565 เวลา 17.23 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2565 เวลา 04.39 น.

นฤมิตกรรมงานช่างสิ่งก่อสร้างในสุวรรณภูมิ วัฒนธรรมการค้ำยัน ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอันเป็นลักษณะร่วมอย่างหนึ่งของงานช่างในแถบถิ่นนี้ ด้วยเงื่อนไขตัวแปรแห่งสภาพแวดล้อม และภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่ทำให้ต้องมีการยื่นชายคาเพื่อป้องกันแดดฝนไม่ให้สาดส่องเข้ามาสู่ที่ว่างภายในอาคาร

ไม้ค้ำยัน ในวัฒนธรรมกระแสหลักอย่างไทยภาคกลางนิยมเรียกว่า คันทวย โดยคำว่า คัน มักใช้เรียกแทนสิ่งของที่มีลักษณะเรียวยาวและมีด้ามจับที่ปลายด้านใดด้านหนึ่ง อย่างเช่น คันฉาย คันเบ็ด ช่างโบราณแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาจึงนิยมนำคำนี้มาใช้เรียกร่วมกันกับคำว่า ทวย ที่มีลักษณะทางกายภาพของไม้ที่เรียวยาวโดยมีการยึดส่วนปลาย อีกทั้งลีลาช่างที่จำหลักด้วยเส้นรอบรูปคดโค้งอ่อนหวาน ช่วยในการลวงสายตาช่วงความยาวรวมถึงการลวงน้ำหนักของไม้ค้ำยัน ที่แฝงสัมพันธ์ไปกับรูปทรงสัณฐานที่ลงตัวของพญานาค สัตว์สัญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนา อย่างที่ปรากฏอยู่ตามอาคารทางศาสนา

หากแต่ถ้าเป็นเรือนที่พักอาศัย นิยมเรียกว่า ไม้เท้าแขน หรือ แขนนาง (ช่างอยุธยา) วัสดุทั้งแบบที่เป็นไม้และเป็นเหล็กดัดโค้ง โดยสมเด็จครู (สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงเรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมส่วนนี้ว่า ทวย ดังความตอนหนึ่งที่ว่า…ทวยที่ถ่ายมานี้ ถ่ายจากวิหารนี้ วิหารอื่นก็เช่นกัน แปลกที่บากกนกบ้างเล็กน้อย… (สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก, 2506, น. 4.)

ในบริบทวัฒนธรรมไทย-ลาวอีสาน ช่างท้องถิ่นนิยมเรียกตามลักษณะการใช้งาน เช่น ไม้ยัน หรือ ค้ำยัน หรือบ้างก็เรียกว่า แขนนาง ตามอย่างวัฒนธรรมกระแสหลักจาก สปป.ลาว ส่วนคำศัพท์ที่เป็นวิชาการ อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ได้บัญญัติคำศัพท์ส่วนนี้โดยใช้คำว่า ทวย เป็นคำนำหน้าชื่อเรียกและตามหลังด้วยการเรียกตามลักษณะทางกายภาพ เช่น ทวยแผง ทวยนาค ทวยเทพนม ทวยแขนนาง ซึ่งสังเกตได้ว่า เป็นการใช้ศัพท์เรียกตามช่างภาคกลาง เป็นคำนำหน้าหรือคำหลัก หากแต่ในกลุ่มช่างพื้นบ้านอีสานโบราณในบางพื้นที่ยังมีคำเรียกที่ต่างออกไป โดยอย่างที่เป็น ทวยแผง ช่างจะเรียกว่า “ปีกบ่าง” (โดยนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์ปีกลักษณะเดียวกับค้างคาว โดยเฉพาะส่วนที่เป็นปีกของตัวบ่าง ซึ่งมีลักษณะอย่างที่เรียก ทวยแผง) ถ้าเป็น ทวยรูปนาค จะนิยมเรียกว่า “นาคเกี่ยว”

บริบททางวัฒนธรรมลาวล้านช้าง ทั้งสายราชสำนักเวียงจันทน์หรือหลวงพระบางและจำปาสัก นิยมเรียกงานช่างส่วนนี้ว่า แขนนาง ซึ่งหมายความรวมถึงแบบที่เป็นทั้ง “ทวยนาคเกี่ยว” และ “แบบทวยแผง” ซึ่งตรงกันข้ามกับภาคกลางของไทยที่ชื่อ แขนนาง จะใช้เรียกเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับอาคารที่พักอาศัย (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่นิยมตกแต่งอย่างคันทวยที่อยู่ตามวัดวัง)

บริบททางวัฒนธรรมไทยล้านนาจะเรียกส่วนนี้ว่า หูช้าง หรือ นาคทัณฑ์ หรือ นาคะตัน ก็เรียก แต่ที่นิยมเรียกอย่างภาษาปากตลาดนิยมเรียกว่า หูช้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานสกุลช่างพื้นบ้าน ส่วนคำว่า บ่าง (สัตว์ลักษณะแบบอย่างค้างคาว) ก็มีปรากฏเรียกเช่นเดียวกับทางภาคอีสาน หากแต่นิยมใช้เรียกเฉพาะองค์ประกอบที่มีขนาดเล็กแบบชายธง (ลักษณะเดียวกับหูช้าง) โดยอยู่ตามหน้าขื่อหรือบริเวณคอสอง ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันกับหูช้างหรือนาคะตัน

ศิลปะไม้ค้ำยันในบริบทวัฒนธรรมอีสาน ในทัศนะของชนชั้นนำทางศิลปะไทยโบราณกระแสหลักอย่างอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ได้แสดงความประทับใจที่มีต่อองค์ประกอบส่วนนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า…ไปชมปราสาทวัดเมืองจันทร์ อำเภอห้วยทับทัน (จังหวัดศรีสะเกษ) ที่นั้นมีอาคารสิมขนาดย่อม…สิมหลังนี้มีคันทวยอีสานจำหลักไม้หลายชิ้น เมื่อได้เห็นเข้าต้องตะลึงในความงามอันน่าอัศจรรย์ของฝีมือจำหลักไม้กับลวดลายอีสานที่งามยอดเยี่ยมอย่างชนิดหนึ่งไม่มีเสมอสอง… (น. ณ ปากน้ำ, สยามศิลปะ จิตรกรรม และสถูปเจดีย์. 2538, น. 149.)

อัตลักษณ์ในเชิงช่าง

ทวยแผง หรือ ปีกบ่าง, แขนนาง ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมการค้ำยันของกลุ่มช่างหลวง สายหลวงพระบางและเวียงจันทน์ใน สปป.ลาว (ในแถบสกุลช่างจำปาสักพบน้อยมาก) และไทยอีสาน โดยมักปรากฏอยู่กับศาสนาคาร ในวัดที่เป็นหัวเมืองสำคัญอย่างเช่นที่ปรากฏอยู่ ณ สิมวัดเชียงทองในเมืองหลวงพระบาง หรือในอีสานก็มีวิหารเก่าวัดหลวง เมืองอุบล วิหารวัดมโนภิรมณ์ วิหารวัดศรีมงคลใต้ เมืองมุกดาหาร เป็นต้น โดยจะมีเต้ารับตัวแผงไม้จำหลักด้านบนและล่าง บ้างก็ฝังจมลงไปในผนังโดยตัวแผงไม้จะนิยมทำลวดลายอย่างฐานอย่างเอวขันดูกงู (มีบัวลูกแก้วอกไก่)

ส่วนกลางทำลวดลายก้านดก (ก้านขด) และมีการเก็บขอบริมด้านนอกที่เป็นเส้นรอบรูปด้วยลายวันแล่น และเก็บขอบในด้วยลายไข่ปลา โดยชื่อเรียก แขนนาง น่าจะเชื่อมโยงอ้างอิงมาจากรูปทรงสัณฐานกับกรอบแนวคิดแบบ “เพศสรีระ” เป็นการอุปมาอุปไมยเทียบเคียงระหว่างลักษณะของลีลาในเชิงช่างไม้ค้ำยันกับท่อนแขนมือหญิงสาว ที่มีลักษณะบอบบางอ้อนแอ้นอ่อนหวานอย่างสตรีเพศ

ลวดลายที่ปรากฏอยู่ในค้ำยันกลุ่มนี้คือ การผูกลวดลายอย่างกนกใบผักกูด ด้วยลายเครือวัลย์ มากกว่าที่จะเน้นรูปสัตว์สัญลักษณ์อย่างพญานาคหรือสัตว์อื่น ๆ ไม้ค้ำยันกลุ่มนี้ใน สปป.ลาว หรือในอีสานบางแห่งจะเรียกรวมกับทวยนาคเกี่ยว โดยเฉพาะที่อยู่ในวัฒนธรรมหลวงซึ่งก็มีลักษณะร่วมอย่างเดียวกันคือ ความอ่อนหวานของรูปทรงของนาค อย่างแขนนาง ขณะที่คันทวยแบบนาคขดหรือนาคเกี่ยว สายสกุลช่างพื้นบ้านอีสาน ช่างจะสื่อความหมายไปทางบุรุษเพศด้วยลักษณะทางกายภาพที่แลดูบึกบึนแข็งแรงมีพลัง ซึ่งสัมพันธ์กับรสนิยมแห่งวิถีสังคมเกษตรกรรมที่มีอิสระทางความคิดสร้างสรรค์ลูกเล่นที่นอกกรอบ บนพื้นฐานที่รู้จักกาละเทศะอย่างแตกต่างแต่ไม่แตกแยก ด้วยรูปลักษณะต่าง ๆ เช่น ทรงนาคเกี่ยว ทรงสิงห์มอม โดยมีขนาดสัดส่วนโดยเฉลี่ยคือ ความหนา 1-2 นิ้ว ความสูงตั้งแต่ 1.00-2.50 เมตร โดยมีความกว้างประมาณ 0.30-0.60 เมตร

หูช้างนาคะตัน ถือเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมลาวล้านนา ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง ทวยแผง ปีกบ่าง หรือ แขนนาง ที่ผสมผสานกับ ทวยนาคเกี่ยว ซึ่งมักวางอยู่ในตำแหน่งเส้นรอบรูปด้านนอก ขณะที่ส่วนกลางมีการบรรจุลวดลายลงไป ส่วนด้านล่างนิยมทำเป็นส่วนฐานรองรับ โดยทั้งหมดอยู่ในรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ตามสัดส่วนของวิหาร (ซึ่งตรงข้ามกับทางอีสานที่ไม่นิยมสร้างวิหาร และในอีสานจะนิยมสร้างเพียงสิมขนาดเล็ก ๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรมชาวบ้าน หากแต่ทางล้านนาเป็นวัฒนธรรมราชสำนัก) จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมการค้ำยันของกลุ่มช่างพื้นเมืองสายช่างหลวงของล้านนา ดั่งที่ปรากฏอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดปงยางคก จังหวัดลำปาง และวัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

ขณะเดียวกันในวัฒนธรรมล้านนาก็ยังมีกลุ่มสกุลช่างวัฒนธรรมอื่น ๆ อีก เช่น ไทยลื้อ ไทยใหญ่ โดยเฉพาะสายสกุลช่างพื้นบ้านที่แสดงออกผ่านรูปรอยการแกะสลักเป็นตัวพระตัวนางให้เห็นอย่างชัดเจน ด้วยลักษณะท่าทางที่กำลังแบกรับน้ำหนักบริเวณใต้ชายคาอย่างนอกรีต ดังที่วัดหนองแดง อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ซึ่งมีความโดดเด่นในเชิงช่างพื้นบ้านที่หูช้างแต่ละอันจะมีรูปแบบลีลาที่แตกต่างไม่ซ้ำแบบกัน

คันทวยในบริบทงานช่างพุทธหัตถศิลป์อื่น ๆ โดยเฉพาะในอีสานมักปรากฏอยู่ในองค์ส่วนฐานและส่วนตัวเรือนของสถาปัตยกรรมขนาดเล็กที่มีส่วนยอด อย่างส่วนฐาน เช่น บันไดหอธรรมาสน์ ทั้งแบบหอธรรมาสน์ธรรมดา 4 เสา และแบบชนิดพิเศษ คือแบบธรรมาสน์เสาเดียวที่ปรากฏอยู่มากในกลุ่มวัฒนธรรมผู้ไทยทั้งของไทยอีสานและ สปป.ลาว โดยมีลักษณะแบบนาคเกี่ยวขดคดโค้ง ถ้าเป็นคันทวยแผงจะถูกนำมาใช้ในองค์ประกอบของฮาวไต้เทียนหรือราวเทียน ทั้งนี้รวมถึงงานพุทธศิลป์ขนาดเล็ก เช่น พระไม้ซุ้มโขง โดยนิยมนำมาใช้ประกอบเป็นตัวจบมุม

ปัจจุบันช่างรุ่นใหม่มักสร้างสรรค์งานอย่างศิลปะสำเร็จรูป (ไม่ว่าจะเป็น “ลัทธิความเป็นแห่งชาตินิยม” หรือ “กลุ่มท้องถิ่นนิยม” ก็ตามแต่) ในลักษณะลอกเลียนมากกว่ารอกเรียน โดยเฉพาะการผลิตซ้ำ (ลอก) ทางความคิดและรูปแบบอย่างปะติดหรือจำอวดในเชิงช่าง ผ่านความก้าวหน้าด้านการทำแม่พิมพ์ตัวเดียวก็สามารถผลิตซ้ำได้จำนวนมาก ๆ ไม่ต้องเสียเวลาสร้างสรรค์อย่างในอดีต

แต่นี่คือการสูญเสียทางจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์ของช่างไปโดยปริยาย ดังนั้น จะเห็นได้ว่านอกจากคุณค่าในด้านสัจจะโครงสร้างแล้ว ค้ำยันยังมีคุณค่าด้านสุนทรียะทางศิลปะ ด้วยการเป็นตัวเสริมคั้น ร่วมกับเสาเก็จแบ่งช่วงจังหวะเพื่อแตกปริมาตรลดความใหญ่โตของพื้นผนัง อีกทั้งยังเป็นส่วนเสริมเติมแต่งให้กับรูปทรงอาคารโดยรวมอย่าง ศิลปะทางศาสนาแบบประเพณีนิยม ที่เน้นความงามแบบสมบูรณ์ลักษณ์อย่างสมมาตรทั้ง 2 ข้างซ้ายขวา อันเป็นระบบจารีตแห่งฉันทลักษณ์ในเชิงช่างที่สัมพันธ์ไปกับกาละเทศะ ตามกรอบโครงสร้างการจัดระบบทางสังคม อย่างที่เรียกว่า “ฐานานุศักดิ์”

“ฐานานุศักดิ์” ที่แบ่งแยก แสดงให้เห็นนัยยะเรื่องคติความเชื่อผ่านการปรุงแต่งในเชิงช่างด้วยรูปรอยลีลาจำหลัก เลียนแบบเป็นรูปสัตว์ บุคคล สิ่งของ ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับวิถีทางวัฒนธรรมของคนกับคน และคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ ภายใต้เงื่อนปมทางสังคมการเมืองแห่งยุคสมัย

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “‘ค้ำยัน’ ในศาสนาคาร พื้นถิ่นไทย-ลาวสองฝั่งโขง” เขียนโดย ติ๊ก แสนบุญ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2554

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กรกฎาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...