โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้นตอกำเนิดใหม่อาณาจักรตองอู ฟื้นฟูอังวะหลังสิ้นหงสาวดี ยืนหยัดไม่แพ้ยุคบุเรงนอง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 พ.ค. 2566 เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2566 เวลา 17.05 น.

ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ชนชาติพม่าเป็นที่รู้จักในฐานะคู่สงครามอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคราวสงครามเสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 อาณาจักรพม่าภายใต้ราชวงศ์ตองอูสามารถสถาปนาอำนาจเหนือกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 รัชกาล อาณาจักรขนาดใหญ่นี้ต้องเผชิญภาวะเกือบล่มสลายก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ อาณาจักรตองอูยุคฟื้นฟู (The Restored Toungoo Empire) หรืออาณาจักรญองยาน (พ.ศ. 2140-2295)

อาณาจักรตองอูยุคฟื้นฟู มีปฐมกษัตริย์คือ พระเจ้าญองยาน (Nyaungyan) พระราชโอรสในพระเจ้าบุเรงนอง (Bayinnaung) ที่ประสูติแต่พระมเหสีองค์รอง หลังพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต ผู้สืบทอดบัลลังก์ คือ พระเจ้านันทบุเรง (Nanda Bayin) พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี แต่จากความวุ่นวายภายในและภัยสงครามทำให้ราชสำนักพะโคหรือกรุงหงสาวดีเสื่อมโทรม พระเจ้าญองยานจึงสถาปนาอำนาจของพระองค์เอง ฟื้นฟูราชวงศ์ขึ้นใหม่ และเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ใน พ.ศ. 2140 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู

ความแตกต่างระหว่างอาณาจักรตองอูยุคต้นกับยุคฟื้นฟู สัมพันธ์กับดินแดนสองส่วนคือ พม่าตอนบน อันมีอังวะและนครของเจ้าฟ้ารัฐฉาน (ไทใหญ่) กับพม่าตอนล่าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พะโค (หงสาวดี), อาระกัน (ยะไข่) และหัวเมืองรามัญ (มอญ)

ในอาณาจักรตองอูยุคต้น ดินแดนตอนบนเผชิญภาวะสงครามอันยาวนาน ขณะที่ตอนล่างกำลังรุ่งเรืองจากการค้า

แต่ช่วงปลายสมัยพระเจ้านันทบุเรง พม่าตอนล่างเกิดการจลาจลต่อเนื่อง โดยเฉพาะสงครามกับอยุธยาที่สมเด็จพระนเรศวรยกทัพประชิดกรุงพะโค พ.ศ. 2138 คราวนั้นกองทัพเจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองแปร และเจ้าเมืองตองอูนำกำลังมากู้สถานการณ์ช่วยพระเจ้านันทบุเรง แม้ทัพอยุธยาจะถอนกลับไป แต่หลังจากนั้นอาณาจักรตองอูยุคต้นได้แตกสลายออกเป็นหัวเมืองน้อยใหญ่ที่แข่งขันอำนาจกันเองโดยสมบูรณ์ (นายต่อ, 2545 : 162-177; พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์)

ความแตกแยกภายในพม่าขยายวงกว้าง เมื่อเจ้าเมืองแปรก่อกบฏและไล่ตีเอาหัวเมืองตลอดฝั่งแม่น้ำอิรวดีมาไว้ในอำนาจ ชาวรามัญและเชลยศึกในพะโคก็เริ่มก่อจลาจลและอพยพออกจากเมือง เจ้าเมืองตองอูชักชวนกษัตริย์อาระกันยึดอำนาจราชสำนักพะโค ซึ่งสำเร็จใน พ.ศ. 2141 และเมื่อทราบข่าวสมเด็จพระนเรศวรยกทัพมาตีพะโค จึงกวาดต้อนผู้คนพร้อมทั้งแบ่งทรัพย์สมบัติกลับไปยังตองอูและอาระกัน พระเจ้านันทบุเรงได้รับการเชิญเสด็จไปเมืองตองอู แต่ถูกนัดจินหน่อง (Natshinnaung) โอรสเจ้าเมืองตองอูลอบปลงพระชนม์ ฝ่ายกษัตริย์อาระกันได้ทำลายเมืองพะโคจนสิ้นสภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้สมเด็จพระนเรศวรใช้เป็นฐานที่มั่นเพื่อใช้ทำสงครามภายหลังได้

ในช่วงเวลาที่ไร้ศูนย์กลางทางอำนาจนี้ ดินแดนพม่าแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1. ดินแดนตอนกลาง มีแปรในที่ราบลุ่มอิรวดี และตองอูในที่ราบลุ่มแม่น้ำสะโตง เป็นเมืองสำคัญ บริเวณนี้มีกำลังคนและพื้นที่เพาะปลูก แต่ไม่มีเมืองท่าสำหรับค้าขายทางทะเล

2. ดินแดนตอนใต้ มีพะโคและเมืองท่าสิเรียมอยู่ในการกำกับของทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสที่กษัตริย์อาระกันมอบหมายให้มาประจำการ มีที่ตั้งสะดวกต่อการค้าแต่ขาดพื้นที่เพาะปลูก ในขณะที่ ทวาย มะริด และตะนาวศรี อยู่ภายใต้อำนาจกรุงศรีอยุธยา

โดยดินแดนสองส่วนแรกนี้รับผลกระทบจากสงครามและการเกณฑ์แรงงานไปทำสงครามตลอดสมัยตองอูยุคต้นอย่างหนัก

3. ดินแดนตอนบน มีอังวะ และดินแดนเจ้าฟ้าไทใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกและเขตชลประทานขนาดใหญ่ แต่ถูกเกณฑ์ทรัพยากรและไพร่พลน้อยกว่าส่วนอื่น

ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ พระเจ้าญองยานจึงสถาปนาอำนาจโดยให้ความสำคัญกับดินแดนตอนบน เดิมพระองค์ให้การสนับสนุนราชสำนักที่พะโคมาตลอด กระทั่งเกิดกบฏเมืองแปรและเจ้าเมืองตองอูกับกษัตริย์อาระกันยึดอำนาจในพะโค พระองค์จึงตั้งตนเป็นอิสระ เร่งขยายอำนาจและสร้างความแข็งแกร่งจากเมืองญองยานของพระองค์ ในช่วงศึกพระนเรศวรที่ยกทัพติดตามเจ้าเมืองตองอู

นอกจากนี้พระองค์ยังขยายอำนาจเข้ายึดหัวเมืองสำคัญในเขตมิตถิลา-ยะมิตเตน, เขตเจ้าเซ, เขตแม่น้ำชินวิน, เขตแม่น้ำมู และเขตมินบู ต่อมาจึงยกทัพไปยึดกรุงอังวะ พงศาวดารพม่าเปรียบว่าพระองค์เป็น “พระมหาสมมติราช” (Mahasamantha) เป็นกษัตริย์ผู้ดับทุกข์เข็ญท่ามกลางความวุ่นวายไร้ระเบียบของแผ่นดินพม่า

ในการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรตองอู พระเจ้าญองยานทรงเข้ายึดครองเมืองพุกามและหัวเมืองโดยรอบ หัวเมืองสองฝั่งแม่น้ำอิรวดีตอนบน กวาดต้อนทรัพยากรไปยังอังวะ เจ้าเมืองแปรคิดร่วมมือกับเจ้าเมืองตองอูยกทัพขึ้นเหนือมาตีเมืองอังวะ แต่เกิดกบฏเจ้าเมืองยันหน่าย (Yan-naing) ได้เข้าสังหารบรมวงศานุวงศ์ในเมืองแปรขึ้นเสียก่อน ทำให้หัวเมืองที่เคยขึ้นต่อเมืองแปรจึงหันไปสวามิภักดิ์แก่อังวะ ส่วนเจ้าเมืองตองอูพยายามยึดเมืองแปรแต่ก็ล้มเหลว

ระหว่าง พ.ศ. 2141-2142 พระเจ้าญองยานเสริมความเข้มแข็งในพม่าตอนบน มีการก่อสร้างและปรับปรุงเมืองอังวะ สร้างพระราชวังใหม่ ปีถัดมาทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น “พระเจ้าสีหสุระ มหาธรรมราชา” จากนั้นอาณาจักรตองอูยุคฟื้นฟูเริ่มดำเนินการขยายอิทธิพลไปยังหัวเมืองเจ้าฟ้าไทใหญ่ในรัฐฉานไปจนถึงเมืองแสนหวี แรงงานคนจากหัวเมืองในฉานนี้เองกลายเป็นกำลังสำคัญตามกรมกองต่าง ๆ ที่พระองค์ได้จัดระบบระเบียบขึ้นใหม่

อย่างไรก็ตาม แผนยกทัพลงใต้ไปตีเมืองแปรของพระองค์ยังไม่ทันลุล่วงก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

พระเจ้าอโนเพะลูน ผู้สืบทอดบัลลังก์ดำเนินรอยพระราชบิดา ทรงรวมอำนาจดินแดนพม่า ปราบปรามเมืองแปรและเมืองตองอู ครอบครองดินแดนตอนใต้ ยึดทวายคืนจากอยุธยา ทั้งยังยกทัพไปปราบปรามอาณาจักรล้านนาที่หันไปสวามิภักดิ์ราชสำนักอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร

เมื่อพระเจ้าอโนเพะลูนสถาปนาอำนาจในเชียงใหม่แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2158 ก็ได้กวาดต้อนเชลยศึกล้านนามายังพะโคจำนวนมาก

ครั้น พ.ศ. 2165 ราชสำนักที่อังวะยังส่งกองทัพผ่านเชียงแสนไปตีเอาเชียงรุ่งและสิบสองปันนาได้สำเร็จอีกด้วย ถือได้ว่ากษัตริย์ตองอูยุคฟื้นฟูสามารถขยายขอบเขตพระราชอำนาจได้ยิ่งใหญ่ใกล้เคียงกับยุคพระเจ้าสิบทิศ ขาดแต่อยุธยาและล้านช้างเท่านั้น

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรตองอูยุคฟื้นฟูกับกรุงศรีอยุธยานั้น แม้ยังมีความเป็นคู่สงครามกันอยู่ แต่เป็นสงครามขนาดเล็ก เพราะการโยกย้ายเมืองหลวงขึ้นเหนือไปยังอังวะ ทำให้ศูนย์กลางอำนาจของพม่าอยู่ห่างไกลรัฐคู่สงครามอย่างอยุธยา ความต้องการรวมอำนาจของชนชั้นนำพม่าเหนืออยุธยาจึงอ่อนแรงลง ทั้งการขยายขอบเขตพระราชอำนาจของกษัตริย์ตองอูยุคฟื้นฟูตั้งแต่พระเจ้าญองยานถึงพระเจ้าอโนเพะลูน กลายเป็นแม่แบบปริมณฑลอำนาจของกษัตริย์พม่าของราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู หรือราชวงศ์ญองยานองค์ต่อ ๆ มา ที่พยายามรักษาอำนาจในดินแดนเหล่านี้ และไม่ได้รวมเอาอยุธยาและล้านช้างไว้ในเขตพระราชอำนาจดังกล่าว

ด้วยนโยบายนี้เองอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรนี้ดำรงอยู่ได้กว่า 150 ปี ซึ่งยาวนานกว่าอาณาจักรตองอูยุคต้นในสมัยพระเจ้าบุเรงนองที่มักก่อสงครามขนาดใหญ่กับอยุธยาจนทำให้สูญเสียกำลังและทรัพยากรจำนวนมาก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภมรี สุรเกียรติ. (2553). เมียนมาร์ สยามยุทธ์. กรุงเทพฯ : มติชน.

ต่อ, นาย, ผู้แปล. (2545). มหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า. สุจิตต์ วงษ์เทศ,บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : มติชน.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. (2504). ในพระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา (ฉบับหลวงประเสริฐ และฉบับกรมพระปรมาณุชิตฯ) และพงศาวดารเหนือฉบับวิเชียรปรีชา (น้อย) เล่ม 1. กรุงเทพฯ : คุรุสภา.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มิถุนายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...