โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้อเสนอเพื่อ "ปฏิรูปแผ่นดิน" จาก "นักปฏิรูป" ยุคแรกของสยามสมัยใหม่เมื่อ ร.ศ. 103

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 มิ.ย. 2567 เวลา 12.13 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2567 เวลา 00.30 น.
ภาพพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส เป็นผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎไทยให้แก่ นาย เดอ เลสเซป เพื่อเป็นการขอบคุณ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, สิงหาคม 2559)

ข้อเสนอเพื่อ “ปฏิรูปแผ่นดิน” จาก “นักปฏิรูป” ยุคแรกของสยามสมัยใหม่เมื่อ “ร.ศ. 103” โดย คณะนักปฏิรูป ร.ศ. 103

การปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งนั้นก็คือต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ไปสู่สภาพที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุเพราะการเล็งเห็นว่าสภาพบ้านเมืองในปัจจุบันนั้นมีปัญหาบางประการที่ขัดขวางไม่ให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศอื่นๆ นั่นเอง

ในอดีต ประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่บ้านเมืองยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้มีกลุ่มคณะเจ้านายและข้าราชการทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อรัชกาลที่ 5 ขอให้ปรับปรุงการปกครองประเทศให้ทันสมัยมากขึ้น ข้อเสนอดังกล่าวนั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเพราะเป็นก้าวแรกที่มีความพยายามปรับปรุงประเทศให้มีความเป็นสมัยใหม่

หนังสือกราบบังคมทูลดังกล่าวลงวันที่ 9 มกราคม 2428 ตรงกับ ร.ศ. 103 ในตอนต้นของหนังสือได้เริ่มกล่าวถึงความรักชาติบ้านเมืองและอิทธิพลของตะวันตกที่กำลังขยายอำนาจมายังประเทศไทยในขณะนั้น และหากสยามไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองก็อาจเป็นโอกาสให้กับต่างชาติเข้ามารุกรานและยึดครองประเทศในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังได้ชี้ให้เห็นข้อด้อยของการปกครองของสยามในขณะนั้นไว้อย่างชัดเจน และยังได้เรียกร้อง “คอนสติติวชั่น” หรือรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศอีกด้วย

รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คณะนักปฏิรูป ร.ศ. 103 ได้เสนอให้มีการดำเนินแก้ไขปรับปรุงใน 7 ประการ คือ

  • ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชวินิจฉัยราชการแผ่นดินไปทุกเรื่อง เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ แต่มิต้องทรงงานราชการด้วยพระองค์เอง
  • ให้มีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำหน้าที่การบริหารประเทศโดยพระบรมราชานุมัติ, อีกทั้งมีกฎหมายการสืบราชสมบัติที่ชัดเจน
  • ขจัดการติดสินบนข้าราชการ โดยให้เงินเดือนแก่ข้าราชการตามตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบ
  • ให้มีระบบกฎหมายที่ให้ความเสมอภาคและความยุติธรรมแก่ราษฎรทั้งมวล
  • ปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกบรรดากฎหมายและขนบธรรมเนียมที่เป็นข้อกีดขวางการพัฒนาประเทศ หรือที่ไม่เป็นประโยชน์โดยแท้ แม้ว่าจะเป็นกฎหมายหรือขนบธรรมเนียมมาแต่โบราณกาลก็ตาม
  • ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะสำหรับราษฎรทั้งปวง
  • ให้มีระบบการแต่งตั้งข้าราชการให้ได้บุคคลที่เหมาะสม อีกทั้งการลงโทษแก่ผู้ที่กระทำผิด

ผลของข้อเสนอดังกล่าวแม้จะไม่ได้รับการตอบสนองโดยทันทีแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นการเลิกทาส มีการพัฒนากำลังคนด้วยการจัดการศึกษาทั่วประเทศ ส่งนักเรียนออกไปเรียนต่างประเทศ การว่าจ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในหน้าที่ต่างๆ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายอย่างใหม่อีกด้วย

คณะบุคคลที่ร่วมกันทำหนังสือกราบบังคมทูลฉบับนี้ล้วนแต่เป็นกลุ่มเจ้านายชั้นสูงและข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้ไปศึกษาและทำงานอยู่ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันตก ทำให้มีโอกาสได้เห็นความเจริญของบ้านเมืองและเล็งเห็นว่าสยามควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศในขณะนั้น

เจ้านายพระองค์แรกที่ปรากฏพระนามในหนังสือกราบบังคมทูลก็คือ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากฤดาภินิหาร กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอัครราชทูตสยามประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ และอัครราชทูตสยามประจำกรุงวอชิงตัน ถัดลงไปคือ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ตำแหน่งที่ปรึกษาสถานทูตสยาม ณ กรุงลอนดอนและกรุงวอชิงตัน พระเจ้าน้องยาเธออีกพระองค์หนึ่งคือ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาวิชากฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เจ้านายพระองค์สุดท้ายซึ่งทรงเป็นผู้เรียบเรียงก่อนที่จะให้เจ้านายอีก 3 พระองค์ทรงตรวจแก้ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสและราชสำนักอื่นๆ ในทวีปยุโรป

ส่วนข้าราชการสถานทูตที่ร่วมลงชื่อในหนังสือกราบบังคมทูลนั้น ประกอบด้วย พระยาดำรงราชพลขันธ์ (นกแก้ว คชเสนี) อุปทูตสถานอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน หลวงเดชนายเวร (สุ่น สาตราภัย) ผู้ช่วยสถานทูตอยู่ที่สถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีสในขณะนั้น นายเสน่ห์ หุ้มแพร (บุศย์ เพ็ญกุล) เลขานุการของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตพิเศษและได้รับมอบหมายภารกิจหลายด้าน ขุนปฏิภาณพิจิตร (หรุ่น) ซึ่งเดินทางมากรุงลอนดอนในช่วงปี พ.ศ. 2425 พร้อมกับหลวงเดชนายเวร และนายร้อยเอกเปลี่ยน หัสดิเสวี ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานอัครราชทูตสยาม ณ กรุงลอนดอนซึ่งก็ร่วมลงชื่อในหนังสือกราบบังคมทูลนี้เช่นกันสำหรับ หลวงวิเศษสาลี (นาค ณ ป้อมเพชร) ตามเสด็จกรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ เมื่อครั้งเสด็จมารับตำแหน่งอัครราชทูตที่ลอนดอนในปี พ.ศ. 2426

และข้าราชการคนสุดท้ายคือ สับเลฟ ติแนนต์ สอาด สิงหเสนี ผู้เดินทางมาอังกฤษพร้อมกับกรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ ในปี2426 ผู้รับราชการอยู่ในประเทศอังกฤษมาตลอด จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตสยามประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ ระหว่างปี พ.ศ. 2442-45 ในบรรดาศักดิ์ พระยาประสิทธิศัลยการ

คณะบุคคลกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นคณะบุคคลกลุ่มแรกที่มีแนวคิดก้าวหน้าในสมัยนั้นและมีความต้องการที่จะเห็นสยามประเทศมีความเจริญทัดเทียมอารยประเทศ มองเห็นข้อบกพร่องในประเทศและพยายามเสนอแนวทางแก้ไข จนกระทั่งนำมาสู่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กันยายน 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้อเสนอเพื่อ “ปฏิรูปแผ่นดิน” จาก “นักปฏิรูป” ยุคแรกของสยามสมัยใหม่เมื่อ ร.ศ. 103

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...