โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"เสียวหมี่" นกฟีนิกซ์แห่งเมืองจีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2563 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2563 เวลา 03.56 น.

คอลัมน์ นอกรอบ โดย รณดล นุ่มนนท์

สวัสดีครับ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน หากใครคิดจะซื้อสมาร์ทโฟนคงต้องนึกถึงยี่ห้อดัง ๆ ราคาแพงเท่าไหร่ก็ยอมซื้อ และถ้าบริษัทใหม่คิดจะเข้ามาเป็นคู่แข่งก็ต้องใช้ชื่อเป็นภาษาฝรั่ง ให้ดูดีมีสกุล

อย่างไรก็ตาม มียี่ห้อหนึ่งที่เข้ามาภายใต้ชื่อXiaomi แบบไม่สนใจใคร บอกให้รู้จะจะกันไปเลยว่าเป็นสมาร์ทโฟนผลิตในประเทศจีน เมื่อได้ยินชื่อหลายคนเกาหัวว่า อ่านอย่างไรกันแน่ เสี่ยว มี่ เสียว หมี่ หรือ เสียว มี่ ในที่สุดก็ถูกเฉลยว่า “เสียวหมี่”

และเมื่อเริ่มออกสู่ตลาด ชื่อก็ดูเชย ๆ ไม่น่าจะเข้ามาแข่งขันในวงการได้ แต่ผิดคาด สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Xiaomi ในปี 2011 รุ่น M1 ขายหมดเกลี้ยง 100,000 เครื่อง ภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง และตลอดทั้งปีก็ขายได้สูงถึง 7 ล้านเครื่อง

ปัจจุบัน Xiaomi ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 4 ในตลาดสมาร์ทโฟนของโลก ที่สำคัญ Xiaomi ไม่ผลิตแค่สมาร์ทโฟน แต่มีสินค้าสารพัดสิ่ง มีทั้งเครื่องดูดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ พัดลม ไปจนถึงกาต้มน้ำ (ทั้งนี้ ไม่นับรวมอุปกรณ์ IOT) เราจึงควรมาทำความรู้จักบริษัท Xiaomi ว่า บริษัทได้มาถึงกลยุทธ์ “สากกะเบือยันเรือรบ” จนได้รับสมญาว่า Chinese Phoenix หรือนกฟีนิกซ์แห่งเมืองจีน ได้อย่างไร

Xiaomi ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยกลุ่มหนุ่มไฟแรงอายุระหว่าง 30-40 ปี รวม 8 คน แต่ละคนมีประสบการณ์การทำงานในบริษัท IT ชั้นนำของโลกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Microsoft ซีอีโอของกลุ่มคือ เหลย จุน (Lei Jun) เล่าความหมายของชื่อบริษัทว่า Xiao ในภาษีจีนแปลว่า ข้าวฟ่างเม็ดเล็ก ๆ ตามแนวคิดพุทธศาสนา หมายถึง “น้อยแต่มาก”

เพราะเมล็ดข้าวสามารถยิ่งใหญ่ เท่าภูเขา Xiaomi จึงพยายามทำงานจากสิ่งเล็ก ๆ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่ mi ซึ่งเป็นโลโก้ของบริษัทนั้น ย่อมาจากคำว่า mobile

internet หรืออีกนัยหนึ่งคือ mission impossible หมายถึง ภารกิจที่บริษัทต้องเผชิญต่อการท้าทาย เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง

Xiaomi รุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างรวดเร็วแบบคู่แข่งตั้งรับไม่ทัน มีการเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ทุกปี เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า ราคาประหยัด ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 18.3 ล้านเครื่องในปี 2013 ขณะเดียวกันก็เปิดขายในตลาดต่างประเทศ เริ่มต้นที่ประเทศสิงคโปร์ในปี 2014 ต่อมาลงหลักปักฐานที่ประเทศอินเดีย ก่อนข้ามทวีปบุกไปถึงตลาดประเทศบราซิลในปี 2016

ทุกอย่างไปได้สวย แต่การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่ดุเดือด โดยเฉพาะในประเทศจีนทำให้ยอดขาย ในปี 2016 ตกลงอย่างฮวบฮาบ เพียงตลาดในประเทศจีนก็ตกลงจากอันดับ 1 มาเป็นอันดับ 5 นกฟีนิกซ์แห่งเมืองจีนที่เคยบินสูงกว่าใครเริ่มอ่อนแรงลง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ภายในระยะเวลาไม่นาน บริษัทคงจะไปไม่รอด เช่นเดียวกับบริษัทสมาร์ทโฟนอื่น ๆ ที่ปิดกิจการไปก่อนหน้านั้น

เหลย จุน ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุหนึ่งของการตกต่ำเกิดจากการที่บริษัทโตเร็วเกินไป ทำให้บริษัทประสบปัญหาเรื่องห่วงโซ่การผลิต เพราะไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนให้ทันต่อความต้องการ ในขณะเดียวกันการขายผ่าน online เพียงอย่างเดียวก็เข้าไม่ถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะลูกค้าคนจีน และคนอินเดีย ในเขตชนบทที่ยังต้องพึ่งพาการขายจากร้าน (offline) ขณะเดียวกันธุรกิจสมาร์ทโฟนเริ่มอิ่มตัว หากจะพึ่งพาการขายสมาร์ทโฟนที่ได้รับส่วนต่างกำไรเพียงเล็กน้อย และหวังจะได้รายได้จากธุรกิจ online services เช่น การซื้อเกม online หรือค่าสมาชิกดูภาพยนตร์ผ่านโทรศัพท์รายเดือน คงจะไปไม่รอด

จากสถานการณ์ข้างต้น ผู้บริหาร Xiaomi จึงตัดสินใจฉีกกลยุทธ์ไปสู่ร้านสินค้าโชห่วย (offline retail stores) แทนที่จะพึ่งพาการขายสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้บริษัทยังหันไปจับมือกับบริษัท startup สร้าง ระบบนิเวศ (ecosystem) เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน

หวัง เซี่ยง (Wang Xiang) รองประธานบริษัท อธิบายว่า“บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณจะเข้ามาในร้านเพื่อซื้อสมาร์ทโฟน แต่ถ้าในร้านมีทั้ง bluetooth speaker หม้อหุงข้าว เครื่องกรองอากาศที่ควบคุมด้วยอินเทอร์เน็ต ราคาถูกแต่มีคุณภาพเทียบเท่ายี่ห้ออื่น ลูกค้าก็จะแวะเข้ามาในร้านเพื่อดูว่าวันนี้เรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อะไรอีกหรือไม่”

หวัง เซี่ยง ยกตัวอย่างที่มาของเครื่องกรองอากาศและนาฬิกา smartwatch ว่า ลูกค้าพบกับปัญหาที่ต้องการซื้อเครื่องกรองอากาศในราคาที่ย่อมเยากว่า 500 ดอลลาร์ ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด บริษัทจึงได้เสาะหาบริษัท startup ที่จะตอบโจทย์นี้ พร้อมให้เงินทุนและส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยพัฒนาผลิตเครื่องกรองอากาศ รวมทั้งดูแลให้เข้าถึงบริษัทประกอบชิ้นส่วน จนสามารถผลิตเครื่องกรองอากาศ สามารถเชื่อมโยงกับสมาร์ทโฟน เพื่อวัดระดับฝุ่นละอองภายในบ้านและมีสัญญาณเตือนกรณีไส้กรองอากาศหมดอายุ ด้วยสนนราคาไม่ถึง 130 ดอลลาร์

สำหรับในกรณีของ smartwatch ก็ได้พัฒนาให้สามารถใช้ได้นานถึง 60 วัน ก่อนต้อง charge แบตเตอรี่ใหม่ ไม่ต้องให้ผู้ใช้หงุดหงิดกับการ charge เครื่องทุกวัน นอกจากนั้นบริษัทยังใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์แบบปากต่อปาก ทำให้มีแฟนคลับคอยรอซื้อสินค้าใหม่จำหน่ายแบบ flash sale จนเป็น ปรากฏการณ์สินค้าหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่นาที

เช่น ร่มอัจฉริยะที่เพียงใช้แค่มือเดียวก็สามารถกดปุ่มให้ร่มหุบ หรือกางออก กันน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังใช้งานเพียงแค่เขย่าก็พับเก็บได้ทันที หวัง เซี่ยง ทราบดีว่า มีคนวิจารณ์ว่า“บริษัททำตัวเหมือนเป็ด ไม่โฟกัสอะไรเป็นพิเศษ ทำตัวราวเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้า จนเหมือนกับลืมไปแล้วว่า บริษัทผลิตสมาร์ทโฟน ทำไมจึงต้องผลิตหม้อหุงข้าว ปากกา และกระเป๋าเดินทาง”

หวัง เซี่ยง ได้แต่ยิ้มและกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า“ตราบใดที่กลยุทธ์นี้ยังไปได้สวย การขายผลิตภัณฑ์แบบสากกะเบือยันเรือรบคือโฟกัสของเรา” อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เปิดรับฟังความคิดเห็น ทำให้บริษัทสามารถปรับปรุงระบบปฏิบัติการ MIUI บนมือถือทุกวันศุกร์ มีอยู่สัปดาห์หนึ่งเมื่อได้รับฟังความเห็นจากลูกค้าที่ต้องการใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมโยงค้นหากุญแจบ้าน บริษัทก็สามารถตอบสนองจัดทำ application ขึ้นได้ทันทีภายในสัปดาห์ต่อมา

ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 18,000 คนทั่วโลก มีผลิตภัณฑ์ที่จดสิทธิบัตรกว่า 10,000 ชิ้น มีบริษัท startup พันธมิตรกว่า 1,000 แห่ง ในปี 2019 บริษัทมียอดขายกว่า 205 พันล้านหยวน ร้อยละ 40 เป็นการขายสินค้าที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน ในขณะที่ยอดขายสมาร์ทโฟนกระโจนสูงกว่า 125 ล้านเครื่อง นับเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และมาเป็นที่ 1 ในประเทศอินเดีย นับจากปี 2018 ถือเป็นบริษัทหน้าใหม่ที่ติด Fortune Global 500 หลังการก่อตั้งไม่ถึง 10 ปี

เหลย จุน ซีอีโอของบริษัท ผู้ถูกขนานนามว่าสตีฟ จ็อบส์ แห่งเอเชีย ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “บริษัทสามารถลบล้างคำสบประมาท แสดงถึงการปรับตัวอย่างเท่าทันเพื่อความอยู่รอด บริษัทอยู่ในธุรกิจที่อยู่นิ่งไม่ได้ มีการแข่งขันสูง หากจะนอนหลับสักงีบ ก็ยังต้องเปิดตาข้างหนึ่งไว้ตลอดเวลา ที่สำคัญ หากตัดสินใจลาพักผ่อน 2-3 สัปดาห์ เมื่อกลับมาก็จะพบว่าคู่แข่งแย่งธุรกิจไปแล้ว”

(Competition is very fierce. You can”t relax, you can”t sleep and if you do, you keep one eye open. You feel like if you go on vacation for a few weeks, when you come back you will have lost the business.) ไม่ทราบว่าพวกเรามีข้อคิดอะไรในเรื่องความเป็นมาของบริษัท Xiaomi บ้างครับ

แหล่งที่มา : 1/ IOT, ต., 2020. ตำนานชีวิต Xiaomi จากนักโมรอมสู่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน กับแผนการสร้างอาณาจักร Iot Blog none. [online] Blognone.com. Available at: [Accessed 28 June 2020]. 2/ Kline, D., 2020. Behind The Fall And Rise Of China”s Xiaomi. [online] Wired. Available at: [Accessed 28 June 2020]. 3/ Brand Buffet. 2020. Xiaomi วันนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน เปิดเส้นทางผู้ผลิตมือถือสู่บริษัทด้าน IOT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และขายสารพัดสารพันสิ่ง Brand Buffet. [online] Available at:[Accessed 28 June 2020].

หมายเหตุ – ขอบคุณน้องวรฤทธิ์ สัตตบุษย์สุทธิ ฝ่ายตรวจสอบ 1 ที่แนะนำให้เขียนบทความนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...