โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โปรตีนแห่งอนาคต วัตถุดิบใหม่ในการผลิตอาหารยุคปัจจุบัน

สยามรัฐ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2563 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 03.05 น. • สยามรัฐออนไลน์

วันที่ 24 มิย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิโคลัส แบรี่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริกเกท แลบ จำกัด (Cricket Lab Co.,Ltd.) เปิดเผยว่า บริษัท คริกเกท แลบ จำกัด (Cricket Lab Co.,Ltd.) เป็นฟาร์มจิ้งหรีดระบบปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นโรงงานผู้ผลิตผงโปรตีนจากจิ้งหรีด โดยผลิตตามมาตรฐานยุโรป โดยฟาร์มและโรงงานของเราตั้งอยู่ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ จิ้งหรีดจะถูกเลี้ยงในฟาร์มพาณิชย์ระบบปิด โดยวางกล่องเลี้ยงในกล่องแนวตั้งสูงถึง 6 เมตร และ ควบคุมอุณหภูมิ, ความชื้นในการเลี้ยง ความสะอาด อาหารอินทรีย์ และน้ำที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นแบบ UV Filter ซึ่งเป็นมาตราฐานเดียวกันกับน้ำที่คนบริโภค โดยฟาร์มปฏิบัติให้สอดคล้องตามมาตราฐาน Good Agriculture Practice หรือ (GAP)

Cricket Lab มีการเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สะดิ้ง (Acheta Domesticus) เพื่อผลิตโปรตีนผง & จิ้งหรีดอบแห้งและ พันธุ์เวียดนาม (Gryllus Assimilis) เพื่อผลิตจิ้งหรีดแช่แข็งสำหรับนำไปประกอบอาหารแบบเป็นตัว โดยทั้งสองแบบสามารถนำไปประกอบอาหารหรือเป็นส่วนผสมของอาหารได้ทั้งสำหรับคนและสำหรับสัตว์

ในการเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ อายุ 30-35 วันเพื่อแปรรูปและบางส่วนเลี้ยงต่อให้ครบ 45 วันเพื่อทำเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อขยายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตในรุ่นต่อ ๆ ไป และด้วยนวัตกรรมการเลี้ยงของฟาร์มจะให้ผลผลิตเป็นตัวจิ้งหรีดถึง 10,000 ตัว หรือ10 ตัน/เดือน และยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 400%/ตารางเมตร

ตัวจิ้งหรีดที่มีการเก็บเกี่ยว 10 ตัน/เดือน สามารถนำไปแปรรูปเป็นผงได้ถึง 2.5 ตัน/เดือน หรือ 30 ตัน/ปี และคาดว่าจะขยายการผลิตได้มากขึ้นอีกในอนาคต เพื่อรองรับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

เหตุผลที่เลือกเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสองสายพันธุ์ เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการส่งออกแมลงไปทวีปยุโรปต้องใช้สายพันธุ์สะดิ้ง (Acheta Domesticus) เท่านั้น ส่วนสายพันธุ์เวียดนาม (Gryllus Assimilis) จุดเด่น คือให้โปรตีนที่สูงกว่าสายพันธุ์สะดิ้ง เลี้ยงง่าย เป็นโรคน้อย เพื่อส่งออกหรือขายในภายประเทศได้

จิ้งหรีดที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มจะทำการเก็บเกี่ยวเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผงโปรตีนจิ้งหรีดภายใต้มาตราฐานความสะอาดและปลอดภัยด้านอาหาร ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น FDA, GMP, HACCP, HALAL, และ IFS

นอกจากนี้ Cricket Lab ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้มีการร่วมทุนกับ บริษัท เซ้นฟูดส์ (SENS Foods Ltd.) ประเทศเยอรมัน เพื่อส่งออกผงโปรตีนจิ้งหรีดไปยังลูกค้าในทวีปยุโรป ที่มีความต้องการโปรตีนทางเลือกเพื่อมาทดแทนเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกับ ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ Food and Agriculture Organization of United Nation (FAO) ยกให้จิ้งหรีดเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีประสิทธิภาพสูงและยั่งยืน (sustainable) เพราะเป็นโปรตีนคุณภาพเดียว กับ หมู เนื้อ ไก่ ปลา แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรตีนกว่า 70% และสารอาหารรองอื่นๆที่ร่างกายต้องการแต่ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ เช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น 9 ชนิด, กรดไขมัน โอเมก้า 3 & 6, วิตามิน B12, ธาตุเหล็ก, และดีต่อระบบการย่อยอาหาร นอกจากนี้การเลี้ยงจิ้งหรีดไม่ต้องใช้สารปฎิชีวนะ (Antibiotic) และสารเร่งการเติบโต (Growth Hormone) เหมือนการเลี้ยงเพื่อบริโภคของสัตว์อื่นๆ จุดเด่นของจิ้งหรีดมีช่วงอายุการเก็บเกี่ยวที่สั้นกว่า, ใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงน้อย เช่น ใช้อาหารน้อยกว่า 12 เท่า, ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อยกว่า 15 เท่า, ใช้น้ำในการเลี้ยงน้อยกว่า 2000 เท่า, ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน 100 เท่า

โดยสินค้าหลักของ Cricket Lab จะมีทั้งหมด 3 ประเภทหลัก ๆ คือ จิ้งหรีดอบแห้ง, จิ้งหรีดบดผง, และ จิ้งหรีดแช่แข็ง จิ้งหรีดของ Cricket Lab เป็นผลิตภัณฑ์ปราศจากโปรตีนกลูเตน (Gluten Free Product) และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (Non GMO Product) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly) โดยลูกค้าสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น เบอเกอรี่, ขนมอบ, เครื่องดื่ม, ขนม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, เส้นก๋วยเตี๋ยว, พาสต้า, ผงปรุงรส,น้ำพริก & น้ำสลัด หรือ กลุ่มอาหารทดแทนจากเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรอก ลูกชิ้น, ไส้เบอร์เกอร์ และยังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ต้องการโปรตีนในปริมาณสูง

ขณะนี้ Cricket Lab ได้มีการทำตลาด ( Co-branding) ร่วมกับโรงงาน ผลิต ไส้กรอก, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, Burger patties หรือไส้แฮมเบอร์เกอร์ และคาดว่าจะสามารถต่อยอดเป็นวัตถุดิบให้กับอาหารประเภทอื่น ๆ ได้ต่อไปในอนาคต

ปัจจุบันการบริโภคแมลงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อีกต่อไป เพราะในต่างประเทศผู้บริโภคหันมารับประทานผลิตภัณฑ์จากแมลง ข้อมูลจาก Food Navigator พบว่ามีผู้บริโภคแมลงทั้งในทวีปอเมริกา, ยุโรปหรือแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน หรือแบรนด์ดังอย่าง Muji ของประเทศญี่ปุ่นเพิ่งทำการตลาดสินค้าจากแมลงเมื่อไม่นานมานี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งประชากรบางกลุ่มในประเทศไทยที่บริโภคแมลงอยู่แล้ว เช่น รถด่วน หนอนไหม จิ้งหรีด ตั๊กแตน นอกเหนือจากการบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ

ผลิตภัณฑ์ของ Cricket Lab ที่จะได้เห็นในตลาดประเทศไทยเร็วๆนี้ คือ จิ้งหรีดพันธุ์เวียดนามแช่แข็ง ที่พร้อมจะวางขายกับสยามแมคโครในอีก 1-2 เดือน ข้างหน้า และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆจากผงจิ้งหรีดภายใต้การตลาดร่วมกัน (Co-branding) มีแผนจะเริ่มวางขายตาม Modern trade ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

นอกจากนี้ทาง Cricket Lab ยังได้มีความร่วมมือกับภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำหรับโครงการ Smart Farming ในการนำมูลจิ้งหรีดไปทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ organic fertilizer สำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ คือ การปลูกผักโดยไม่ใช้ดินหรือเป็นการปลูกผักในน้ำที่มีธาตุอาหารละลายอยู่ เพราะในปัจจุบันปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ทั่วๆไปยังตรวจพบสารเคมีตกค้างอยู่ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวลในการรับประทาน ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทฯและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทดลองนำปุ๋ยมูลจิ้งหรีดจากฟาร์มมาทำเป็นปุ๋ยน้ำสำหรับปลูกผักดังกล่าว เพราะอาหารจิ้งหรีดในฟาร์มเป็นอาหารออร์แกนิค และมีผลแลบรองรับค่า NPK ที่ค่อนข้างสูงซึ่งเหมาะกับการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน Cricket Lab and Sens Foods ได้ลงทุนถึง 3 ล้านยูโร เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ในการเลี้ยงจิ้งหรีดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้โปรตีนคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำกว่าการผลิตโปรตีนจากสัตว์ประเภทอื่น

เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมการบริโภคแมลงในรูปแบบใหม่ และการใช้โปรตีนจิ้งหรีดยังสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่ง ทำให้ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ และยังช่วยพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนารูปแบบของการบริโภคโปรตีนแห่งอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...