โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระราชวิจารณ์บ้านเมืองไทยของร.7 หลังทรงสละราชสมบัติ ชมปรีดี พนมยงค์ แม้ "เป็นคนอันตราย"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 มี.ค. 2566 เวลา 15.41 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2566 เวลา 00.07 น.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มีพระราชหัตถเลขาตอบนายเจมส์ แบ็กซเตอร์ (James Baxter) ที่ปรึกษาการคลัง เนื้อหาใจความนั้นปรากฏพระราชวิจารณ์สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองหลังทรงสละราชสมบัติ โดยพระราชหัตถเลขานี้มีสำเนามาจากธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (Bank of England) ตัวสำเนาอยู่ที่กองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปรากฏบทความชื่อ“พระราชวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองไทยของรัชกาลที่ ๗ หลังทรงสละราชสมบัติ” โดย พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ กองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (ยศและตำแหน่ง ณ เวลานั้น) เนื้อหาส่วนหนึ่งในบทความปรากฏการสรุปสาระประเด็นสำคัญของพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงตอบนายแบ็กซเตอร์ โดยทรงวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองของไทยในสมัยนั้นหลายเรื่อง

ภูมิหลังของพระราชหัตถเลขา

พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ ให้ข้อมูลย้อนไปว่า ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อพ.ศ. 2475 รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ไปต่างประเทศในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 ต่อมาในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ทรงสละราชสมบัติ ขณะประทับ ณ พระตำหนักโนล (Knowle) บ้านเช่าในเมืองแครนลีห์ (Cranleigh) เขตซะรีย์ (Surrey) นอกกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

หลังทรงสละราชสมบัติ ทรงซื้อพระตำหนักที่ตำบลเวอร์จิเนีย วอเตอร์ (Virginia Water) ในเขตเดิม พระตำหนักดังกล่าวมีชื่อว่า เกลน แพมแมนต์ (Glen Pammant) ต่อมาเสด็จสวรรคตด้วยพระอาการพระหทัยวายเฉียบพลัน ณ พระตำหนักองค์นี้ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2482[2]

ขณะที่รัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ที่พระตำหนักเกลน แพมแมนต์ ทรงได้รับจดหมายจากเจมส์ แบ็กซเตอร์ ฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2478 กราบบังคมทูลว่าเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าฝิ่นและเงินสินบนนำจับ ซึ่งเป็นเหตุให้ตนลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาการคลังของไทย[3]

นาย เจมส์ แบ็กซเตอร์ (James Baxter) ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการที่สำคัญตำแหน่งหนึ่งก็คือ ที่ปรึกษาการคลัง เป็นชาวอังกฤษคนสุดท้ายที่รับตำแหน่งนี้ หลังจากนั้นตำแหน่งดังกล่าวถูกลดความสำคัญลง เหลือเพียงที่ปรึกษาการคลังประจำกระทรวงการคลัง

แบ็กซเตอร์เริ่มทำงานในตำแหน่งนี้ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2475 และลาออกหลังจากรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติได้ไม่นาน หลังจากลาออกจากราชการ แบ็กซเตอร์มีจดหมายกราบบังคับทูลเหตุผลการลาออกของตนให้รัชกาลที่ 7 ทรงทราบ พระองค์มีพระราชหัตถเลขาตอบแบ็กซเตอร์ (ภาษาอังกฤษ) ความยาวประมาณ 8 หน้ากระดาษ พระราชหัตถเลขาฉบับนี้คือหลักฐานที่มาของพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 7 เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองไทยที่ปรากฏในบทความฉบับนี้

รัชกาลที่ 7 มีพระราชหัตถเลขาตอบแบ็กซเตอร์โดยทรงระบุเวลาทรงเขียนไว้ว่า เริ่มในเดือนสิงหาคม-19 กันยายน พ.ศ. 2478

พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ ย้ำให้ผู้อ่านพึงเข้าใจว่า “รัชกาลที่ 7 ทรงเขียนพระราชหัตถเลขานี้เป็นการส่วนพระองค์ และมีขึ้นไม่นานหลังเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง และการสละราชสมบัติของพระองค์ ดังนั้นพระราชวิจารณ์ในบางเรื่องจึงดูรุนแรง อนึ่งเนื่องจากรัชกาลที่ 7 ทรงเรียกชื่อบุคคลในพระราชหัตถเลขา ตามบรรดาศักดิ์และราชทินนาม เช่น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) ผู้เขียนจึงคงเดิมไว้หรือใช้ให้ใกล้เคียง

พระราชหัตถเลขาที่นำมาศึกษานี้ถ่ายสำเนามาจากธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (Bank of England) หมายเลขเอกสารคือ OV 25/4, f. 65b, Prajadhipok to Baxter, August-19 September 1935 มีสำเนาอยู่ที่กองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”

พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ อธิบายว่า แบ็กซเตอร์เขียนจดหมายดังกล่าวระหว่างแวะพักที่เกาะปีนังหลังจากเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 เพื่อเดินทางต่อไปอังกฤษ[4] ต่อมา หลังจากแบ็กซเตอร์ได้รับพระราชหัตถเลขาตอบ ได้ส่งสำเนาพระราชหัตถเลขาไปให้ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (Bank of England) การรายงานเหตุการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยไปให้หน่วยราชการอังกฤษที่เกี่ยวข้องทราบเป็นเรื่องปกติที่ที่ปรึกษาการคลังชาวอังกฤษในไทยปฏิบัติอยู่แล้วระหว่างดำรงตำแหน่ง[5]

พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ เขียนอธิบายไว้ในบทความว่า จากการประมวลข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์ฉบับอื่นของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ สรุปเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับฝิ่นได้ว่า เริ่มขึ้นในราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยแบ็กซเตอร์อ้างว่า อธิบดีกรมสรรพสามิต และเป็นรัฐมนตรี (ลอย) ในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)[6] เข้าไปพัวพันกับการหาประโยชน์อันมิชอบด้วยการลักลอบนำเข้าฝิ่นจากรัฐฉาน (ส่วนหนึ่งของพม่า ในเวลานั้นพม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) มีการลักลอบนำเข้าฝิ่นจำนวน 250,000 ตำลึง (น้ำหนักกว่า 9 ตัน) โดยรัฐมนตรีและข้าราชการบางคนได้ประโยชน์จากรางวัลนำจับในอัตรา 2 บาท 50 สตางค์-3 บาทต่อตำลึง ในขณะที่ราคาซื้อฝิ่นเพียง 1 บาท ทำให้ได้กำไรกว่า 3 แสนบาท[7]

เนื่องจากแบ็กซเตอร์เห็นว่า รางวัลนำจับที่จะต้องจ่ายสูงมาก จะทำให้งบประมาณที่จะต้องจ่ายเพิ่มเป็น 2 เท่าจากที่ตั้งไว้เดิม ดังนั้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2478 แบ็กซเตอร์จึงมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ชะลอการจ่ายเงินไว้ก่อนจนกว่าการสอบสวนของตำรวจจะเสร็จสิ้น แต่เมื่อแบ็กซเตอร์ทราบว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งจ่ายเงินรางวัลไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จึงยื่นหนังสือลาออก[8] และในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2478 ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีอนุมัติการลาออก หลังจากนั้นแบ็กซเตอร์รายงานธนาคารแห่งประเทศอังกฤษว่า ลาออกเพราะเรื่องสกปรกในรัฐบาล ซึ่งมีโจรอยู่มากมายที่เข้าปล้นท้องพระคลังอย่างโจ่งแจ้ง [9]

แม้แบ็กซเตอร์อ้างว่า กรณีฝิ่นเป็นสาเหตุให้ตนลาออก แต่แท้ที่จริงแล้ว แบ็กซเตอร์ตั้งใจอยู่ก่อนแล้วว่าจะไม่ต่อสัญญากับรัฐบาลไทย ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2478 ความคิดนี้มีขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2477 เป็นอย่างช้า และในกลางเดือนมีนาคม พ.ศ. 2477 แบ็กซเตอร์ก็ได้แจ้งรัฐบาลไทยให้ทราบแล้วด้วย [10]

สาเหตุที่แบ็กซเตอร์ไม่ต้องการต่อสัญญา ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งทางความคิดระหว่างรัฐบาลในระบอบใหม่กับแบ็กซเตอร์ เช่น นโยบายของรัฐบาลที่จะเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองทัพ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ขัดกับแนวคิดอนุรักษนิยมของแบ็กซเตอร์ นอกจากนั้นแบ็กซเตอร์ยังไม่เห็นด้วยกับแนวคิดจัดตั้งธนาคารกลางของรัฐบาล [11] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เขียนไว้ในภายหลังว่า นายแบกซเตอร์…ได้ทำบันทึกแสดงความเห็นคัดค้านการตั้งธนาคารชาติไทย โดยเชิงขู่ว่า ถ้าสยามตั้งธนาคารชาติขึ้นแล้ว ธนาคารอังกฤษจะไม่ร่วมมือด้วย ปรีดีได้ต่อสู้กับนายแบกซเตอร์จนกระทั่งเขาต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องยืดยาว [12]

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า กรณีฝิ่นเป็นเพียงปัจจัยเร่งให้แบ็กซเตอร์ตัดสินใจลาออกก่อนหมดสัญญา ไม่ใช่ต้นเหตุ และรัฐบาลไทยก็ไม่ได้ยับยั้งการลาออก

อนึ่ง กรณีอื้อฉาวเรื่องฝิ่นเกิดในช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ในอังกฤษ และกำลังจะทรงสละราชสมบัติ เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตอบจดหมายแบ็กซเตอร์นั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หลวงประดิษฐ์ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปราชการต่างประเทศ [13] ในพระราชหัตถเลขา จึงกล่าวถึงทั้งสองเรื่องไว้ด้วย

หลวงประดิษฐ์ฯ ออกเดินทางทางรถไฟจากสถานีหัวลำโพงในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2478 ไปลงเรือที่สิงคโปร์ [14] และเดินทางถึงอิตาลีวันที่ 13 สิงหาคม ก่อนเดินทางไปประเทศอื่นๆ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เพื่อเจรจากับธนาคารอังกฤษเพื่อขอลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลกู้ไว้ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-68) และทาบทามรัฐบาลประเทศในยุโรปเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาค [15] หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2478 [16]

พระราชวิจารณ์สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง

ในพระราชหัตถเลขาตอบแบ็กซเตอร์ข้างต้น รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริและทรงวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองของไทยไว้หลายเรื่อง พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ สรุปเฉพาะประเด็นสำคัญๆ เป็นข้อๆ ดังนี้

1. กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับฝิ่น รัชกาลที่ 7 ไม่ทรงแปลกพระทัยกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับฝิ่นนี้ พระองค์ทรงทราบข่าวมาก่อนแล้วว่า รัฐบาลไทยซื้อฝิ่นจำนวนมหาศาลจากเชียงตุง (Kengtung) และทรงได้ยินจากคนที่ติดต่อกับเจ้าเชียงตุงว่า เจ้าเชียงตุงทรงซื้อขายฝิ่นกับอธิบดีกรมสรรพสามิต โดยเจ้าเชียงตุงทรงได้รับเงิน 80 สตางค์ต่อ 1 ตำลึง ในขณะที่ราคาที่ตกลงไว้คือ 1 บาท แต่ฉันไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่ได้ยินว่ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น

ทั้งนี้เป็นเพราะเคยทรงสงสัยอยู่ก่อนแล้วว่า ทำไมรัฐบาลจึงแต่งตั้งคนๆ เดียวให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตและกรมฝิ่นพร้อมกัน [17] เขาทำให้อะไรสลักสำคัญให้พรรครัฐบาล (Government Party) จึงสมควรได้รับรางวัลชิ้นโตเช่นนั้น พระองค์ทรงตั้งสมมุติฐานว่า สาเหตุที่รัฐบาลทำเช่นนั้นอาจเป็นเพราะบุคคลดังกล่าวรู้งานดีกว่าคนอื่น หรือเพราะตกลงว่าจะแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ (swag) ให้ พระองค์ทรงเชื่อว่า น่าจะเป็นประการหลัง และทรงกล่าวว่า เซอร์เอ็ดเวิร์ด คุก (Sir Edward Cook) อดีตที่ปรึกษาการคลังของไทย [18] ซึ่งพระองค์ทรงพบที่เมืองปอร์ต ซาอิด (Port Said) ก็เห็นด้วยกับพระองค์ว่า การแต่งตั้งให้คนๆ คนเดียวทำงาน 2 ตำแหน่งเป็นเรื่องของการชมชอบกันมากจริงๆ

2. หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์กับการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ก่อนที่รัชกาลที่ 7 จะทรงสละราชสมบัติ ได้มีพระราชปรารภเกี่ยวกับการครองราชย์ของพระองค์ คณะรัฐมนตรีมีมติในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 แต่งตั้งให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎร นาวาตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) รัฐมนตรี (ลอย) โดยมีดิเรก ชัยนาม เป็นเลขานุการไปเข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 7 ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งหมดเดินทางไปถึงกรุงลอนดอนในวันที่ 7 พฤศจิกายน และได้เข้าเฝ้าฯ ในวันที่ 12 เดือนเดียวกัน [19] และได้มีการเจรจากันต่างๆ แต่ในที่สุดรัชกาลที่ 7 ก็ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2477

ในพระราชหัตถเลขาตอบแบ็กซเตอร์ฉบับนี้ รัชกาลที่ 7 ทรงกล่าวในทำนองที่ว่า พระองค์อาจจะไม่ทรงสละราชสมบัติก็ได้ หากหลวงธำรงฯ ผู้ที่รัฐบาลส่งไปเข้าเฝ้าฯ จะมีอำนาจตกลงกับพระองค์อย่างแท้จริง

พระองค์ทรงเห็นด้วยกับแบ็กซเตอร์ว่า หลวงธำรงฯ ดูฉลาดกว่าคนอื่นๆ และประทับพระราชหฤทัยเมื่อหลวงธำรงฯ เข้าเฝ้าฯ เพราะทรงเห็นว่า เป็นคนพูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่เล่นสำบัดสำนวนน่ารำคาญเหมือนนักกฎหมายไทย ทรงเล่าให้แบ็กซเตอร์ทราบด้วยว่า ถ้าหลวงธำรงฯ มีอำนาจอย่างแท้จริงที่จะตกลงกับพระองค์ พระองค์ อาจจะบรรลุความเข้าใจกับเขา ซึ่งน่าจะหมายถึง จะไม่ทรงสละราชสมบัติ แต่ก็ทรงเห็นว่า หลวงธำรงฯ ไม่มีอำนาจจริงๆ อะไรเลย และหลวงธำรงฯ ยังต้องพยุงตัวให้รอด (tight-rope-walking act) เพราะไม่อาจเอาอาชีพของตนมาเสี่ยงเพื่อความเชื่อส่วนตัวหรือหลักการใดๆ

3. รัฐบาลและการบริหารราชการ รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นด้วยกับแบ็กซเตอร์ที่ว่า รัฐบาลไทยในเวลานั้นเป็นที่เสื่อมเสียแก่ประเทศชาติ พระองค์ทรงรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าสงสารที่สุดที่ไม่มีใครทำอะไรได้เลย ประชาชนส่วนหนึ่งอยู่ในภาวะสิ้นหวังถึงขั้นที่จะยอมให้ต่างชาติเข้าแทรกแซง เพราะเห็นเป็นทางออกทางเดียวเท่านั้น ทรงเห็นว่า คนไทยกำลังล่องลอยไปอย่างไร้ความหวังและไม่มีอุดมการณ์อะไรเลย ทุกคนมีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน รับสั่งด้วยว่า ทรงมีชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่นกัน และรู้สึกเก็บกด อธิบายไม่ได้ ประชาชนบางส่วนดูเหมือนจะอยู่ได้เพราะความหวัง ฉันดูจะทำไม่ได้ เพราะฉันไม่รู้ว่าจะหวังอะไร นอกจากนั้น ยังทรงแสดงพระราชทัศนะว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้พระองค์ไม่ชอบที่สุดในการติดต่อกับรัฐบาลก็คือ รัฐบาลโกหก ปิดบัง และเลี่ยงประเด็นสำคัญๆ อีกทั้งพูดซ้ำไปมาเรื่องปัญหาการเข้าใจผิด รัฐบาลมี นโยบายโกหกๆ อยู่เรื่อยๆ และมากขึ้นๆ ตลอดเวลา

4. ปัญหาสำคัญที่สุดของชาติ รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของไทยในเวลานั้นก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ นั่นคือปัญหาการว่างงาน เพียงแต่ในไทยแย่กว่า เพราะเป็นการว่างงานในหมู่คนมีการศึกษา จึงทรงเห็นว่า คนที่พบวิธีที่ดีสำหรับแก้ไขปัญหาจะเป็นผู้ช่วยประเทศไทยให้อยู่รอดได้อย่างแท้จริงและสมควรจะสร้างอนุสาวรีย์ที่สูงที่สุดและใหญ่ที่สุดให้ ทรงระบุว่า สยามไม่อาจสงบลงได้จนกว่าจะแก้ไขปัญหาการว่างงานได้

5. พฤติกรรมของข้าราชการและนักการเมือง รัชกาลที่ 7 ทรงไม่พอพระทัยกับพฤติกรรมของนักการเมืองและข้าราชการนัก แต่ก็ทรงอธิบายว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในไทย ทำให้ข้าราชการและนักการเมืองต้องคำนึงถึงการเอาตัวรอด (bread and butter) และสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องคิดถึงแรกสุดก่อนอะไรในโลกก็คือรักษางานดีๆ ไว้ นี่คือปรัชญาทั่วไปของข้าราชการหรือ นักการเมือง สยามที่ดีทั้งหลาย และทรงเห็นว่า ไม่มีข้าราชการคนใดในเวลานั้นมีความซื่อสัตย์และพูดความจริง

6. คณะผู้ก่อการรัฐประหาร 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 รัชกาลที่ 7 ทรงกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศของหลวงประดิษฐ์ฯ ในเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2478 ว่า มีคนคิดไปว่า หลวงประดิษฐ์ฯ กำลังจะถูกเนรเทศไปตลอดกาล และหลวงพิบูลสงคราม [20] เริ่มขจัดพวกนิยมหลวงประดิษฐ์ฯ แต่รัชกาลที่ 7 กลับทรงเห็นว่า ไม่มีทางที่สมาชิกคณะผู้ก่อการรัฐประหาร 24 มิถุนายนจะกวาดล้างกันเองเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย พรรคฟาสซิสต์ในอิตาลี และพรรคนาซีในเยอรมนี เพราะทรงเห็นว่า จุดประสงค์หลักของคณะผู้ก่อการฯ ก็คือรักษางานราชการไว้ให้มั่นคงสำหรับตนเองและเพื่อนพ้อง นโยบายอื่นๆ มีความสำคัญน้อยที่สุด ทั้งนี้ทรงยกตัวอย่างกรณีหลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ได้มีสมาชิกผู้ก่อการฯ รวมทั้งหลวงพิบูลฯ ไปส่งและกอดลา

สำหรับเหตุการณ์แสดงการร่ำลาหลวงประดิษฐ์ฯ ซึ่งรัชกาลที่ 7 ทรงกล่าวถึงนี้ มีหลักฐานอื่นเล่าไว้เช่นกัน เป็นรายงานการเมืองรายเดือน (Monthly Political Report) ของสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย บรรยายว่า การออกเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ (10 สิงหาคม) หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางด้วยรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงไปลงเรือที่สิงคโปร์นั้น มีผู้ไปส่งจำนวนมาก มีบุคคลสำคัญในคณะรัฐบาล ทูตานุทูต กงสุลและตัวแทน มีผู้เฝ้าดูการร่ำลาครั้งนี้ด้วยความสนใจและมีการถ่ายรูปมากมาย อีกทั้งมีคนตั้งข้อสังเกตว่า หลวงพิบูลฯ ไม่ค่อยพูด และหลังจากกอดหลวงประดิษฐ์ฯ ถ่ายรูปก็หยุดยิ้มทันที [21]

7. ทหารและการต่อต้านพวกนิยมหลวงประดิษฐ์ฯ รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริด้านลบต่อทหาร ไม่ทรงเห็นด้วยกับแบ็กซเตอร์ที่ชื่นชมทหาร ทรงเห็นว่า ทหารทำตัวเหมือนนักเลงโต (gangster) ที่มีวิธี หาผลประโยชน์ (racket) ต่างไปจากพวกนิยมหลวงประดิษฐ์ (Praditties) อีกทั้งทรงเห็นว่า ทหารต่อต้านพวกนิยมหลวงประดิษฐ์ฯ เพราะรู้ดีว่าพวกนิยมหลวงประดิษฐ์ฯ ต่อต้านทหาร และกลัวว่า ถ้าหลวงประดิษฐ์ฯ มีอำนาจเต็มที่ พวกเขาก็จะไม่ได้เงินมาถลุง

แต่รัชกาลที่ 7 ก็ทรงเห็นว่า ทหารจะเป็นหลักประกันให้กับเสถียรภาพของไทย อย่างที่เป็นอยู่ แต่จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ และยังแกล้งทำเป็นไม่เห็นการทุจริต ตราบเท่าที่เรื่องดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในสมาชิกของกลุ่มคนที่ทรงเรียกว่า ขุนนางใหม่ (New Aristocracy) กองทัพได้งบประมาณจำนวนมากเพื่อซื้อปืน รถถังไว้ ยิงใครก็ตามที่แสดงความไม่พอใจ ทรงเห็นว่าสถานการณ์ของไทยคล้ายกับจีนมาก เพียงแต่ไทยมีขุนศึกเพียงคนเดียว [22] ทรงเห็นว่า กองทัพควรเป็นองค์กรที่สร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยให้แก่ประชาชน ไม่ใช่เป็นที่มาของภัยอันตรายและความหวาดกลัวอย่างที่เป็นอยู่ และเป็นแค่แก๊งนักเลงโต และพวกโจร (an Army of bandits)

8. การยึดอำนาจทางการเมือง รัชกาลที่ 7 ไม่ทรงเห็นด้วยกับการยึดอำนาจ และทรงเห็นว่า ควรปลูกฝังให้ประชาชนตระหนักถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ ผู้คนต้องเชื่อมั่นว่า การใช้กำลังยึดอำนาจใดๆ จะมีผลร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นกับผู้ประกอบอาชญากรรมเช่นนั้น ต้องเอาความคิดเช่นนี้ใส่เข้าไปในจิตใจทุกคนอีกครั้ง

9. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยย่อมทราบกันดีว่า รัชกาลที่ 7 ไม่ทรงเห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ หรือ สมุดปกเหลือง ซึ่งเสนอรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงวิจารณ์เค้าโครงการดังกล่าวอย่างรุนแรง [23] เช่น ทรงวิจารณ์ว่า โครงการรวมที่ดิน รวมแรงงานและรวมทุนให้รัฐเข้าจัดการนั้น เป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่า โครงการทั้ง 2 นี้เหมือนกันหมด [24]

แต่ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ รัชกาลที่ 7 กลับทรงกล่าวชื่นชมหลวงประดิษฐ์ฯ อย่างมากและหลายครั้ง แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเป็นคนที่อันตรายต่อสยาม แต่เขาเป็นคนเพียงคนเดียวในกลุ่มคนเหล่านั้นที่ฉันชื่นชมได้อย่างแท้จริง สำหรับฉันแล้ว เขาดูจะเป็นคนเดียวที่มีแผนการที่จะทำให้สภาพการณ์เลวร้ายในสยามดีขึ้น แม้ว่าแผนการนั้นเป็นเรื่องโง่เขลาที่สุดก็ตาม ในขณะที่พระองค์ทรงมองว่า หลวงประดิษฐ์ฯ มีอุดมการณ์และเป้าหมาย มีความอดทนและบากบั่น ตลอดจนกล้าหาญ ทรงวิจารณ์คนอื่นๆ ว่า มีเป้าหมายอย่างเดียวแค่นั้นอยู่ในความคิด นั่นคือการยึดตำแหน่งไว้ให้มั่นคง สนับสนุนญาติและเพื่อนฝูง และอยู่ในอำนาจไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่

รัชกาลที่ 7 ดูเหมือนจะไม่เคยทรงเล่าถึงความรู้สึกชื่นชมหลวงประดิษฐ์ฯ ให้แบ็กซเตอร์ทราบมาก่อน พระองค์จึงรับสั่งในทำนองที่ว่า แบ็กซเตอร์อาจประหลาดใจกับพระราชดำริข้างต้น โดยเฉพาะเมื่อทรงเปรียบเทียบทหารกับหลวงประดิษฐ์ฯ รัชกาลที่ 7 รับสั่งว่า คุณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดมาก แต่ฉันชื่นชมหลวงประดิษฐ์ฯ อย่างแท้จริง อย่างน้อย เขาก็เป็นผู้ที่มีแผนการจะทำให้คุณภาพชีวิตของพลเมืองของเขาดีขึ้น ในขณะที่ทหารไม่มีแผนการอะไรเลย ยกเว้นอ้วนขึ้นๆ บนหยดเหงื่อที่หน้าผากของชาวนายากจน และมีพระราชดำริว่า ขณะที่หลวงธำรงฯ และหลวงพิบูลฯ เห็นว่า เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ เป็นอันตรายและพยายามขัดขวางไม่ให้ทำโครงการ แต่ทหารก็ไม่มีนโยบายอื่นมาเสนอ รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริว่า ตราบเท่าที่หลวงประดิษฐ์ฯ สามารถตอบสนองความต้องการของทหารที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งและได้เงินเดือนเพิ่มทุกปีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าทำไม่ได้ เวลาของหลวงประดิษฐ์ฯ ก็จะมาถึง และทรงเห็นว่าหลวงประดิษฐ์ฯ เป็นที่นิยมมากเพราะสัญญาว่า มีเงินเหลือเฟือสำหรับคนทั้งหลายและมีงานราชการสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นความต้องการสำคัญอย่างหนึ่งของชาวไทย ที่มีการศึกษา

ในพระราชหัตถเลขา ทรงให้ข้อมูลแก่แบ็กซเตอร์อีกด้วยว่า หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางถึงกรุงปารีสแล้ว ได้พบกับพระยาราชวังสัน (Rajwangsan) [25] และยอมรับกับพระยาราชวังสันว่า โครงการสำหรับนโยบายเศรษฐกิจแบบนารวม (collectivist economic policy) เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง และได้ละทิ้งสมุด ปกเหลือง ไปแล้ว นอกจากนั้น ทรงเล่าให้แบ็กซเตอร์ทราบด้วยว่า เขาขอมาคุยกับฉัน และบอกว่า เขาไม่ได้โกรธฉันเลยที่เขียนโจมตีโครงการของเขา และพระองค์ได้มีพระราชหัตถเลขาตอบอนุญาตไปแล้ว แต่รัชกาลที่ 7 ก็ทรงตั้งข้อสงสัย เขาจะพูดอะไรกับฉัน

10. ธนาคารกลาง และการแก้ปัญหาหนี้สินชาวนา รัชกาลที่ 7 ทรงเล่าไว้อีกว่า หลวงประดิษฐ์ฯ ได้เล่าให้พระราชวังสันทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางไปยุโรปว่า เพื่อศึกษาการตั้งธนาคารกลาง (Central Bank) รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นว่า หลังจากรัฐบาลกำจัดแบ็กซเตอร์ ซึ่งเป็นผู้คัดค้านการจัดตั้งธนาคารกลางคนสำคัญไปแล้ว รัฐบาลก็เริ่มเดินหน้าโครงการดังกล่าว นอกจากนั้นหลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางไปโรมาเนียด้วยเพื่อศึกษาแนวทางที่รัฐบาลโรมาเนียใช้แก้ปัญหาหนี้สินชาวนา โดยทรงสันนิษฐานว่า หลวงประดิษฐ์ฯ อาจจะไปศึกษาความสำเร็จของการปฏิรูปที่ดินในโรมาเนีย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุเกี่ยวกับหลักฐานชั้นต้น

1. USNA หมายถึง National Archives and Records Administration สหรัฐอเมริกา
2. เอกสารชั้นต้นที่อ้างถึงมีสำเนาอยู่ที่กองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

เชิงอรรถ :

[2] ชีวิตของพ่อ, ใน 1 ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, 2543), น. 23-24. และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เจ้าชีวิต. (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2517), น. 713. ใน หนังสือ 1 ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์ เรียกพระตำหนักว่า เกลน แพมเมนท์ (Glen Pamment) ส่วนในพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 7 ทรงลงชื่อพระตำหนักว่า Glen Pammant

[3] Bank of England, OV 25/4, f. 5e, James Baxter to Harry Arthur Siepmann, 6 August 1935.

[4] Ibid.

[5] Richard J. Aldrich. The key to the South : Britain, the United States, and Thailand during the Approach of the Pacific War, 1929-1942. (Kuala Lumpur : Oxford University Press, 1993), pp. 7-8.

[6] เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะที่ 6 ซึ่งมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 (22 กันยายน พ.ศ. 2477-9 สิงหาคม พ.ศ. 2480).

[7] Bank of England, OV 25/4, f. 37, James Baxter to Harry Arthur Siepmann, 24 June 1935; and OV 25/4, f. 5e, James Baxter to Harry Arthur Siepmann, 6 August 1935.

[8] Virginia Thompson. Thailand : The New Siam. (New York : Macmillian, 1941), p. 734 and Bank of England, OV 25/4, f. 37, James Baxter to Harry Arthur Siepmann, 24 June 1935.

[9] Ibid.

[10] Bank of England, OV 25/4, f. 9, J. Crosby to Sir John Simon, 18 December 1934; OV 25/4, f. 32, James Baxter to Sir Edward Cook, 21 March 1935; and OV 25/4, f. 50, Siam, 31 July 1935.

[11] Virginia Thompson. Thailand : The New Siam. p. 578.

[12] ปรีดี พนมยงค์. ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์. พิมพ์ครั้งที่ 4. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง 100 ปีชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน, 2544), น. 104. ในหนังสือเล่มนี้ นายปรีดี พนมยงค์ เรียกตนเองว่า ปรีดี แทน ข้าพเจ้า

[13] หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่ถึงปี นายปรีดีต้องเดินทางออกนอกประเทศในเดือนเมษายน พ.ศ. 2476 ในลักษณะของการถูกเนรเทศ หลังจากเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจหรือสมุดปกเหลืองต่อรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2475 จนเป็นเหตุให้มีการปิดสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลใช้อำนาจออกพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ออกแถลงการณ์กล่าวหานายปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ รัชกาลที่ 7 มีพระราชวิจารณ์เค้าโครงการดังกล่าวอย่างรุนแรง ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 มีรัฐประหารล้มรัฐบาลพระยามโนฯ โดยพระยาพหลพลพยุหเสนา นายปรีดีจึงเดินทางกลับประเทศในเดือนตุลาคมมารับตำแหน่งรัฐมนตรี (ลอย) นายปรีดีเดินทางไปราชการต่างประเทศอีกครั้งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2478

[14] USNA : 892.00 PR/82, Political Report No. 57, January 1936.

[15] ปรีดี พนมยงค์. ความเป็นไปบางประการภายในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, ใน บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง 100 ปีชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน, 2543), น. 31. และ ปรีดี พนมยงค์. ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์. น. 51-52.

[16] USNA : 892.00 PR/77, Political Report No. 52, September 1935.

[17] กรมฝิ่นมีมาตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เรียกว่า กรมฝิ่นหลวง ส่วนกรมสรรพสามิต หรือแต่เดิมสะกดว่า กรมสรรพสามิตต์ เปลี่ยนชื่อมาจาก กรมสุรา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ถึง 1 เดือน (20 กรกฎาคม พ.ศ. 2475) มีการยุบกรมฝิ่นและกรมสรรพสามิตไปอยู่ใต้การดูแลของอธิบดีกรมสรรพากร ราว 10 เดือนต่อมาจึงมีการตั้งกรมสรรพสามิตและฝิ่นเมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2476

ผู้เขียนเข้าใจว่า รัชกาลที่ 7 ทรงหมายถึง การตั้งกรมสรรพสามิตและฝิ่น ซึ่งเป็นการตั้งกรมขึ้นมาใหม่โดยรวมงานสรรพสามิตและฝิ่นไว้ด้วยกัน และอธิบดีที่ทรงกล่าวถึงนั้น เคยได้รับแต่งตั้งให้ทำการแทนอธิบดีกรมสรรพสามิตและฝิ่นมาตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2476 และในระหว่างนั้นมีการเปลี่ยนชื่อกรมเป็น กรมสรรพสามิต เมื่อ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476 หรือก่อนหน้าที่รัชกาลที่ 7 จะเสด็จฯ ไปต่างประเทศ (ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2476) ต่อมาได้มีการแต่งตั้งผู้ทำการแทนเป็นอธิบดีในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2477 และอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2483

ขณะที่เกิดกรณีฝิ่น อธิบดีกรมสรรพสามิตดังกล่าวมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี (ลอย) ในรัฐมนตรีคณะที่ 6 ของรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา สมัยที่ 3 (22 กันยายน พ.ศ. 2477-9 สิงหาคม พ.ศ. 2480) แต่พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2478 แต่ในพระราชหัตถเลขาไม่ได้ทรงกล่าวว่า เป็นอธิบดีกรมสรรพสามิตและรัฐมนตรี แต่กล่าวว่าเป็นอธิบดีกรมฝิ่นและกรมสรรพสามิต

[18] ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2468-73

[19] โปรดดูรายละเอียดใน ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517). น. 165-167, 168-170 และ 174-181.

[20] พันเอกแปลก ขีตตะสังคะ (พิบูลสงคราม) ในเวลานั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

[21] USNA : 892.00 PR/77, Political Report No. 52, September 1935.

[22] เข้าใจว่า ทรงหมายถึง พันเอก หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปราบกบฏบวรเดชก่อนหน้านั้นไม่นาน (11-24 ตุลาคม พ.ศ. 2476) และขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

[23] เดือน บุนนาค. ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโสผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก. (กรุงเทพฯ : สามัคคีธรรม, 2517), น. 198.

[24] ไมตรี เด่นอุดม. โลกพระศรีอาริย์ของปรีดี พนมยงค์. (กรุงเทพฯ : กราฟิกอาร์ต, 2516), น. 326. อ้างใน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ประวัติการเมืองไทย. (กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2538), น. 124.

[25] พระยาราชวังสัน (ศรี กมลนาวิน) (พ.ศ. 2429-82) ขณะนั้นเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สเปน และโปรตุเกส และต่อมาใน พ.ศ. 2478 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตพิเศษ มีอำนาจเต็มประจำประเทศอังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน โปรดดูรายละเอียดใน นาวาโทหญิงสรธัญ ทัพยุทธพิจารณ์. ประวัตินายกกรรมการราชนาวิกสภาคนแรก, ใน นาวิกศาสตร์ 68, 4 (เมษายน 2546), www.navy.mi.th/navic/document/860401a.html, 26 มีนาคม 2550.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “พระราชวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองไทยของรัชกาลที่ 7 หลังทรงสละราชสมบัติ” เขียนโดย พ.อ.ผศ.ดร. ศรศักร ชูสวัสดิ์ (ยศในขณะนั้น) ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 สิงหาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...