โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นุ่น ดารัณ คบ 1 ปีแต่งงาน กลายเป็นนางแบก โดนท้าให้ฟ้องหย่า ก่อนเจอรักแท้สาวหล่อ

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 ก.พ. 2564 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 04.52 น. • The Bangkok Insight

กว่าจะได้สัมผัสและอยู่กับรักแท้ ที่อยู่ในคำว่า กัลยาณมิตรมา 20 กว่าปี นุ่น ดารัณ ที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เปิดใจแบบหมดเปลือกว่าความรักที่อยู่ใกล้ ๆ บางทีเราก็มองไม่เห็น โดยเจ้าตัว ได้เล่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิตการแต่งงานดันไม่ใช่ความสำเร็จ คิดว่าจะได้เป็นเจ้าหญิงแต่กลับรับบทนางแบก กว่าจะหลุดพ้นจากชีวิตช่วงนั้นมาได้จิตใจของเธอจะสาหัสไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมาเจอรักแท้กับสาวหล่อ บี ก็เกือบจะรักษาไว้ไม่ได้ ….

ศึกษาดูใจกันมา 1 ปี เขาสู่การใช้ชีวิตคู่ คือ เขาอยากแต่งงาน ซึ่ง นุ่น ก็พร้อมใจด้วยว่าได้ ?

นุ่น ดารัณ : แน่นอนค่ะ เราก็ตอบตกลงทันที เราไม่ได้คิดว่า 1 ปีมันเร็วไปด้วย เพราะให้เหตุผลกับตัวเองว่าอายุตัวเองก็ 30 ปีแล้ว เราเคยมีแฟน ทำงานแล้วทุกอย่าง เราสามารถตัดสินใจเองได้แล้ว คิดว่าทุกอย่างตัวเองมีประสบการณ์แล้ว ไม่น่าจะคิดอะไรผิด แต่เราลืมไปนิดอารมณ์มันรวดเร็ว เอาจริง ๆ เราคนอารณ์ร้อน เพราะเรามองแล้ว 1 ปีที่รู้จักเขามาคือ ไม่มีสัญญาณเตือนภัยอะไรที่ไม่ดีเลย เพราะเขาเปิดพื้นที่ทั้งหมดทุกทางเลย ให้เราไปที่บ้าน แนะนำให้เรารู้จักกับคุณย่า พี่น้องของเขา (มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีความลับและจริงใจ) และเพื่อนเราที่สนิทกับเขาก็จะเห็นเขาเท่าที่เราเห็น ก็ไม่ได้มีใครมาห้ามเรา เพราะเขาดีหมดทุกอย่าง

พอแต่งงานไปแล้ว เราก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของเขา เพราะเขาบอกว่าเขาอยากดูแลคุณย่า ซึ่งเขาก็เป็นพี่คนโตเขาต้องดูแลคุณย่า เราก็โอเคย้ายเขามาอยู่กับเขา แต่เมื่อมีครอบครัว เราก็ฝันว่าอยากมีเรือนหอสวย ๆ เพราะตอนนั้นเราทำงานรายได้ก็เยอะ เราเลือกที่จะซื้อบ้านก็ได้ เขาก็ปฏิเสธว่าอยากจะอยู่ที่บ้าน เราก็ไปจัดการบ้านเขาลงทุนซ่อมบ้านเนรมิตเป็นชั้น 2 คือ บ้านเขาจะเป็นลักษณะว่าในพื้นที่เดียวเขาอยู่รวมกันหลายหลัง แต่บ้านของคุณย่าจะเป็นจุดศูนย์รวม ซึ่งเขาก็อยู่ที่นี่ มีแค่ชั้นบนที่จะเป็นส่วนตัวได้ คุณย่าก็กรุณาลงมาอยู่ข้างล่างให้เรา ก็ทำบ้านข้างบนสวยงาม พอเราย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านเขา จำได้เลยในวันที่ส่งตัวผู้ใหญ่ทางเขาพูดว่า ดีใจนะที่ได้เรามาเป็นสะใภ้ เพราะว่าเหมือนกับเราปรับตัวง่าย ปรับตัวเก่ง ทำงานเก่ง หน้าบานเลยค่ะคนชมก็หน้าบาน (แต่พอมารู้ที่หลังที่ไหนได้ฉันก็แบกเอาไว้ได้) คือ คำว่าแบกของเราคือ ถามว่าเขามีงานไหมมีงาน แต่งานของเรารายรับเรามากกว่า

คำว่าแบก คือ เราเป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย ?

นุ่น ดารัณ : เราดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนบ้านใหญ่บ้านศูนย์กลางค่ะ เพราะเราถือว่าเราดูแลคุณย่า เราเลยแบบไม่เป็นไร วันหนึ่งมีหนี้สินผุดขึ้นมาแบบเป็นหนี้สินเดิม ดั้งเดิมเขาก็ประชุมครอบครัวกัน เราก็แบบรักแล้วลงเรือลำเดียวกันแล้ว ช่วยก็ต้องช่วย แล้วพอเราย้ายเข้าไปในครอบครัวเขา เราก็เจอความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ซึ่งก็หนักมากและหนักขึ้นทุกวันเพราะเราไม่คุ้นชินกับการเป็นครอบครัวใหญ่อยู่แล้ว แต่เราก็ไม่เป็นไร ช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปันกันได้ แต่สัดส่วนพื้นที่ความเป็นส่วนตัวต้องมี แต่ยิ่งอยู่เราก็ยิ่งอึดอัดไปเรื่อย ๆ อย่างเตารีดเสีย ไม่ซื้อไม่ซ่อม แต่มาเอาของเราไปแบบนี้ เราไม่ชินมันก็อัดมาเรื่อย ๆ จากเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้จนไปเรื่องใหญ่

ในที่สุดเราตัดสินใจจะสิ้นสุดตอนไหน ?

นุ่น ดารัณ : คือ เราก็ไม่ไหวแล้วค่ะ ก็โทรไปปรึกษาคุณแม่ของเขา (คุณแม่ของเขาคือมีครอบครัวใหม่ คุณพ่อคุณแม่เขาต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่) คุณแม่ของเขาอยู่ที่อเมริกา คือ คุณแม่เขาก็แมน ๆ นะคะ เขาก็แนะนำเยอะเขาก็แบบว่าแม่ไม่อยากให้ไปถึงโรงถึงศาล เพราะจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ บาดหมางกันไปเปล่า ๆ คุณแม่เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ เดี๋ยวลูกเขียนสัญญาลูกผู้ชาย ขึ้นใส่กระดาษเลยแล้วก็อาจจะมีให้พยานเซ็นก็ได้ แต่ก็ต่างคนก็ต่างเซ็นรับรู้กันไป 1 2 3 ลูกอย่างได้อะไรลูกเขียนลงไปแล้วก็ให้เขาดู เขาจะแก้ไขอะไรให้ เขาแก้กลับมาแล้วมาดูกันอีกครั้ง

เราก็เขียนเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นเรากับเขาคือ แย่มาก ๆ แล้ว คือ ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันแล้วด้วย เหมือนฟางมันจะขาดแล้ว แล้วเขาก็เลี่ยงที่จะเจอเราด้วยการกลับบ้านดึก ๆ แต่เราก็รอดักที่จะเจอ เราก็ยื่นจดหมายข้อสัญญาที่เราเขียนให้เขาเราก็บอกเขาว่าแม่คุณแนะนำมาให้เขียนแบบนี้คุณลองอ่านดู เขาขยำจดหมายทิ้งแล้วบอกเราว่าอยากได้อะไรไปฟ้องเอาแล้วกัน เราก็ฟ้องเลยเหรอ เราไม่รู้เรื่องกฎหมายหมายอะไรเลย ทนายก็ไม่มี เราก็บอกเขาว่าไม่อ่านหน่อยเหรอ เขาบอกว่าคุณเขียน เราก็บอกว่าแก้ไขได้จะเอายังไง ไม่ต้องอยากได้อะไรไปฟ้องเอา เราก็มานึกในวันที่ผ่านมา ในวันที่ เขายกวีดีโอขึ้นมาถ่ายลูก ถ่ายโน้นนี่ แล้วเราก็ถามว่าถ่ายอะไร ทำให้เราโมโห เอกสารที่หายไปในตู้เซฟที่เก็บไว้เราก็อ๋อ น่าจะมีคนเป็น lifecoach แนะนำแล้วว่าถ้าเราเป็นแบบนี้เราน่าจะทำอะไรแน่ ๆ

เขาก็เริ่มเก็บภาพ เก็บเอกสารเป็นหลักฐาน ตรงนั้นเป็นช่วงที่เรารู้สึกสาหัสมาก ๆ เลยชีวิตทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ กับคำที่ทนายพูดว่าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเราจะตั้งฟ้อง จากนี้ไปมันจะไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเรื่องส่วนตัวแล้ว มันจะเป็นเรื่องที่คนอื่นจะต้องรับรู้ คุณนุ่น พร้อมใช่ไหม เราก็ต้องพร้อมเพราะเขาบอกให้เราฟ้อง เพราะเราทนอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ก็ดำเนินการค่ะ และสิ่งที่เราเจ็บปวดที่สุดในระหว่างนั้นคือเครียดมาก ๆ ลูกเราก็ต้องดูแล เรื่องฟ้องเราก็ต้องดำเนินการทุกวัน สิ่งที่เจ็บปวดคือเราต้องเขียนข้อบกพร่องเขา ที่ผ่านมามีอะไรบ้าง ใครอยากจำบ้าง ไม่มีใครอยากมานั่งเขียนข้อผิดพลาดของคนที่เราเคยรักหรอก แต่เราก็ต้องนั่งเขียน เขียนแล้วก็เจ็บ เหมือนเราไปย้ำแผลของตัวเอง แล้วมันก็เป็นจริงทุกคนต้องมารู้ยิ่งเรารู้ลึก อะไรที่เราเขียนออกมาลึก ๆ เรามีทั้งความโกรธและอายอยู่ในนั้นว่า โง่ อะไรเนี้ย จะบอกตัวเองแบบนั้นทำไมเราถึงตาบอดอะไรได้ขนาดนั้น

จนในที่สุดแล้วความเจ็บปวดตรงนั้นก็ค่อย ๆ รับมือได้เรื่อย ๆ จนดีขึ้น แล้วก็กลับมาหัวใจพองฟูอีกครั้ง ?

นุ่น ดารัณ : คือคนนี้เขาเป็นกัลยาณมิตรที่ดีกับมาเรามา 20 กว่าปีที่แล้วเพราะเราก็ทำงานละครเวที เขาก็อยู่ในทีมละครเวทีด้วยเราก็ได้เจอะเจอกัน ตอนนั้นก็มีความแอบกิ๊กกิ้วเพราะว่าเราเรียนโรงเรียนสห แล้วก็โรงเรียนหญิงล้วน แล้วก็กลับไปเรียนโรงเรียนสหศึกษาอีกแล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นช่วงเรียนรู้ความรัก 2 แบบได้ คือ มันไม่จำเป็นต้องเป็นเพศไหน แต่เราอยู่กับคนนี้แล้วเราอุ่นใจ ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความรักตรงนี้ได้ เพราะเราเจอเขาเรารู้สึกมีความสุขสดชื่น แต่เราก็ไม่ได้เป็นแฟนกับเขานะคะ เพราะเราเป็นคนที่มีแฟนไม่หยุดไงตอนนั้น (เพราะโอกาสเราเยอะพอเจอคนนี้ไม่โอเคก็เลิก) เขาก็ไม่ได้มาเป็นแฟนในตอนนั้น แต่เราก็เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน จนวันแต่งงานเขาคือคนที่มาปล่อยตัวเราให้เดินลงไปขึ้นเวที (เพราะเราแต่งงานที่โรงละครค่ะ) ซึ่งเขาก็วนเวียนในชีวิตของเรามาตลอด

ย้อนกลับตอนนั้นที่เจอ บี คิดยังไงกับ พี่นุ่น ?

บี : คือ พี่นุ่นเขาเป็นคนมีสไตล์ เราก็เป็นของเราแบบนี้ พอเห็นเขาแล้วเราก็ปิ๊งเขา แต่ไม่ได้อยากเป็นอะไรกับเขาเพราะเขาก็ไป ๆ มา ๆ เวลาที่เขามีแฟนเขามีความสุขเราจะไม่ค่อยรู้ แต่เวลาเขามีความทุกข์เขาจะมาหา เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของเขา แต่ในระหว่างทาง 20 ปีที่ได้รู้จัก พี่นุ่น เราก็มีแฟนค่ะ แต่เราก็ดูแลเขามาตลอดอย่างในช่วงที่เขาท้อง เขาก็จะโทรมาบอกว่าเขาท้องนะ มันเกิดจากความผูกพันกับเขาไปโดยไม่รู้ตัวเพราะช่วงที่เขาคลอดเราก็ไปหาไปอะไรเขาตลอด จริง ๆ บี ไม่ใช่คนรักเด็ก แต่อย่างนี้ที่เรารักลูกเขาเป็นเพราะเรารักแม่เขาหรือเปล่า เราก็เลยรักลูก พี่นุ่น ด้วย (อย่างตอนวันที่เราส่งตัวเขาในวันที่เขาแต่งงานเราก็ไม่เฮิร์ตนะคะ) เพราะเรารักเขามากอะไรที่เป็นความสุขของเขาเราก็จะมีความสุขด้วย

แล้ว พี่นุ่น รู้ไหมว่ามีคนคนหนึ่งรักเรา และเฝ้าดูความสุขของเราอยู่เสมอ ?

นุ่น ดารัณ : จริง ๆ รู้ แต่มันเหมือนกับว่าในความรู้สึกเรามาหาแล้วจากไป เราทำได้แค่นี้

ตอนที่มาเลี้ยงหลาน ๆ บี ก็จะเป็นคนที่ค่อยข้างเคร่งครัด ?

นุ่น ดารัณ : เพราะเขาอยู่เสมอกับเราทุกช่วงเวลาแม้กระทั่งตอนหย่า และพอหย่าเรียบร้อยเขาก็เข้ามาช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้ แต่ตอนนั้นที่ บี เขาเข้ามาช่วยดูเด็ก ๆ ให้คือ สถานะของเรายังไม่ได้เปลี่ยนนะคะ แต่เรามีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ดีมาก ๆ เลยค่ะ แต่เราไม่มีเวลาที่เราจะมานั่งวิเคราะห์ว่าเราเป็นอะไรกัน ใช่ ไม่ใช่

บี : ก็เลยเลี้ยงแต่ลูกไม่ได้คุยเรื่องความรู้สึกกัน

แล้วทำไมวันหนึ่งไม่ได้เป็นคนที่ดูแลลูกต่อ ?

นุ่น ดารัณ : คือ ตอนนั้นเราก็ตั้งธงไว้ว่าไม่ว่ามีอะไรที่เกิดกับลูก เราจัดการ เราต้องลุกขึ้นมาจัดการ เขามารับผิดชอบหนักหนาสาหัสแบบนี้เขาก็เครียด เราก็เครียดพอเครียดกับเครียดมาเจอกันก็ตีกัน เรื่องนี้ทำไมต้องเคร่งครัดขนาดนี้ บี เขาจะมีระเบียบค่ะ เวลาอาหารก็ต้องเป็นเวลาอาหาร ต้องไม่มากินขนมในเวลาอาหาร นมในระหว่างมื้อต้องกี่โมงเกินมา 5 นาที เอาแล้ว เราก็รู้สึกว่ามันเยอะไป พยายามจะแก้แต่มันเป็นนิสัยเขาแล้วเขาหวังดี

บี : ยอมรับค่ะ ว่ามันมีแต่ความรักแล้วก็หวังดีไม่ได้ค่ะ สำหรับเด็ก แต่ต้องเข้าใจเขาด้วย ซึ่งเรามาตระหนักเมื่อตอนที่ไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว คือตอนที่เราแยกกันแล้วก็ปะทะกันแต่ไม่ได้หนักอะไรแต่ว่าในทุกวันมันรู้สึกว่าแบบมันตึงกันเราก็ กลับบ้านตั้งแต่ครั้งนั้นเราก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย 8 ปี

บี : ตอนนั้นเรารู้สึกพังเลย รู้สึกว่าลูกจะอยู่ยังไงใครจะดูแล เรารู้สึกเสียใจทั้งในบทบาทที่เราไม่ได้ดูแลลูก และอกหักในฐานะคนรักที่ไม่สามารถดูแลพวกเขาได้ เพราะว่าคนที่ตัดสินใจให้เราไป ไม่ใช่ลูกแต่เป็นเขา เราเลยเหมือนรู้สึกอกหัก แล้วเราก็รักลูกมาก เพราะพี่นุ่น แทบไม่ได้เลี้ยงลูกเลยเขาอยู่กับเรา 90 เปอร์เซ็นต์เลย ตอนนั้นคือ เราก็วิ่งเข้าธรรมะ ช่วยได้จริง ๆ เราก็สวดมนต์ทุกวันเช้า เย็น เราได้ไปอยู่วัดใกล้ชิดกับคนที่เขาดูแลเรื่องจิตใจเราได้ แล้ววันหนึ่งที่เราตื่นขึ้นมาแล้วมันเข้าสู่สภาวะปกติ แล้วก็เดินไปบอกกับคุณแม่ว่าหิวข้าว เพราะก่อนหน้านี้เราไม่อยากทานอะไรเลย แล้วคือจริง ๆ เราไปหาหมอจิตเวชมาด้วย เขาก็ถามเรา 2 คำถาม หนึ่งอยากลาออกจากงานไหม สองอยากฆ่าตัวตายไหมเราบอกว่าไม่นะคะ แต่ถ้าเดินออกไปแล้วรถชนตายเอา ตอนนั้นรู้สึกว่าตายก็ดี แต่เราไม่คิดจะฆ่าตัวตายนะคะ

8 ปีที่หายไป แล้วก็มารู้ว่า นุ่น เป็นมะเร็ง ?

บี : รู้จากเพื่อนที่เป็นตัวแทนประกันเขา แต่เป็นเพื่อนสนิทเรา เขาก็บอกว่าพี่นุ่น เป็นมะเร็ง เราก็ตกใจมาก เราก็วางหูไปแล้วหันไปบอกคุณแม่แล้วก็ร้องไห้ วันรุ่งขึ้น ไหว้พระอธิษฐานทุกที่ที่ไป แล้วที่เราไว้ผมยาวเพราะเราจะได้ตัดผมไปบริจาคให้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง บี เชื่อเรื่องความปรารถนาดีไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน อยู่ใกล้กัน แต่ขอให้เธอมีความสุขนะ

นุ่น ดารัณ : ช่วงนั้นก็จะมีเพื่อนบอกเราตลอดว่าเห็น บี ไหม แต่เพราะเราบล็อกเขาหมดทุกทาง ดูเขาไว้ทรงผมสิ เราก็คิดว่าเขาทำอะไรทำไมไว้ผมยาว แต่พอเขามาเล่าให้ฟังตอนหลังที่มาเจอกัน เราผิดจริง ๆ ผิดมาก ๆ

แต่ก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งคือ ความบังเอิญมาก ๆ ?

นุ่น ดารัณ : เราก็ไปอัดเสียงสปอร์ตแล้วเดินออกมา จะถึงประตูอยู่แล้ว เราก็ได้ยินเสียงเรียกพี่นุ่น ที่เราเห็นคือ คุณแม่เขานั่งแล้ว บี ยืน เราก็เดินเข้าไปกราบคุณแม่ก่อน แล้วก็เลยกอดเขาเหมือนคนไม่ได้เจอกันนาน กอดนั้นมันกลายเป็นกอดเรียกภาพไปหมดเลยว่าเราไม่ได้โกรธเขาเลยแต่เราคิดถึงเขา เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเรารู้สึกดีใจมากที่เราเจอ (เพราะทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้เคยคิดจะกลับไปหา ไปคุย) ก็เลยขอถ่ายรูปกับเขาแล้วก็ขอแอดไลน์ เขาก็บอกเราว่าพี่แค่อันบล็อก บี ก็ได้ พอเราได้เจอเขาแล้วเราก็รีบกลับไปบอกลูก (เพราะว่าไม่ว่าใครที่เข้ามาในชีวิตเราเราจะบอกลูกเสมอ) จริง ๆ ลูกเป็นคนช่วยเลือกนะ ว่าให้ใครเข้ามาในชีวิตแม่ เพราะลูกโตพอที่จะรู้เรียนรู้เรื่องรักได้และเราก็อยากจะให้ประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งพอบอกลูกไปลูกเขาก็จำ บี ได้เพราะ บี เป็นคนเลี้ยงเขามา และพอเรากลับมาคบกันเหมือนเดิมก็กลายมาเป็นว่าทุกคนคือมาแสดงความยินดีและบอกว่าดีใจจังเลยที่ได้กลับมาเจอกันเราก็ตกใจที่มีคนเห็นความรักเรา แต่เรากลับมองไม่เห็นเลยแต่วันนี้ มีความสุขมากค่ะ ความรักชนะทุกอย่างจริง ๆ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...