โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดชีวิต ประจวบ ภิรมย์ภักดี นักปรุงเบียร์คนแรกของไทย ผู้สืบทอดตํานาน "ตราสิงห์"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ม.ค. 2565 เวลา 13.47 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2565 เวลา 13.47 น.
(ซ้าย) ประจวบ ภิรมย์ภักดี (ขวา) พระยาภิรมย์ภักดี

…ประจวบ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจด้วยวัย 82 ปี

ถือว่าเป็นภิรมย์ภักดีรุ่นที่ 2 ที่ได้สืบต่อกิจการเบียร์ตราสิงห์ ต่อจากพระยาภิรมย์ภักดี ผู้เป็นบิดา และเป็นเจ้าของต้นตํารับเบียร์ตราสิงห์ “เบียร์เจ้าแรกของไทย”…

เพราะฉะนั้น การจะศึกษาชีวิตและงานของนายประจวบ จึงควรเริ่มจากการทําความรู้จักพระยาภิรมย์ภักดีผู้บิดาก่อน ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มทํากิจการโรงเบียร์ ธุรกิจที่ไม่มีใครกล้าคิดกล้าทํามาก่อนในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้นายประจวบ บุตรชายคนโตไปศึกษาวิชาการทําเบียร์ที่เยอรมนี เพื่อจะได้กลับมาสืบทอดกิจการนี้โดยเฉพาะ

พระยาภิรมย์ภักดี หรือ นายบุญรอด เศรษฐบุตร เจ้าของอาณาจักรเบียร์สิงห์ที่ยิ่งใหญ่ในขณะนี้ เป็นผู้ที่ชอบศึกษาและค้นคว้าเป็นชีวิตจิตใจ เริ่มต้นการเรียนหนังสือกับบิดาคือ พระภิรมย์ภักดี (ชม เศรษฐบุตร) จนอายุได้ 11 ขวบในปี 2426 ก็เข้าโรงเรียนวัดและศึกษาต่อในโรงเรียนหลวงสวนอนันต์ กับอาจารย์ เอส.จี. แมคฟาแลนด์ ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกันรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในไทย และเป็นครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนหลวงสวนอนันต์ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งขึ้นในปี 2421 ในบริเวณพระราชวังนันทอุทยาน

นายบุญรอดถือว่าเป็นศิษย์อาจารย์ฝรั่งที่ได้ความรู้ติดตัวไปทํามาหากินได้มากมาย

นายบุญรอดเรียนจบเมื่ออายุเพียง 17 ปี และสอบได้เป็นที่หนึ่งของโรงเรียนอีกด้วย จึงถูกนายแมคฟาแลนด์ดึงตัวไว้ให้เป็นครูในโรงเรียนแห่งนี้ ในขณะที่นายบุญรอดได้ไปสอบเข้ารับราชการตําแหน่งเลขานุการกระทรวงธรรมการได้ แต่นายแมคฟาแลนด์ไม่ยอม นายบุญรอดจึงลาออกจากโรงเรียนมาอยู่บ้านพักหนึ่ง เพื่อทบทวนตนเองถึงอนาคต

ในที่สุดจึงตัดสินใจกระโจนเข้าสู่อาชีพค้าขาย

แม้เวลานั้นอาชีพรับราชการจะทําให้คนก้าวหน้ามากกว่าก็ตาม

นายบุญรอดได้ไปทํางานเป็นเสมียนโต้ตอบจดหมายภาษาอังกฤษในธุรกิจป่าไม้และโรงเลื่อยในห้างกิมเซ่งหลี ของ อากรเต็ง โสภโนดร ซึ่งเป็นพ่อค้าที่ใหญ่โตมากในขณะนั้น มีทั้งกิจการโรงสีไฟ อู่เรือ โรงเลื่อยไม้ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารสยามกัมมาจล

คลิกอ่านเพิ่มเติมทำไมถึงเรียกสะพานอากรเต็ง “อากรเต็ง” มาจากไหน? เกี่ยวอะไรกับเมนู “ผัดผักโสภณ”

หลังจากนายบุญรอดเรียนรู้งานค้าไม้ได้ 4 ปี ก็ไปทํางานในห้างเด็นนิมอต ซึ่งเป็นโรงเลื่อยของฝรั่งซึ่งยิ่งทําให้มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธุรกิจต่างประเทศมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทําธุรกิจกับนายอากรเต็ง โดยการรับไม้ของอากรเต็งมาเข้าโรงเลื่อยของห้างเด็นนิมอต ซึ่งแสดงให้เห็นแววของนักธุรกิจด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น

หลังจากฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่ได้จากห้างเด็นนิมอตแก่กล้าพอแล้ว นายบุญรอดจึงออกมาบินเดี่ยวทําธุรกิจค้าไม้และติดต่อส่งออก เพียง 2 ปี เท่านั้น ก็มีเงินทองสร้างบ้านตนเองที่คลองโอ่งอ่างและเหลือพอเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้

หลังจากออกมาเป็นเถ้าแก่เองจนมีเงินทองเหลือพอจึงได้เข้าไปติดต่ออากรเต็งขอซื้อกิจการ รับส่งคนโดยสารระหว่างตลาดพลูและท่าน้ำราชวงศ์ในปี 2453 ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นมาแทนธุรกิจค้าไม้ที่ซบเซาลง

ในปี 2456 นายบุญรอดก็ตั้งบริษัทบางหลวงทําธุรกิจเรือโดยสารอย่างเป็นทางการ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกจนการค้าซบเซา ธนาคารจีนสยามซึ่งเวลานั้นคุมการหมุนเวียนของเงินค้าขายในกรุงเทพฯถึง 25%  ล้มละลายลง ทําให้เศรษฐกิจเกิดความปั่นป่วน นายบุญรอดจึงใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำดังกล่าวเข้าช่วยเหลือราชการในฐานะคหบดีคนหนึ่งจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงภิรมย์ภักดีในปี 2456

ช่วงก่อนที่นายบุญรอดจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงภิรมย์ภักดี นายประจวบก็ได้ถือกําเนิดมาในปี 2455 และเป็นลูกชายคนโตที่นายบุญรอดตั้งความหวังไว้ว่าจะให้สืบทอดกิจการ โดยนายประจวบได้รับการศึกษาอย่างดี เริ่มเข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญจนจบมัธยมปีที่ 3 หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศฝรั่งเศสจนจบ ชั้นมัธยมศึกษา และระหว่างที่กําลังเข้าเรียนวิชาสถาปัตย์ที่ฝรั่งเศส หลวงภิรมย์ภักดีผู้บิดาก็เริ่มที่จะบ่ายหน้าเข้าหาธุรกิจใหม่คือการตั้งโรงเบียร์ เนื่องจากเวลานั้นเกิดเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นสําหรับคนกรุงเทพฯและคนธนบุรีคือมีการก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกซึ่งทําให้หลวงภิรมย์ภักดี ผู้มีสายตายาวไกลเริ่มเห็นว่าธุรกิจเดินเรือซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวคงไปไม่รอดเมื่อมีการเปิดสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเริ่มมองหาธุรกิจใหม่

ธุรกิจที่หลวงภิรมย์ภักดีกระโดดเข้าหาก็คือการตั้งโรงเบียร์ ซึ่งเป็นธุรกิจนอกจากจะไม่คุ้นเคยแล้ว ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีแปลกใหม่ของคนไทยสมัยนั้น ประกอบกับหลวงภิรมย์ภักดีเองก็มาเริ่มต้นธุรกิจใหม่เมื่ออายุย่างเข้า 57 ปีแล้ว แต่ก่อนที่หลวงภิรมย์ภักดีจะคิดทําเบียร์ก็ได้ศึกษาอุตสาหกรรมนี้อย่างมาก จนพบว่าเบียร์สามารถผลิตได้ในประเทศร้อน ตลาดในประเทศก็มีพอจะรองรับได้เพราะมีเจ้านายชั้นสูงนิยมทานเบียร์จากต่างประเทศอยู่ และหลวงภิรมย์ภักดียังได้เดินทางไปไซ่ง่อนเพื่อศึกษากรรมวิธีการผลิตเบียร์ในประเทศร้อน

หลังจากนั้นก็ยื่นขอจดทะเบียนตั้งโรงเบียร์ในปี 2474 หลังจากได้รับใบอนุญาตแล้วก็เดินทางไปเยอรมนีเพื่อหาซื้อเครื่องจักรและหาคนปรุงเบียร์ โดยระหว่างทางก่อนไปเยอรมนีก็แวะฝรั่งเศส รับเอานายประจวบไปดูงานด้วย ซึ่งหลังจากกลับจากเยอรมนี้ นอกจากจะได้เครื่องจักรและคนปรุงเบียร์แล้ว ยังได้ย้ายนายประจวบให้ ไปเรียนวิชาการทําเบียร์ ที่สถาบัน Deomens เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนีแทน เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตเบียร์เป็นเรื่องสําคัญที่สุด การพึ่งพาต่างประเทศอย่างเดียวทําไม่ได้

นายประจวบใช้เวลาเรียน 4 ปี ก็สําเร็จ ได้รับประกาศนียบัตรทางนายช่างทําเบียร์ Diploma Braumeister เมื่อปี 2479

นับได้ว่าเป็นนักปรุงเบียร์คนแรกของประเทศไทย

เมื่อเจ้านายไทย “ทำธุรกิจ” ประเมินผลการลงทุนของ “พระยาภิรมย์ภักดี” ถึง “เจ้าพระยายมราช”

ในระหว่างที่นายประจวบเรียนรู้เรื่องการทําเบียร์อยู่นั้น หลวงภิรมย์ภักดีก็ได้ปูทางธุรกิจไว้เพื่อให้เบียร์ไทยเอาชนะเบียร์ต่างประเทศให้ได้ โดยการผลิตเบียร์ที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับเบียร์นอกแต่ราคาถูกกว่า จึงมีการล็อบบี้ทางการให้ลดภาษีสรรพสามิตสําหรับเบียร์ไทยเป็นพิเศษ ซึ่งก็ทําได้สําเร็จ แม้พระคลังมหาสมบัติตอนนั้นจะอยู่ในฐานะไม่ค่อยดีก็ตาม และก่อตั้ง บริษัท บุญรอด บริวเวอรี เพื่อตั้งโรงเบียร์ โดยเริ่มแรกมีการผลิตเบียร์หลายยี่ห้อ ทั้งตราว่าว ซึ่งเป็นกีฬาที่หลวงภิรมย์ภักดีชอบมาก ตรานางระบํา ตราหมี และตราสิงห์

เมื่อนายประจวบกลับเมืองไทยก็ปรับปรุงรสชาติและคุณภาพเบียร์สิงห์ให้คุ้นลิ้นคนไทยมากขึ้น นอกจากนี้นายประจวบยังนําเทคโนโลยีการตลาดสมัยใหม่เข้ามาใช้ มีการตั้งร้านขายเบียร์โดยเฉพาะที่เรียกว่าเบียร์ ฮอลล์ ตั้งเอเย่นต์จําหน่ายเบียร์ ปล่อยเครดิตเพื่อให้สินค้าสามารถกระจายออกไปทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่นายประจวบมีอายุเพียง 25 ปี

การบุกเบิกและการขยายตลาดครั้งนี้ นายประจวบได้ร่วมมือกับพี่น้องสองคนภายใต้การดูแลของหลวงภิรมย์ภักดี ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาภิรมย์ภักดี พี่น้องทั้งสอง คือ นายวิทย์ บุตรบุญธรรมพระยาภิรมย์ภักดี ทําหน้าที่ด้านการตลาดและเป็นมือขายที่ลุยภาคสนาม และ นายจํานง บุตรชายต่างมารดากับนายประจวบดูแลด้านการเงินจนทําให้เบียร์สิงห์เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และครองตลาดอย่างไร้คู่แข่ง

และเมื่อพระยาภิรมย์ภักดีถึงแก่กรรมในปี 2493 นายประจวบก็ได้ขึ้นเป็นประธาน บริษัทบุญรอดฯสืบต่อจากบิดา

ปี 2501 ยุคที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่องอํานาจและกําลังขยายอิทธิพลทางธุรกิจ ได้จัดตั้งโรงเบียร์ขึ้นในนาม บริษัท บางกอกเบียร์ ใช้ยี่ห้อ หนุมาน แต่แม้จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยหน่วยราชการนายทัพนายกองเข้ามาช่วยซื้อเบียร์ตราหนุมานกันเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถทําให้บางกอกเบียร์ไปรอดได้ และอายุของบางกอกเบียร์ก็สิ้นสุดลงพร้อมกับอนิจกรรมของจอมพล สฤษดิ์ ทั้งที่เพิ่งตั้งได้เพียงปีเดียว

หลังจากนั้นบางกอกเบียร์ก็ถูกขายต่อให้กับ นายอุเทน เตชะไพบูลย์ และ นายสหัส มหาคุณ ที่ทําโรงงานสุราบางยี่ขันอยู่และเปลี่ยนชื่อบางกอกเบียร์เป็น บ.ไทยอมฤตบริวเวอรี่ ออกเบียร์หลายยี่ห้อและบุกตลาดอย่างหนัก แต่ก็ผลักดันไม่สําเร็จ

ในขณะที่ทางเบียร์สิงห์ทําการย้อนศรฝ่ายเตชะไพบูลย์เจ้าของอาณาจักรเหล้า ด้วยการผลิตน้ำโซดาออกมาขาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าฝ่ายเตชะไพบูลย์จะขายสุราแม่โขง กวางทองได้มากเท่าไหร่ ฝ่ายภิรมย์ภักดีก็จะยิ่งขายโซดาได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แถมเป็นตลาดที่ไร้คู่แข่งอีกด้วย

ในช่วงหนึ่งที่นายประจวบเรียนจบจากเยอรมนี้มาเป็นนายช่างควบคุมการทําเบียร์ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือระหว่างยุโรป-เอเชียให้ต้องชะงักงัน บริษัทไม่สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบคือข้าวมอลต์ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเบียร์มาจากต่างประเทศได้ นายประจวบได้อาศัยความรู้ที่ร่ำเรียนมา ดัดแปลงวัตถุดิบในไทยไปใช้แทนวัตถุดิบที่เคยใช้จนผลิตเป็นเบียร์ได้สําเร็จ จําหน่ายช่วงสงครามและยังมีรสชาติที่ทหารต่างชาติเองยังชมว่าอร่อยกว่าเบียร์ที่อื่น ซึ่งทําให้บริษัทบุญรอดสามารถเลี้ยงคนงานและเสมียนในแผนกต่าง ๆ จํานวน 500 คนเศษได้

หลังจากที่บุกเบิกธุรกิจเบียร์จนได้ครองตลาดแล้ว นายประจวบได้ร่วมกับนายวิทย์ และนายจํานงขยายงานเข้าธุรกิจต่อเนื่องมากมาย เช่น การร่วมทุนกับบริษัทบางกอกกล๊าส ทําขวด การร่วมทุนกับบริษัทฝาจีบ ตั้งโรงงานพลาสติก เข้าถือหุ้นในธนาคารบางแห่ง เช่น ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารแหลมทอง และยังได้ลงทุนในโครง การปลูกมอลต์ที่ภาคเหนือ เนื่องจากมอลต์เป็นวัตถุดิบที่สําคัญแต่ต้องนําเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากจะประกาศให้เบียร์สิงห์เป็นเบียร์ไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิก็ควรจะต้องใช้วัตถุดิบในประเทศไทยให้ได้ โครงการนี้จึงต้องเกิดขึ้นแม้จะใช้เวลานานก็ตาม

ระยะเวลาที่นายประจวบเข้ารับตําแหน่งประธานกรรมการและผู้อํานวยการบริษัทแทนพระยาภิรมย์ภักดีผู้บิดาตั้งแต่ปี 2493 ได้มีการบริหารกิจการของบริษัทให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา จากเนื้อที่ของบริษัทบุญรอด 9 ไร่เศษ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางกระบือ กลายเป็น 57 ไร่เศษ

มีพนักงานกว่า 1,300 คน และมีกําลังผลิตเพิ่มจากปีละ 500,000 ลิตร เป็น 1.5 ล้านลิตร มีการเปิดตลาดเบียร์ออกไปทั้งเอเชีย ยุโรป และ สหรัฐ จนรสชาติเป็นที่ยอมรับ สามารถคว้ารางวัลเบียร์คุณภาพดีที่สุดตราหนึ่งในบรรดาเบียร์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก

ในด้านชีวิตครอบครัวนายประจวบสมรสกับ นางสาวศรีจันทร์ จูฑะเตมีย์ … มี บุตร-ธิดา 5 คนคือ ปิยะ ภิรมย์ภักดี, ภควดี สุขุม, จวบจันทร์ ภิรมย์ภักดี, สันติ ภิรมย์ภักดี และ พรภิรมย์ ภิรมย์ภักดี โดยนายปิยะและนายสันตินั้นถือได้ว่าเป็น “ภิรมย์ภักดี” รุ่นที่ 3 ที่เติบโตขึ้นมาสืบทอดอุตสาหกรรมโรงเบียร์ของพระยาภิรมย์ภักดี ซึ่งนอกจากผลิตเบียร์ โซดา น้ำดื่มภายใต้ชื่อ “ตราสิงห์” แล้ว ภิรมย์ภักดีรุ่นใหม่ยังได้ขยายธุรกิจออกไปเป็นโครงการพัฒนาที่ดินและการท่องเที่ยวจํานวนมากมาย

บทสรุปสุดท้ายในชีวิตของนายประจวบได้ เดินมาถึงความสําเร็จสุดยอด เริ่มจากจบวิชาปรุงเบียร์มาโดยตรงและเข้ามาพัฒนาคุณภาพจนเป็น ที่ยอมรับของทั่วโลก จนเป็นอุตสาหกรรมที่ประสบความสําเร็จ อุตสาหกรรมหนึ่งของไทยภายใต้ชื่อไทยรสชาติไทย และได้แสดงความเป็นไทยโดยการเสียภาษีธุรกิจอย่างถูกต้อง จนได้เป็น 1 ใน 10 ของผู้ที่เสียภาษีให้กับชาติสูงสุดมาแล้ว

นี่คือความสําเร็จของคนไทย

พระยาภิรมย์ภักดี กับ-กีฬาว่าวไทย

พระยาภิรมย์ภักดี นามเดิมบุญรอด เศรษฐบุตร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2415 ขึ้น11 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก จ.ศ. 1233 ณ บ้านปลายสะพานยาว วัดบพิตรพิมุข

เป็นบุตรพระภิรมย์ภักดี (ชม เศรษฐบุตร) และนางมา เศรษฐบุตร

เหตุที่ได้ชื่อว่าบุญรอดนั้น ท่านเขียนเล่าไว้ในหนังสือ “ย่อรายงานประจําวัน” ของท่านว่า “เมื่อยังเป็นเด็กชักว่าวถอยหลังตกสะพานยาว หัวปักเสน มีผู้ช่วยขึ้นมาได้ ท่านบิดาจึงให้ชื่อว่า “บุญรอด” เป็นเด็กที่ค่อนข้างชนกว่าเด็กเพื่อนบ้าน”

พระยาภิรมย์ภักดีเริ่มเรียนหนังสือไทยขั้นต้นกับบิดาที่บ้านก่อน จนกระทั่งอายุได้ 11 ปี บิดาจึงนําไปฝากเรียนกับพระอาจารย์เมียม วัดบพิตรพิมุข เรียนอยู่ปีเศษก็ไปฝึกหัดการวาดเขียน ณ บ้านหลวงฤทธิ์ พออายุได้ 14 ปี ได้ขอให้บิดานําไปฝากกับอาจารย์เอส.จี.แมคฟาแลนด์ (S.G.Mcfarland) ณ โรงเรียนหลวงสวนอนันต์ ในคลองมอญ ธนบุรี ซึ่งต่อมา โรงเรียนนี้ยกเลิกการสอนมารวมกับโรงเรียนสุนันทาลัย ปากคลองตลาด พระยาภิรมย์ๆจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสุนันทาลัย จนกระทั่งจบหลักสูตร ท่านสามารถผ่านการสอบไล่เป็นที่ 1 ทุกวิชา

พระยาภิรมย์เป็นผู้นิยมและเชี่ยวชาญในการเล่นว่าวปักเป้า จนหาคู่ต่อสู้ได้ยาก เพราะเล่นว่าวมาแต่เด็ก ทําว่าวเอง นําไปชักด้วยตนเอง จึงรู้ข้อดีข้อเสีย และดัดแปลงจนว่าวได้สัดส่วนขึ้นสูงและบังคับว่าวได้อย่างใจนึก

พระยาภิรมย์ เป็นผู้แต่ง “ตํานานว่าวพนัน ตําราผูกว่าว วิธีชักว่าว และการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ” เมื่อปี พ.ศ.2464 เป็นตําราเล่มเดียวที่ให้ความรู้ด้านการแข่งขันว่าวเป็นอย่างมาก จนได้รับยกย่องว่าเป็น “ครู” ของ การเล่นว่าวไทย

ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรง กล่าวไว้ในคํานําเมื่อจัดพิมพ์ครั้งแรกว่า “ยังไม่ปรากฏว่าได้เคยมีผู้ใดแต่งเรื่องตํานานและตําราเล่นว่าวไว้แต่ก่อนมา และผู้ซึ่งจะแต่งนั้นก็ไม่มีใคร จะสมควรยิ่งกว่าพระยาภิรมย์ๆ ไปด้วยเป็นผู้ชํานาญการเล่นว่าวพนันไม่มีตัวสู้”

การเมืองเรื่องชักว่าว ดูว่าวพนันสมัยร.5 ทำไมชนชั้นนำเล่นพนันขณะที่ทั่วเมืองโดนกวาดล้าง?

เมื่อครั้งเป็นเด็กท่านกับพวกน้องๆ ได้รับการสอนและฝึกหัดให้รู้จักวิธีการเล่นว่าวจากบิดา ซึ่งได้รับการยกย่องว่า มีฝีมือเป็นเอกในการเล่นว่าวปักเป้าดังที่พระยาภิรมย์ๆบันทึกความไว้ว่า “ท่านบิดาเป็นนักล่อว่าว พนันชนะว่าวจุฬามีฝีมือเยี่ยมเลิศ ชื่อเสียงโด่งดังว่าว่าวปักเป้าพระภิรมย์ล่อเก่งที่สุดในสยาม”

พระยาภิรมย์ภักดีได้ติดตามไปช่วยบิดาเล่นว่าวทุกสนามที่มีการแข่งขัน เช่น สนามวัดโคก สนามวังสระปทุม สนามวัดบ้านทวาย หัวลําโพง สวนอนันต์ในคลองมอญ ฯลฯ เรื่อยมาจนถึงสนามหลวง การที่มีโอกาสได้เล่น ได้เห็นมากนอกจากจะทําให้เกิดความชํานาญแล้วท่านยังได้รับความรู้ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เล่นว่าวแต่ละประเภทว่าใครมีฝีมือในเรื่องการเล่นว่าวประเภทใด และเล่นได้ดีมากน้อยเพียงไร จนกระทั่งพระภิรมย์ภักดีถึงแก่กรรม พระยาภิรมย์ภักดีก็ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีฝีมือการเล่นว่าวพนันเป็นเยี่ยมสืบต่อจากบิดา

พระยาภิรมย์ภักดีให้ความสนใจในกีฬาว่าวพนันเสมอมา ทุกครั้งที่มีการเล่นแข่งขันที่ใดท่านก็มักจะไปร่วมเสมอ ดังเช่นใน พ.ศ. 2461 มีการนัดเล่นว่าวพนันที่สนามศาลาแดง ท่านเขียนเล่าไว้ว่า

“วันหนึ่งข้าพเจ้าไปดูเขาเล่น…ข้าพเจ้าไม่ได้จับว่าวเล่นมานานแล้ว นึกอย่างจะลองดูว่ามือกับนัยน์ตาจะเขวไปอย่างไรบ้าง จึงกรากไปที่ขุนจรูญฯยิ้มว่าวลองชักดู”

การเล่นว่าวครั้งนั้นผลปรากฏว่า ท่านสามารถคว้าว่าวจุฬาตกถึงสามตัวติดต่อกันจนนายสนามร้องเอ็ดมาว่า “หยุดก่อน พวกจุฬาเขายอม กลัวจริง ๆ และไม่ขอเล่นด้วยต่อไปถ้าคุณพระจับป่านว่าวปักเป้าสายใด ว่าวจุฬาตกลงมาจะไม่ให้เงิน” ท่านเล่าว่าเหตุการณ์เช่นนั้นเท่ากับเป็นการ ยอมแพ้ให้ขึ้นคานกลางสนาม

บางครั้งมีการเสด็จพระราชดําเนินมาทอดพระเนตร พระยาภิรมย์ๆได้แสดงฝีมือเล่นว่าวถวายจนได้รับคําชมว่า “ฝีมือยังเก่งจริง เหมือนเขาเล่าลือกัน”

แม้จะมีโอกาสเล่นว่าวได้น้อยลงแต่พระยาภิรมย์ๆยังคงเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการเล่นว่าวต่าง ๆ เช่น เป็นนายกสมาคมสนามว่าว เมื่อ พ.ศ. 2466 ครั้งนั้นท่านได้สละทุนลงแรงเก็บเงินค่าตัดสินและค่าอื่น ๆ ส่งบํารุงสภากาชาดเป็นการกุศล นับจากนั้นมาท่านก็ได้รับเชิญเป็นนายกสนามว่าวต่อมาอีกหลายครั้ง

ในปี พ.ศ.2470 ท่านได้ริเริ่มจัดตั้งสมาคมกีฬาสยามต่อมาคือสมาคมกีฬาไทยๆ ปัจจุบันยังมีม้ารอก และตะกร้าใส่ป่านว่าว อุปกรณ์ประกอบการแข่งขันสมบัติของท่านจัดอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

 

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มกราคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...