โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ไอแคร์" ปรับแผนรับร้านยาโต ส่ง 4 แบรนด์เจาะตลาด/ปี"64 ปักธงต่างจังหวัด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ม.ค. 2563 เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 06.11 น.

ร้านขายยา 4 หมื่นล้านคึกคัก “ไอแคร์” จัดทัพใหญ่บุก ย้ำภาพท็อปไฟฟ์ ขนร้านในเครือ 4 แบรนด์ “ไอแคร์-ฟาร์แมกซ์-ไวตามินคลับ-ซุปเปอร์ดรัก” เจาะตลาดรายเซ็กเมนต์ พร้อมขนสินค้าเพื่อสุขภาพ-อุปกรณ์เสริม รับดีมานด์สังคมสูงวัย ทั้งผนึกพันธมิตรรอบทิศ พัฒนาระบบสมาชิก ติวเข้มบุคลากร เดินหน้าขยายสาขา คิดสิ้นปีทะลุ 30 แห่ง ปีหน้าตั้งเป้าสยายปีกบุกต่างจังหวัด เล็งเข้าตลาดหุ้น

ถือเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดร้านขายยา ซึ่งวันนี้ตลาดรวมมีมูลค่าราว ๆ 4 หมื่นล้านบาท และนับวันตลาดนี้จะเติบโตมากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของสังคมไทย ซึ่งจะทำให้ความต้องการยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับผู้สูงวัยที่จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และการแข่งขันในตลาดจะทวีความดุเดือดมากขึ้น และทำให้ “ไอแคร์ เฮลท์” 1 ใน 5 ของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดร้านขายยาต้องปรับตัวต่อเนื่องเพื่อรองรับดีมานด์ที่มากขึ้นและสร้างการเติบโตในอนาคต

ร้านยา 4 หมื่นล้านคึกคัก

นายธัชพล ชลวัฒนสกุล กรรมการบริหาร บริษัท ไอแคร์ เฮลท์ จำกัด ผู้บริหารร้านขายยาในเครือไอแคร์ เฮลท์ ประกอบด้วย 4 แบรนด์ คือ ไอแคร์, ฟาร์แมกซ์, ไวตามินคลับ และซุปเปอร์ดรัก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้คาดว่าภาพรวมตลาดร้านยาจะมีทิศทางการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีตัวเลขการเติบโตเพียง 3-4% จากปี 2561 โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คือ หันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับโครงสร้างประชากรไทยที่เริ่มขยับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยที่ตัวเลขสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 17% ของประชากรทั้งประเทศในอนาคต ซึ่งจะทำให้ความต้องการยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดถือเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ส่งผลให้ภาพรวมร้านขายยาที่ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ขณะที่สถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจร้านขายยาก็เพิ่มดีกรีขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหญ่ทั้งกลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล ที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้ด้วย สำหรับเครือไอแคร์เองถือเป็น 1 ใน 5 ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดร้านขายยา เนื่องจากมีร้านขายยาอยู่ในเครือ 4 แบรนด์ รวม 25 สาขา ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีโพซิชั่นและมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจน ประกอบด้วยไอแคร์ 10 สาขา เป็นร้านขายยารูปแบบห้องแถว 1-2 คูหา เน้นเปิดตามชุมชนต่าง ๆ ตามด้วย ฟาร์แมกซ์ 10 สาขา ที่วางโพซิชันนิ่งเป็น professional pharmacy เน้นเปิดตามใจกลางเมือง อาทิ ย่านพระราม 4 คลองเตย จามจุรีสแควร์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็เปิดฟาร์แมกซ์ สาขาประดิษฐ์มนูธรรม ถือเป็นโมเดลใหม่ซึ่งเป็นร้านขายยาสแตนด์อะโลน มีสินค้าที่หลากหลาย ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคเน้นความสะดวกมากขึ้น และใช้รถยนต์ในการเดินทางเพิ่มขึ้น ดังนั้นร้านขายยาก็ต้องมีพื้นที่จอดรถไว้บริการด้วย ประกอบกับผู้บริโภคย่านประดิษฐ์มนูธรรม ลูกค้าที่มาซื้อยานิยมมาเป็นครอบครัว ดังนั้นจึงมีร้านกาแฟสตาร์บัคส์ไว้บริการ เพื่อเป็นที่นั่งพัก สร้างบรรยากาศสบาย ๆ ให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งโมเดลนี้แตกต่างจากร้านขายยารายอื่น ๆ และเป็นโมเดลที่สามารถเติบได้ในอนาคต เพราะตอบโจทย์คนยุคนี้

ต่อด้วยแบรนด์ไวตามินคลับมี 4 สาขา เป็นร้านขายยารูปแบบไลฟ์สไตล์ เปิดตามห้างสรรพสินค้า เจาะคนรุ่นใหม่ และซุปเปอร์ดรัก 1 สาขา ซึ่งเป็นร้านขายยารูปแบบสแตนด์อะโลน ชูความครบของยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

“จุดแข็งเครือไอแคร์ คือ มีหลายแบรนด์ ซึ่งแต่ละแบรนด์มีโพซิชันนิ่งชัดเจน เพราะไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มแยกย่อยมากขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าการมีแบรนด์ย่อยก็ตอบโจทย์คนในแต่ละเจเนอเรชั่นได้ชัดเจน โดยยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ ในแต่ละร้านก็จะถูกเลือกให้เหมาะกับคนแต่ละกลุ่มด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้บริษัทจะเริ่มเน้นการสร้างแบรนด์ สร้างการรับรู้แบรนด์ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคคุ้นชินและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น”

มุ่งวางรากฐานรับการเติบโต

นายธัชพลกล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางดำเนินธุรกิจจากนี้ไป จะแบ่งเป็น 3 กลยุทธ์หลัก คือ การร่วมมือกับพันธมิตรมากขึ้นในทุก ๆ ธุรกิจ เช่น ปลายปี 2562 ที่ผ่านมา จับมือองค์การเภสัชกรรม (GPO) โดยนำยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของจีพีโอ ทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยา และเวชสำอาง เข้ามาขายในร้านรวม 100 รายการ รวมถึงการเติมสินค้าภายในร้านให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น รองเท้าสุขภาพ รถเข็น เตียงสำหรับผู้ป่วย อุปกรณ์การช่วยเดินผู้สูงอายุ มีทั้งสินค้าจากในและต่างประเทศที่เป็นการนำเข้าจากญี่ปุ่น เยอรมนี เป็นต้น เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้มากขึ้น

ส่วนที่ 2 การลงทุนพัฒนาระบบการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสมาชิก โดยปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในเรื่องของระบบดาต้า ประมาณ 5-10 ล้านบาท และทำให้ปีนี้บริษัทมีความพร้อมมากขึ้น ในการนำฐานข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอสินค้า บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

นายธัชพลขยายความว่า ที่ผ่านมาบริษัทก็นำฐานข้อมูลที่ได้จากสมาชิกมาพัฒนาบริการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น รองเท้าสุขภาพ ที่นอนสุขภาพ หรือเตียงสำหรับผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งนำเข้าจากเยอรมนี ญี่ปุ่น จีน โดยจะวางสินค้าแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ เช่น รถเข็น มีราคาตั้งแต่ 2-3 พันบาทไปจนถึง 3 หมื่นบาท หรือราคาเตียงก็มีหลากหลาย โดยราคาเตียงสูงสุดก็ทะลุถึง 3 แสนบาท สุดท้าย คือ การพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจนี้ โดยบริษัทได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการพัฒนาบุคลากร ฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างมาตรฐานด้านบริการและคุณภาพ

ตั้งเป้าปีหน้าบุกต่างจังหวัด

นายธัชพลกล่าวย้ำว่า ปัจจุบันแม้ว่าบริษัทจะได้มีการลงทุน มีการวางระบบทุกอย่างไว้ค่อนข้างพร้อมและสมบูรณ์แล้ว และจะสามารถขยายสาขาได้ทันทีที่ต้องการ แต่บริษัทมีนโยบายว่าถ้าขยายสาขาหรือเติบโตในเชิงปริมาณอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้คุณภาพ บริษัทก็จะยังไม่เปิดเพิ่ม รวมทั้งแนวทางการขยายธุรกิจด้วยการขายแฟรนไชส์ บริษัทก็อาจจะต้องยืดระยะเวลาออกไปก่อน โดยแนวทางการเปิดสาขาในช่วงจากนี้ไปหลัก ๆ ก็จะยึดแนวทางการเปิดแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น สำหรับปีนี้ก็ตั้งเป้าการลงทุนเปิดสาขาใหม่ไว้ประมาณ 4-5 สาขาเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพและการให้บริการได้อย่างแท้จริง สำหรับสาขาที่จะเปิดเพิ่มหลัก ๆ ในเบื้องต้นคงโฟกัสอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯก่อน

“ในสเต็ปถัดไป ในปี 2564 บริษัทตั้งเป้าจะเริ่มขยายสาขาออกไปยังต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคตะวันตก จากปัจจุบันที่ร้านต่าง ๆ ของบริษัทมีสาขากระจุกตัวอยู่เฉพาะกรุงเทพฯเท่านั้น ส่วนจะใช้แบรนด์ไหนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับโลเกชั่นที่จะไป ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายในอนาคตว่ามีแผนจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย แต่ก็ยังไม่ได้รีบเร่งอะไร รอให้บริษัทมีความพร้อมก่อน”

นายธัชพลกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากยุทธศาสตร์และแนวทางที่วางไว้จะทำให้ปี 2563 นี้ บริษัทสามารถเติบโตได้ 20% จากปีก่อนที่มีรายได้เกือบ 900 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...