โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนมองหนัง l "ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2" : "ความผิด" และ "ความหวัง" ของคนอีสานร่วมสมัย

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07.56 น.

ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2″ หนังยาวลำดับที่สามใน “จักรวาลไทบ้าน” ผลงานการกำกับภาพยนตร์โดย “สุรศักดิ์ ป้องศร” คล้ายจะปะทะกับอุปสรรคสำคัญ ณ เบื้องต้น

เมื่อหนังประสบปัญหาในขั้นตอนการพิจารณาเรตติ้งของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (กรรมการเซ็นเซอร์) จนต้องจำใจตัดภาพเหตุการณ์และเนื้อหาบางส่วนออกไป และต้องเลื่อนเปิดตัวจากวันที่ 22 เป็นวันที่ 24 พฤศจิกายน

แต่กระนั้น หลังการเข้าฉายเพียงสองวัน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” ก็เก็บรายได้ไปอย่างงดงาม

ระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายน หนังทำรายได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ 11.44 ล้านบาท (ข้อมูลจากชมรมวิจารณ์บันเทิง)

ทว่าหากนับรายได้รวมทั่วประเทศ หนังรายนี้ก็ทำเงินไปแล้ว46.1 ล้านบาท (ข้อมูลจาก http://www.thailandboxoffice.com)

ขออนุญาตเขียนถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” โดยเริ่มต้นจากจุดที่ไม่ค่อยชอบก่อน

หากเทียบกับหนังภาค 1 และ 2.1 “ไทบ้านฯ 2.2” มีโครงสร้างเรื่องราวที่คมชัดเป็นระบบน้อยลง

เมื่อกรอบโครงความคิดที่เคยแข็งแกร่งของหนังมีลักษณะหละหลวมขึ้น การถ่ายทอดภาพรวมหรือภาพแทนของหมู่บ้าน/ชุมชน/สังคมอีสานร่วมสมัยผ่านมุมมองเชิงวิพากษ์ ซึ่งโดดเด่นมากๆ ในสองภาคแรก จึงพลอยเลือนรางพร่าเบลอไปด้วย

การไม่มุ่งเน้นความสำคัญไปยังโครงสร้างหรือภาพกว้าง ส่งผลให้ “ไทบ้านฯ 2.2” ต้องเล่าเรื่องราวเยอะแยะยิบย่อยผ่านการลงรายละเอียดชีวิตของบรรดาตัวละคร

บ้างก็เป็นปัจเจกบุคคล บ้างก็เป็นกลุ่มคน ในหมู่บ้านอีสานแห่งหนึ่ง

เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มในหนังมีความเข้มข้นกำลังดี แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่ม ซึ่งเคยมีความสำคัญในหนังภาคก่อนๆ กลับจมหายไปท่ามกลางมหาสมุทรของเส้นเรื่องจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม สามตัวละครหลักของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ป่อง” “จาลอด” และ “พระเซียง” ยังคงสถานะเป็น “สามเส้นเรื่องตรงจุดศูนย์กลาง” ผู้มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป ใน “ไทบ้านฯ 2.2”

ความหวังอันยิ่งใหญ่ในการทำธุรกิจ “สโตร์ผัก” ของ “ป่อง” กลายสภาพเป็นความจริงอันไม่สวยหรูและ (เกือบจะ) ล้มเหลว

หนุ่มอีสานลูกผู้ใหญ่บ้านที่จบปริญญาจากกรุงเทพฯ คือคนช่างคิดช่างฝัน เจ้าไอเดีย ในหัวบรรจุศัพท์เฉพาะทางการตลาดที่สุดแสนจะสวยหรูเอาไว้มากมาย

แต่เขาทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน ฝันฟุ้งเฟื่องของเขามีปัญหาเมื่อนำมาลงมือปฏิบัติจริง และเขาเริ่มรู้จักคำว่า “แพ้”

น่าผิดหวังนิดหน่อยที่หนังคลี่คลายปมปัญหานี้ ด้วยการผลักดันให้ “ป่อง” ซมซานกลับไปหาพ่อผู้ใหญ่และครอบครัว รวมทั้งปลุกเสกให้ธุรกิจที่เพิ่งล้มเหลวของเขาฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแบบหน้าตาเฉยด้วยอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก (ไม่รู้จัก “อีตามาร์ก” ซะแล้ว)

“จาลอด” อดีตตัวละครนำของ “ไทบ้านฯ 1” เหมือนจะสูญเสียตำแหน่ง “พระเอก” ไปโดยสมบูรณ์

ในหนังภาค 2.2 เขายังเป็นเพียง “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ของ “ป่อง” เป็นตัวละครสมทบเมื่อประกบกับ “พระเซียง” แม้แต่เวลาเข้าฉากกับ “บักมืด” น้องชาย บทบาท-แอ๊กชั่น-อารมณ์ของ “มืด” ก็ยังแลดูเข้มข้นรุนแรงฉูดฉาดกว่า

ทว่าเมื่อ “จาลอด” ถูกนำไปจัดวางอยู่เคียงข้าง “ป่อง” ในสโตร์ผัก เขากลับกลายเป็นดังตัวแทน-ปากเสียงของชาวบ้านท้องถิ่น ที่ทั้งชีวิตแทบไม่เคยเดินทางออกไปไหนไกลนอกชุมชน/อำเภอ/จังหวัด

“จาลอด” มิใช่ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” แบบ “ป่อง” แต่เขาและชาวบ้านอีกหลายราย คือคนทำงาน ลงแรง เสียเหงื่อจริงๆ ซึ่งร่วมกันก่อร่างสร้างให้ฝันของ “ป่อง” มีลักษณะจับต้องได้เป็นรูปธรรม

และเป็น “จาลอด” นี่เอง ที่กล้าเอ่ยเตือน “ป่อง” ว่าบางสิ่งที่เขาคิดฝันว่ามันดีมันใช่นั้น “อาจไม่ใช่และไม่เวิร์ก”

หลายคนจับจ้อง “พระเซียง” กับฉากปัญหาที่ทำให้หนังเกือบไม่รอดเงื้อมมือกรรมการเซ็นเซอร์

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกตัดทิ้งออกไปนั้นลดทอนพลังดราม่าในฉากไคลแมกซ์ช่วงท้ายภาพยนตร์ลงพอสมควร

แต่ “ภาพพระร้องไห้กอดโลงศพอดีตคนรัก” ก็เป็นอะไรที่ “ขี้ปะติ๋ว” มากๆ หากเทียบกับ “ใจความสำคัญ” ที่ “พระเซียง” ครุ่นคิดเอื้อนเอ่ยมาตลอดทั้งเรื่อง

นั่นคือจุดใหญ่ใจความที่ปรากฏผ่าน “คำถาม” ว่า ณ ปัจจุบัน พุทธศาสนา/วัด/พระ ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหา/ความทุกข์ทางโลกย์ได้อยู่หรือไม่? มากน้อยเพียงใด?

นี่คือคำถามหลักของชีวิตที่ “พระเซียง” เฝ้าเน้นย้ำอยู่เสมอ ทั้งเมื่อไปเทศน์สอนเด็กๆ ที่โรงเรียน เมื่อขบคิดทบทวนตัวเองยามคะนึงถึงคนรักเก่า และเมื่อเอ่ยสารภาพอย่างเซื่องซึมกับเพื่อนฝูงหลังลาสิกขา

ใจความดังกล่าวคือสิ่งที่อำนาจรัฐควรหวาดหวั่นมากกว่าเหตุการณ์เล็กๆ เรื่อง “พระร้องไห้”

เพราะความเห็นความรู้สึกของ “พระเซียง” ถือเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมไทยมี/รู้สึกร่วมกัน

นอกจากเส้นเรื่องว่าด้วยชีวิตสุขๆ โศกๆ ดีๆ ชั่วๆ ของตัวละครหลัก มีประเด็นร่วมข้อหนึ่ง ที่ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งใน “ไทบ้านฯ 2.2” ได้แก่ การกำหนดให้ตัวละครแทบทุกราย “ทำผิด-คิดผิด” กันตลอดเวลา

จุดน่าสนใจข้อแรกต่อประเด็นนี้คือ หนังไม่พยายามแสวงหาความชอบธรรมให้แก่การกระทำผิดพลาดของเหล่าตัวละคร

“ไทบ้านฯ 2.2” ยอมรับอย่างซื่อๆ ง่ายๆ ว่าคนทำผิดก็คือคนทำผิด และพวกเขาต้องรับผลจากความผิดพลาดเหล่านั้น พวกเขามิได้ทำผิดเพราะมีเหตุผลที่ถูกต้อง/ฟังขึ้น/สวยๆ หล่อๆ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

ด้วยโลกทัศน์เช่นนี้ มนุษย์เราจึงมืดบอดกันได้ทุกคน โดยที่ชีวิตดีๆ แย่ๆ ยังคงดำเนินต่อไป

จุดน่าสนใจข้อต่อมาคือ ตัวละครเกือบทั้งหมดแทบจะไม่ได้สำนึกผิดหรือเอ่ยขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อคู่กรณีและสาธารณชน

ที่สำคัญ ทุกคนมีแนวโน้มจะเดินหน้ากระทำในสิ่งที่ “อาจพลั้งผิด” ต่อไปได้เรื่อยๆ

พูดง่ายๆ ว่า ไม่มี “ไม้บรรทัดจริยธรรม” อันเคร่งครัดเที่ยงตรง มาคอยกำกับ/ตรวจสอบ/เทียบวัด “คุณงามความดี” ของหลากหลายตัวละครในหนังเรื่องนี้

อีกประเด็นที่ “ไทบ้านฯ 2.2” รับมอบมรดกตกทอดมาจากหนังสองภาคแรก ก็ได้แก่ การหยิบอุดมคติเรื่อง “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ของรัฐไทย และสถานภาพสูงส่งทรงอำนาจของ “ตัวแทนอำนาจรัฐ” มาดัดแปลง เคลื่อนย้าย เขย่า ขยี้ และหยอกล้อกันอย่างมันมือมันอารมณ์

หนังใน “จักรวาลไทบ้าน” ภาคล่าสุด ยังคงกล่าวถึงรัฐและตัวแทนอำนาจรัฐ ในฐานะของตัวแสดง/องค์กรที่ค่อนข้างจะไม่มีประสิทธิภาพ

คุณค่าหรือความหมายในทางสังคมของ “วัด” ถูกลบเลือนโดย “พระ/ทิดเซียง”

เราเห็นบทบาทของ “ครูแก้ว” ใน “ครัวเรือน” ไม่ใช่ใน “โรงเรียน” มิหนำซ้ำ “จาลอด” ยังยุกึ่งหยอกให้ “บักมืด” หยุดเรียน และไปต่อย ผอ.

“หมอปลาวาฬ” จากศูนย์สุขภาพชุมชน มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกฉวยใช้มาช่วยโปรโมตธุรกิจสโตร์ผัก

และเมื่อ “หัวหน้าห้องสาว” เผชิญหน้าปัญหารักสามเส้า เธอก็ถูกลดสถานะลงเป็นเพียง “อีขี้ข้า-อีลูกน้อง”

เราเห็น “ตำรวจหนุ่ม” หนึ่งนายมาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เกือบเจ๊งของ “ป่อง” และไม่มี “ทหาร” ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้

พลานุภาพที่น่าเกรงขามเพียงประการเดียวของตัวแทนอำนาจรัฐในหนังคือ การหว่านเงินแบบ “ประชานิยม” (หรือจะเรียก “ประชารัฐ” ก็ได้ ฮา!) ของแม่บุญทุ่มอย่าง “ครูแก้ว” ที่ทั้งซื้อตู้เย็นให้บ้านแฟน (โดยใช้เงินพ่อ), ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายแฟนขี่ไปจีบสาว, จ้างลูกศิษย์ไปโรงเรียน และเผลอๆ อาจจะซื้อรถเก๋งให้แฟนขับในอนาคต

ทั้งหมดนั้นคือการอุปถัมภ์สงเคราะห์ครอบครัวแค่หน่วยเดียว ผ่านสายสัมพันธ์/ความสนิทเสน่หาส่วนตัว แต่ไม่ได้สร้างโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวงกว้างในระดับชุมชน

เมื่อ “รัฐราชการ” ปราศจากน้ำยา แล้วความหวัง/ความเปลี่ยนแปลง/อนาคตของคนหรือชุมชนอีสานใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นจะถูกฝากฝังไว้กับผู้ใดได้อีก? (นอกจากตัวชาวบ้านเอง เช่น “ป่อง” หรือ “จาลอด”)

บุคคลกลุ่มแรกที่หนังกล่าวถึงเป็นนัยๆ คือ “นักการเมือง” ผู้มาพร้อมกับความหวัง

ในที่สุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นายทุนและผู้อำนวยการสร้าง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็ปรากฏกายเป็นนักแสดงรับเชิญของ “ไทบ้านฯ 2.2”

“สิริพงศ์” รับบทเป็นเจ้าของเงินก้อนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาร่วมลงทุนกับธุรกิจกิจการสโตร์ผักของ “ป่อง”

เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในภาพจินตนาการความคาดหวังของ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” “หนุ่มสาวอีสานผู้เปี่ยมฝัน” และหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ

โดยสรุป เขาคือเจ้าของเงินตราก้อนใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้สนับสนุนให้เกิดการสร้างโอกาสในการประกอบวิชาชีพรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งมิใช่ผู้อุปถัมภ์สงเคราะห์แบบ “บนลงล่าง” สไตล์ “ครูแก้ว”

นอกจอภาพยนตร์ “สิริพงศ์” คืออดีตนักการเมืองหนุ่มแห่งพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า

ตัวละครกลุ่มที่สองซึ่งมาพร้อมกับอนาคตของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ผีตายทั้งกลม” และ “สัปเหร่อ”!

ฉากท้ายสุดของหนังภาค 2.2 บ่งบอกว่าหมู่บ้านในภาพยนตร์กำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่สถานการณ์หรือยุคสมัยที่มีสิ่งลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ และพิธีกรรม-ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เป็นแกนกลาง

หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้า “ผี” และ “หมอผี” ซึ่งย้อนแย้งกับแก่นแกนหลักของหนังสามภาคที่ผ่านมา นั่นคือ “ความเป็นอีสานสมัยใหม่”

ต้องจับตาว่าโครงการหนังยาวลำดับถัดจากนี้ เรื่อง “สัปเหร่อ” จะนำพา “จักรวาลไทบ้าน” เดินไปยังทิศทางไหนกันแน่?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...