โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอจุฬาฯ เสนอแนวคิดเจาะเลือด นทท. หาโควิด พิสูจน์หลักลดกักตัวเหลือ 7 วัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 ก.ย 2563 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2563 เวลา 04.41 น.

หมอจุฬาฯ เสนอแนวคิดทดลองเจาะเลือด นทท. หาโควิด-19 พิสูจน์หลักการลดกักตัวเหลือ 7 วัน

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มอบหมายให้กรมควบคุมโรค และ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หารือกันในการทดสอบ ใช้วิธีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อลดเวลาในการกักตัวในสถานกักกันโรค

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงหลักการในการลดระยะเวลาการกักกันโรค (Quarantine) ในกลุ่มผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทย ด้วยการใช้วิธีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด-19

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า หลักการของการลดระยะเวลากักตัวโรคในสถานกักกันโรคจากเดิม 14 วัน ให้น้อยลงเหลือ 7 วัน ตนเสนอให้มีการตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อหรือภูมิคุ้มกันโรค ด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วมือ เพียง 0.3 – 0.5 ซีซี ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาตรวจในห้องปฎิบัติการ (แล็บ) 3 ชั่วโมง เพื่อค้นหาหลักฐานการติดเชื้อของผู้ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการป่วยทั้งเบาและรุนแรง หากผลเลือดเป็นลบ หมายถึงไม่มีการติดเชื้อ แต่หากมีผลเป็นบวก หมายถึงมีการติดเชื้อและจะต้องเก็บสิ่งส่งตรวจในโพรงจมูกด้วยวิธี RT-PCR เพื่อหาว่าเชื้อนั้นแพร่ออกมาได้หรือไม่ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ฯ พร้อมรองรับการตรวจเลือดประมาณ 5,000 ตัวอย่างต่อวัน และสามารถยกระดับการตรวจได้กว่า 10,000 ตัวอย่างต่อวัน ในราคา 1,000 บาทต่อครั้ง โดยตนย้ำว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้ แต่ที่ต้องประกาศจุดยืนเพราะไม่ต้องการให้ผู้อื่น เข้ามาหากำไรในการตรวจ

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ตนเสนอให้มีการทดลองหลักการดังกล่าวว่าจะสามารถลดเวลาเหลือ 7 วันได้หรือไม่ ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่า 1,000 รายที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดเดือนตุลาคม และต้องกักตัว 14 วันเต็มตามมาตรการเดิม โดยทำการเจาะเลือดหาภูมิคุ้มกันและเก็บสิ่งส่งตรวจในโพรงจมูกด้วยวิธี RT-PCR แบบเดิมควบคู่กันไป รวม 3 ครั้งในเวลา 14 วัน คือ วันที่ 0 คือวันแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย วันที่ 7 และวันที่ 14 คือวันสุดท้ายของการกักกันโรค เมื่อผ่านพ้นเดือนตุลาคมไป หากพบว่า ผลตรวจเลือดเจอเชื้อได้ในวันที่ 7 วันและไม่เจอเชื้อในวันที่ 14 เลย ก็สามารถบอกได้ 100% ในระยะต่อไปก็สามารถลดลงมาเหลือ 7 วัน เจาะเลือดตรวจหาเชื้อในวันที่ 0 และ 7 ของการกักตัว โดยการตรวจ 2 ครั้ง หากมีครั้งใดที่ผลเลือดเป็นบวก ก็จะต้องส่งตัวเข้าระบบการกักกันโรคที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 14 วัน เนื่องจากต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธีการ RT-PCR จนกว่าเชื้อจะหมดจากร่างกาย เว้นแต่ว่าผู้นั้นเคยมีประวัติการติดเชื้อและมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ารักษาหายแล้ว ซึ่งจะให้ผลเลือดเป็นบวก เพราะเป็นหลักฐานว่าเคยมีการติดเชื้อ ที่จะอยู่ในร่างกายประมาณ 20-40 วัน

“เดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวก็เข้ามาอย่างสบายใจได้ โดยมีระยะเวลาในการกักตัว 7 วันและตรวจแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ถ้าหากเป็นเจาะเลือดเป็นลบแล้ว 2 ครั้ง ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่หากกลัวจริงๆ คือ ในวันที่ 7 ของการกักตัว ถึงแม้เจาะเลือดให้ลบแล้ว ก็สามารถแยงจมูกตรวจ RT-PCR ด้วยก็ได้ โดยการเจาะเลือดตรวจด้วยราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับการแยงจมูกที่ราคาสูงกว่าและนอกเหนือจากนั้น คือใช้อุปกรณ์มากกว่า ดังนั้นหากใช้การเจาะเลือดตรวจก็จะตอบโจทย์ได้โดยที่อาจจะไม่รบกวนงบประมาณในการแยงจมูก และสามารถลดระยะเวลาการกักตัวได้ ทั้งยังช่วยลดงบประมาณของรัฐบาล ในการดูแลคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและต้องเข้าสถานกักกันโรคนานถึง 14 วันได้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเดือนตุลาคมนี้จะมีการทดลองดังกล่าวหรือไม่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ได้เสนอการนำวิธีเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันของผู้เดินทางเข้าประเทศไทยที่เข้าพักในสถานกักกันโรค (Quarantine) ตลอดเดือนตุลาคม ที่ประชุมนักวิชาการ สธ. มีความเห็นว่าจะตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ประกอบการ และส่วนพื้นที่ เพื่อรับทราบขั้นตอน และทราบเส้นทางเม็ดเงินที่เข้ามาจะต้องเข้าถึงชุมชนในพื้นที่ กระจายรายได้ออกไป ไม่ใช่การเปิดประเทศเพื่อประโยชน์ของนายทุนผูกขาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...