โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หยิบยาแก้หวัดมาลดไข้ได้ไหม

The Momentum

อัพเดต 20 ก.ย 2562 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2562 เวลา 09.16 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

In focus

  • ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดลดไข้ มีทั้งชนิดเดี่ยว และชนิดที่ผสมกับยาชนิดอื่น เช่น ยาแก้หวัด ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ยาพาราฯ ชนิดเดี่ยวเหมาะสำหรับอาการไข้มากที่สุด เพราะสามารถกินซ้ำได้ทุก 4 ชั่วโมง โดยขนาดที่เหมาะสมในผู้ใหญ่คือ เม็ดละ 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด (ผู้ที่มีน้ำหนักเกินอ่านรายละเอียดในบทความ)
  • ยาพาราฯ ชนิดผสมในยาแก้หวัด หากกินเพื่อลดอาการไข้หวัดอาจทำให้ได้รับยาพาราฯ เกินขนาดได้ในผู้มีน้ำหนักต่ำกว่า 50 กิโลกรัมได้ หรือถ้าหากกินเพื่อลดอาการไข้ตัวร้อนอย่างเดียวก็จะได้รับยาแก้แพ้โดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังอาจได้รับยาพาราฯ ซ้ำซ้อน หากกินยาพาราฯ ชนิดเดี่ยวเสริมเข้าไปอีก

“ไข้ยังสูงอยู่เลย” ผมวงกลมตัวเลขอุณหภูมิร่างกาย ‘37.8 องศาเซลเซียส’ ในเวชระเบียนก่อนจะถามคนไข้ว่า “กินยาลดไข้มาล่าสุดเมื่อไหร่นะครับ”

“น่าจะตอนบ่าย 3” หักลบกับเวลาตอนนี้ก็เกือบ 6-8 ชั่วโมงแล้ว

“ยาลดไข้สามารถกินได้ทุก 4 ชั่วโมงเลยนะครับ ถ้ายังมีไข้อยู่” ผมแนะนำเพราะ ‘ไข้’ เป็นอาการที่ทุกคนสามารถรักษาได้เองก่อนที่บ้าน “ว่าแต่กินยาตัวไหนเหรอครับ” 

“กิน… (ชื่อยาแก้หวัดชนิดผสมยี่ห้อหนึ่ง) ค่ะ” ซึ่งไม่ผิดความคาดหมายนัก เพราะจากที่เคยถามคนไข้ถึง ‘ยาลดไข้’ ที่กินมาก่อนที่จะมาโรงพยาบาลจะได้คำตอบ 2 อย่าง คือ 1. ยาพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว เช่น ไทลินอล ซาร่า หรือยาพาราฯ ที่ซื้อเป็นกระปุกไว้ที่บ้าน กับอย่างที่ 2. ยาชนิดผสมหรือ ‘ยาแก้หวัด’ ที่เป็นยาพาราฯ ผสมกับยาชนิดอื่นในเม็ดเดียวกัน เช่น ดีคอลเจน ทิฟฟี่

แต่ “คนไข้มีแต่ไข้ ไม่มีหวัดคัดจมูก ทำไมถึงไม่กินยาพาราฯ อย่างเดียวล่ะครับ” ผมสงสัย

“อ้าวเหรอคะ ทุกทีก็กินแล้วหายเหมือนกัน”

ยาพาราเซตามอล

ก่อนอื่นคงต้องขอทบทวนให้รู้จักกับยาสามัญประจำโรงพยาบาล เอ้ย! ประจำบ้านกันอีกรอบนะครับ เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับยาพาราฯ ชนิดผสมว่าแตกต่างกันอย่างไร 

ยาพาราฯ เป็นยาแก้ปวดลดไข้ โดย ‘ไข้’ ในที่นี้หมายความว่าตัวร้อน หรืออุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น (แต่บางคนเวลาพูดถึง ‘ไข้’ อาจหมายถึงอาการไม่สบายตัวหรือปวดศีรษะ) เมื่อกินแล้วอาการไข้ก็จะลดลง ทำให้อาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวซึ่งเกิดจากไข้ก็จะบรรเทาลงไปด้วย

นอกจากนี้ยาพาราฯ ก็ยังใช้รักษาอาการปวดอย่างอื่น เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการใช้งานหรือออกกำลังได้ เหมือนที่หลายคนเคยกิน ‘ยาคลายกล้ามเนื้อ’ ชนิดผสม ซึ่งผสมยาพาราฯ ด้วยก็หายปวดเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องใช้ ‘ยาแรง’ อย่างยาแก้อักเสบก็ได้

ขนาดที่ใช้คือน้ำหนักตัว x 10 มิลลิกรัมต่อครั้ง เช่น ผมหนัก 75 กก. ก็สามารถกิน 750 มิลลิกรัม (มก.) หรือ 1 เม็ดครึ่งได้ เพราะยาพาราฯ ผู้ใหญ่เม็ดละ 500 มก. แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินครั้งละ 1,000 มก. ใครที่น้ำหนักเกิน 100 กก. ก็กินได้สูงสุด 2 เม็ดนะครับ

และต้องไม่เกินวันละ 4,000 มก. ด้วย (เน้นนะครับ บางคนกินแล้วไม่หายปวดก็กินซ้ำจนเกินขนาด) ดังนั้นถ้าผมจะกินขนาดนี้ก็จะตกวันละ 4,000 หารด้วย 750 = 5 ครั้ง 

เอาไปหาร 24 ชั่วโมงอีกที = ทุก 5 ชั่วโมง

ปวดหัวหนักกว่าเดิมใช่ไหมครับ? (ฮา) ถ้าอย่างนั้นจำง่ายๆ เลยว่า “ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง” แบบนี้จะไม่มีทางได้รับยาเกินขนาด สมมติว่าคนไข้กินยาพาราฯ มาล่าสุดตอนบ่าย 3 ก็สามารถกินซ้ำได้อีกครั้งตอน 15.00 + 4 ชั่วโมง = 19.00 น. ถ้ายังมีไข้อยู่

ไม่ต้องรอมาวัดไข้ที่โรงพยาบาลก่อน หรือกลัวว่าหมอจะไม่เชื่อว่ามีไข้จริงนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องมานั่งซมรอหน้าห้องตรวจอีกนานกว่าจะเจอหมอ

ถ้าหมอไม่ถาม ก็บอกหมอไปตามตรงเลยครับว่า “กินยาลดไข้มาแล้ว”

ยาพาราฯ ชนิดผสม

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ยาอย่างที่สองต่างจากยาชนิดเดี่ยวก็คือยาอีก 1-2 ตัวที่เอามาผสมนั่นเอง ซึ่งจะทำให้แตกต่างทั้งวิธีการใช้ และผลข้างเคียงจากการกินยาเลยนะครับ

โดยยาที่มักจะนำมาผสมคือ ‘ยาแก้แพ้’ที่มีชื่อว่า “คลอเฟนิรามีน” หรือ CPM ยาแก้แพ้เม็ดเล็กๆ สีเหลืองๆ ที่หลายคนอาจเคยกินชนิดเดี่ยวมาก่อนนั่นแหละครับ ซึ่งมีฤทธิ์ทั้งแก้แพ้—สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม เวลาอากาศเปลี่ยนอาจทำให้มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลได้ 

และทั้งแก้น้ำมูกไหลโดยตรง—สำหรับคนทั่วไปจะมีน้ำมูกไหลจากการกระตุ้นของเชื้อไวรัส ส่งผลให้ยาชนิดผสมสามารถแก้ ‘ไข้+หวัด’ ได้ด้วย แต่ฤทธิ์อย่างหลังนี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของยาแก้แพ้ที่กินแล้วง่วงเท่านั้น! หรือพูดอีกอย่างว่ายาแก้แพ้ที่กินแล้วไม่ง่วงจะไม่ช่วยลดน้ำมูกในคนทั่วไป

ดังนั้นข้อควรระวังสำหรับผู้ที่กินยาพาราฯ ชนิดผสม คืออาจทำให้ง่วงระหว่างการทำงานได้ จึงอาจเปลี่ยนวิธีการกินเป็นยาเดี่ยวตอนกลางวัน และยาชนิดผสมตอนกลางคืนแทน

ไม่เพียงเท่านี้ ข้อควรระวังอีกอย่างคือขนาดยาที่ได้รับอาจต่ำหรือสูงเกินไป เพราะขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับยาคลอเฟนิรามีน คือ 4 มก. ทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่เกินวันละ 24 มก. โดยไม่ขึ้นกับน้ำหนักตัว ยกตัวอย่างเช่น

ยาพาราฯ ชนิดผสมยี่ห้อหนึ่ง ประกอบด้วย

  • พาราเซตามอล 500 มก.

  • คลอเฟนิรามีน 2 มก.

  • วิธีใช้คือครั้งละ 1-2 เม็ดทุก 6-8 ชั่วโมง

สมมติผู้ป่วยหนัก 50 กก. ถ้ากินครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เขาจะได้รับยาคลอเฟนิรามีน ‘ต่ำ’ กว่าขนาดที่ควรจะได้ ตรงกันข้ามถ้ากินครั้งละ 2 เม็ดเพื่อให้ได้ยาคลอเฟนิรามีน 4 มก. ‘พอดี’ แต่จะทำให้เขาได้รับยาพาราฯ ‘เกิน’ ขนาด เป็นต้น

ซึ่งนอกจากการเพิ่มเม็ดยาจะทำให้เสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดแล้ว ยังต้องระวังการกินยาซ้ำซ้อนกับเม็ดอื่นด้วย เช่น ผู้ป่วยอาจกินยาพาราฯ เดี่ยวซ้ำอีก หลังจากกินยาเม็ดผสมไปแล้ว

“อ้าวเหรอคะ ทุกทีก็กินแล้วหายเหมือนกัน”

“ใช่” ผมพยักหน้า “พกยา… (ชื่อยาแก้หวัดชนิดผสมยี่ห้อหนึ่ง) มาด้วยรึเปล่าครับ จะได้ชี้ตัวยาบนฉลากให้ดู”

“ยาตัวนี้เป็นยาแก้แพ้ แต่คนไข้มีแต่อาการไข้กับปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ถ้าใช้ยาพาราฯ เดี่ยวๆ จะปลอดภัยกว่าครับ”

เพราะยาพาราฯ เป็นยาสามัญประจำบ้าน ส่วนยาชนิดผสมก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือแม้แต่ร้านขายของชำทั่วไป คนส่วนใหญ่จึงใช้ยาตามคำแนะนำแบบปากต่อปาก ‘ตามๆ กันมา’ แต่ความจริงแล้วก็มีรายละเอียดบนฉลากยาที่ไม่ควรมองข้าม

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...