THE INTERVIEW เมื่อหนังตลกเอาฮากลายเป็นปัญหาระดับประเทศ - เพจ Kanin The Movie
24 พฤศจิกายน 2014 , พนักงานบริษัท Sony Pictures ต้องเป็นอันงงเมื่อจู่ ๆ คอมพิวเตอร์ที่พวกเขาใช้ทำงาน กลับแสดงภาพประหลาดของ “กะโหลกสีแดง” พร้อมข้อความยืนยันการเจาะระบบและยึดข้อมูลของบริษัทจากกลุ่มที่เรียกตนเองว่า #GOP (Guardians of Peace)โดยเนื้อหาภายในมีจำนวนมากถึง 100 เทระไบต์ บรรจุไปด้วยข้อมูลส่วนตัวพนักงาน, บันทึกอีเมล, สัญญาค่าจ้าง, ไฟล์ภาพยนตร์ที่ยังไม่ได้ฉาย, แผนการสร้างหนังในอนาคต และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ อีกมาก
ไฟล์ทั้งหมดถูกปล่อยสู่อินเตอร์เน็ตสาธารณะในเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา สร้างความเสียหายตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงความมั่นคงของชาติ แน่นอนว่าการที่ Sony Pictures โดนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องสุ่ม หากแต่มีเหตุผลและแรงจูงใจรองรับทั้งหมด ซึ่งคงเป็นเรื่องน่าประหลาดไม่น้อยถ้าจะบอกว่า เหตุการณ์เจาะระบบครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “หนังเรื่องหนึ่ง” เพราะใครจะไปคิดว่าหนังตลกเอาฮาจาก เซ็ธ โรเกน และ เจมส์ ฟรังโก้ จะนำพาไปสู่ปัญหาระดับประเทศได้ถึงเพียงนี้
The Interviewเป็นภาพยนตร์ แอคชั่น-ผจญภัย-คอมเมดี้ โดย อีวาน โกลด์เบิร์ก และ เซ็ธ โรเกน บอกเล่าเรื่องราวของพิธีกร เดฟ สกายลาร์ก และโปรดิวเซอร์ แอรอน ราพาพอร์ท สองเพื่อนซี้เบื้องหน้าและเบื้องหลังรายการเซเล็บทอร์คโชว์ “Skylark Tonight” ที่อยู่ ๆ วันหนึ่งพวกเขาก็ได้รับโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้สัมภาษณ์ท่านผู้นำ “คิม จอง-อึน” ที่เกาหลีเหนือแบบตัวต่อตัว สร้างความเหวอให้กับทั้งพวกเขาและทีมงานพร้อมพารายการทะยานสู่โปรแกรมที่ผู้คนตั้งตารอที่สุด (ในฐานะการสัมภาษณ์แห่งประวัติศาสตร์) แต่แม้ทุกอย่างจะดูเป็นใจให้แค่ไหน เรื่องราวทั้งหมดก็ต้องกลับตาลปัตรไปสู่หายนะเมื่อเช้าวันหนึ่ง CIA มาเคาะประตูหน้าบ้าน ยื่นข้อเสนอ (แบบบังคับ)ให้พวกเขาทั้งสองเปลี่ยนแผนสัมภาษณ์เป็นปฏิบัติการ “ลอบสังหาร” ที่บ้าบอคอแตกที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
ลำพังแค่พล็อตดังกล่าวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ The Interview กลายเป็นหนังที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในแง่ความเหมาะสมของการหยิบเอาบุคคลจริงผู้ซึ่งยังมีชีวิตมาเล่นตลกพร้อมทั้งตีความในแบบฉบับของตัวเอง ยิ่งเมื่อเขาคนนั้นคือ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ความอ่อนไหวของเนื้อหาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สร้างควรควบคุมอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้มีผลลัพธ์ใด ๆ ตามมา ซึ่งแน่นอนว่าความจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะ ภายหลังการเปิดตัวหนัง จดหมายจากเกาหลีเหนือก็ถูกส่งไปยังสหประชาชาติ (UN) เพื่อร้องเรียนสหรัฐถึงการอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์อันว่าด้วย “การสังหารผู้นำเกาหลีเหนือ” ว่าเป็นการสนับสนุนก่อการร้าย และประกาศสงคราม (Act of War) ระหว่างสองประเทศ ซึ่งพวกเขาพร้อมจะตอบโต้การกระทำดังกล่าว – อย่างไม่ต้องสงสัย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพยนตร์ถูกจับตาและเป็นที่สนใจไม่ต่างจากการที่รายการ Skylark Tonight ได้สัมภาษณ์ คิม จอง-อึน เลยแม้แต่นิดเดียว
The Interview พาผู้ชมเดินทางสู่เกาหลีเหนือ สำรวจแง่มุมซอกหลืบต่าง ๆ ผ่านบรรยากาศคอมเมดี้แสบ ๆ แบบทีเล่นทีจริง คนดูจะได้เห็นตั้งแต่ชุมชนย่านอาศัยไปจนถึงฐานทัพระดับสูง การตีความสังคม วัฒนธรรม การเมือง หรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต (พาเหวอ) ของ คิม จอง-อึน โดยมีเรื่องราวของมิตรภาพ และครอบครัว เป็นประเด็นสำคัญของหนัง (ทั้งความสัมพันธ์ของ เดฟ กับ แอรอน, ความสัมพันธ์ของ คิม กับพ่อ หรือกระทั่งมิตรภาพชั่วคราวของ เดฟ กับ คิม เองก็ตาม) แน่นอนว่าตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง หนังเต็มไปด้วยมุกตลกเสียดสีที่ไม่มีการประนีประนอมใด ๆ (จนบางทีก็ไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะดีมั้ย) และแม้ในช่วงครึ่งหลังหนังจะพาตัวละครผู้นำคิมไปสู่มิติอื่นที่น่าสนใจขึ้น ความแสบดังกล่าวก็ยังคงปรากฏเด่นชัดขึ้นอยู่ดีโดยเฉพาะกับไคลแม็กซ์ตอนท้ายที่กลายเป็น “ซีนในตำนาน” มาจนถึงตอนนี้
ฉากดังกล่าวเป็นการต่อสู้กันในช่วงท้ายระหว่างรถถังของ เดฟ กับเฮลิคอปเตอร์ของ คิม แม้ว่าเราจะอนุมานได้ไม่ยากว่าบทสรุปของ The Interview ต้องมีจุดจบที่การสังหารท่านผู้นำเกาหลีเหนือได้สำเร็จ แต่ใครจะไปคิดกันว่าฉากดังกล่าวจะถูกเล่าแบบ “Slow-Motion” พร้อมด้วยเพลง “Firework” จาก เคที เพอร์รี่ (ในเวอร์ชั่น Cover) แน่นอนว่าจุดประสงค์สำคัญของฉากนี้คือการสร้างเสียงหัวเราะ (ปนความสะใจ) ให้กับผู้ชม ซึ่งในแง่ความบันเทิงหนังนั้นทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสม การนำเสนอบุคคลที่มีชีวิตจริง “ถูกปลิดชีพ” อย่างหรรษาฮาเฮอาจดูเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตไปเสียหน่อยหรือไม่ หรือว่าสื่อบันเทิงสามารถรุกล้ำความอ่อนไหวเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องรู้สึกรับผิดชอบอะไร แน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่ทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการเมือง ลากยาวตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2014 ไปจนถึงปี 2015 ส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงสิงหาคม Sony ตัดสินใจที่จะเลื่อนกำหนดฉายหนังออกไปสองเดือน (จากตุลาคมเป็นธันวาคมช่วงคริสต์มาส) เพื่อแก้ไขภาพยนตร์บางส่วนให้ออกมารุนแรงน้อยลงและเป็นที่ยอมรับจากเกาหลีเหนือมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือฉาก คิม จอง-อึน เสียชีวิตที่เดิมทีจะมีความโหดกว่าที่เราเห็นในหนังพอสมควร (ตามข้อความในอีเมลที่ถูกแฮ็กและปล่อยออกมา ฉากการตายของ คิม จอง-อึน เดิมทีจะชัดเจนกว่านี้ ทั้งในส่วนของหน้าที่เผาไหม้ และหัวที่ระเบิดอย่างสยดสยอง)
กระนั้น หายนะที่แท้จริงสำหรับ The Interview ยังไม่ได้เกิดขึ้น แม้ว่าช่วงเวลาที่เกิดการถกเถียงดังกล่าวจะเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่ไม่อาจเทียบได้กับวันที่ 24 พฤศจิกายน 2014 และช่วงเวลาหลังจากนั้น เมื่อบริษัท Sony Pictures โดนเจาะระบบ ยึดข้อมูลสำคัญจำนวนมหาศาล (แถมยังลบไฟล์ต้นฉบับในคอมพนักงานทิ้งด้วย) รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเกาหลีเหนือที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มแฮ็กเกอร์ Guardians of Peace และแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ สหรัฐก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเกาหลีเหนือคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด (FBI กล่าวว่าพวกเขามีหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเป็นฝีมือของเกาหลีเหนือ เพียงแต่ไม่สามารถเปิดเผยสู่สาธารณะได้ , อีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือมัลแวร์ที่ใช้ในการโจมตีถูกเขียนในภาษาเกาหลี แถมกลวิธีการโจมตียังละม้ายคล้ายกับที่เกาหลีใต้เคยโดนในปี 2013 ด้วย)
หลายคนคาดการณ์และเชื่อว่าการโจมตี Sony Pictures ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากภาพยนตร์ The Interview ที่กำลังจะเข้าฉายในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งแรงจูงใจดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม แฮ็กเกอร์ได้ส่งข้อความขู่ถึงประชาชนที่คิดจะเดินทางไปดูภาพยนตร์ดังกล่าว โดยอ้างถึงเหตุการณ์ 9/11 เพื่อยืนยันว่าจะมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ที่ปล่อยให้มีการฉาย The Interview แน่นอนว่าข้อความดังกล่าวสร้างความกลัวต่อผู้คนถึงความปลอดภัย กลายเป็นว่าใครก็ตามที่จะไปดู The Interview ก็แปลว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นเหยื่อจากก่อการร้ายได้ทุกเมื่อ แม้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจะออกมาบอกว่าภัยดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่ถ้าเลือกได้เราก็คงไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง เช่นเดียวกับ เซ็ธ โรเกน และ เจมส์ ฟรังโก้ ที่ยกเลิกทัวร์เดินสายโปรโมทหนังทั้งหมด รวมไปถึงโรงภาพยนตร์เองก็เริ่มกดดันให้ Sony Pictures ถอดโปรแกรมของพวกเขาออกก่อนจะมีเหตุการณ์เลวร้ายตามมา
ท่ามกลางสภาวะที่ตึงเครียดและกดดัน ท้ายที่สุด Sony ก็ประกาศอนุญาตให้โรงหนังสามารถถอด The Interview ออกจากโปรแกรมได้ แต่กลายเป็นว่าการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับคนจำนวนหนึ่ง ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำแบบนี้จะก่อให้เกิดเป็น “ตัวอย่างที่ไม่ดี” ต่อประเทศในอนาคต หนึ่งในนั้นคือ บารัค โอบาม่า ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อ Sony Pictures ในวันที่ 19 ธันวาคม 2014 จนกระทั่งสุดท้าย Sony ก็กลับลำเปลี่ยนใจอีกรอบ เอา The Interview มาฉายโรงอีกครั้งตามช่วงเวลาเดิมพร้อมปล่อยขายให้ชมทางออนไลน์แบบ VOD (Video on Demand) ในอีก 1 วันหลังจากนั้น แน่นอนว่าการฉายได้แค่โรงภาพยนตร์เครือเล็กย่อมส่งผลต่อรายได้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวก็ได้ใจใครหลายคนไม่น้อยที่สุดท้ายเจ้าของหนังก็เลือกที่จะต่อสู้และไม่เซนเซอร์ผลงานของตัวเอง
The Interview เปิดตัวในสหรัฐด้วยจำนวนโรงที่น้อยนิด (331 โรง) พร้อมรายได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนจะปิดโปรแกรมที่ตัวเลข 6 ล้าน กระนั้น รายได้ส่วนมากจริงๆของหนังมาจากการขายและเช่าทางออนไลน์ โดยเปิดตัว 4 วันแรกที่ 15 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังจาก Sony Pictures ที่ทำรายได้ขายออนไลน์สูงสุด เช่นเดียวกับตำแหน่งหนังที่มีคนซื้อทางออนไลน์เยอะที่สุดประจำปี 2014 ใน Google Play และ Youtube ทำให้หนังได้รายได้จากตรงนี้ไปมากถึง 40 ล้านเหรียญโดยประมาณ
แม้ว่าในท้ายที่สุดคำขู่ก่อการร้ายจะไม่เกิดขึ้นจริงแต่ The Interview ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่อื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคนี้ไปแล้วเรียบร้อยแม้ว่าภายในเรื่องราวของมัน (ที่ถูกฉาบด้วยพล็อตสังหารท่านผู้นำ) จะเป็นหนังที่สนุกพ่วงด้วยประเด็นและข้อคิดที่น่าสนใจ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาย่อมมีความสุ่มเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น (เดิมทีโปรเจ็กต์ถูกพัฒนาตั้งแต่ที่ คิม จอง-อิล ยังเป็นผู้นำ แล้วได้รับการสานต่ออีกครั้งภายหลัง คิม จอง-อึน สืบทอดอำนาจ) เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยทางข้อมูลที่วันหนึ่งอาจย้อนกลับมาทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว (ภายหลังการปล่อยข้อมูลสู่สาธารณะ Sony Pictures ต้องรับมือกับสารพัดปัญหาที่ตามมาแบบลูกโซ่ ตั้งแต่อีเมล(อดีต)ประธานบริษัท, ปัญหาค่าตัวนักแสดงหญิง American Hustle, หนังที่ยังไม่เข้าฉาย 5 เรื่องถูกปล่อยให้โหลดกันฟรี ๆ ฯลฯ)
กระนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรพูดถึงไม่แพ้กันนั้นก็คือเรื่องของสื่อ - The Interview กลายเป็นเคสชั้นดีที่ทำให้เห็นว่าภาพยนตร์นั้นมีอิทธิพลต่อโลกมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ในแง่ของการสร้างความบันเทิง แต่หลายๆครั้งมันยังมีผลลัพธ์ต่อสังคม การเมือง ความคิด ความเชื่อ และอีกมากมายในแบบที่เราอาจไม่คาดคิด แน่นอนว่านี่เป็นบทเรียนสำคัญให้กับใครหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์นี้ และไม่ว่าคุณจะชื่นชอบหรือเกลียดชังแค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์สุดบ้าบอคอแตกที่กำลังจะมีอายุครบ 5 ปีเรื่องนี้ คือโมเมนต์สำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่น่าจดจำไม่มีทางลืมเลือนได้อย่างง่ายดายแน่นอน
.
.
ติดตามบทความของเพจ Kanin The Movie ได้บน LINE TODAY ทุกวันพุธ