โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

THE INTERVIEW เมื่อหนังตลกเอาฮากลายเป็นปัญหาระดับประเทศ - เพจ Kanin The Movie

TALK TODAY

เผยแพร่ 24 ก.ย 2562 เวลา 17.00 น. • Kanin The Movie

24 พฤศจิกายน 2014 , พนักงานบริษัท Sony Pictures ต้องเป็นอันงงเมื่อจู่ ๆ คอมพิวเตอร์ที่พวกเขาใช้ทำงาน กลับแสดงภาพประหลาดของ “กะโหลกสีแดง” พร้อมข้อความยืนยันการเจาะระบบและยึดข้อมูลของบริษัทจากกลุ่มที่เรียกตนเองว่า #GOP (Guardians of Peace)โดยเนื้อหาภายในมีจำนวนมากถึง 100 เทระไบต์ บรรจุไปด้วยข้อมูลส่วนตัวพนักงาน, บันทึกอีเมล, สัญญาค่าจ้าง, ไฟล์ภาพยนตร์ที่ยังไม่ได้ฉาย, แผนการสร้างหนังในอนาคต และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ อีกมาก 

ไฟล์ทั้งหมดถูกปล่อยสู่อินเตอร์เน็ตสาธารณะในเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา สร้างความเสียหายตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงความมั่นคงของชาติ แน่นอนว่าการที่ Sony Pictures โดนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องสุ่ม หากแต่มีเหตุผลและแรงจูงใจรองรับทั้งหมด ซึ่งคงเป็นเรื่องน่าประหลาดไม่น้อยถ้าจะบอกว่า เหตุการณ์เจาะระบบครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “หนังเรื่องหนึ่ง” เพราะใครจะไปคิดว่าหนังตลกเอาฮาจาก เซ็ธ โรเกน และ เจมส์ ฟรังโก้ จะนำพาไปสู่ปัญหาระดับประเทศได้ถึงเพียงนี้

The Interviewเป็นภาพยนตร์ แอคชั่น-ผจญภัย-คอมเมดี้ โดย อีวาน โกลด์เบิร์ก และ เซ็ธ โรเกน บอกเล่าเรื่องราวของพิธีกร เดฟ สกายลาร์ก และโปรดิวเซอร์ แอรอน ราพาพอร์ท สองเพื่อนซี้เบื้องหน้าและเบื้องหลังรายการเซเล็บทอร์คโชว์ “Skylark Tonight” ที่อยู่ ๆ วันหนึ่งพวกเขาก็ได้รับโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้สัมภาษณ์ท่านผู้นำ “คิม จอง-อึน” ที่เกาหลีเหนือแบบตัวต่อตัว สร้างความเหวอให้กับทั้งพวกเขาและทีมงานพร้อมพารายการทะยานสู่โปรแกรมที่ผู้คนตั้งตารอที่สุด (ในฐานะการสัมภาษณ์แห่งประวัติศาสตร์) แต่แม้ทุกอย่างจะดูเป็นใจให้แค่ไหน เรื่องราวทั้งหมดก็ต้องกลับตาลปัตรไปสู่หายนะเมื่อเช้าวันหนึ่ง CIA มาเคาะประตูหน้าบ้าน ยื่นข้อเสนอ (แบบบังคับ)ให้พวกเขาทั้งสองเปลี่ยนแผนสัมภาษณ์เป็นปฏิบัติการ “ลอบสังหาร” ที่บ้าบอคอแตกที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ 

ลำพังแค่พล็อตดังกล่าวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ The Interview กลายเป็นหนังที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในแง่ความเหมาะสมของการหยิบเอาบุคคลจริงผู้ซึ่งยังมีชีวิตมาเล่นตลกพร้อมทั้งตีความในแบบฉบับของตัวเอง ยิ่งเมื่อเขาคนนั้นคือ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ความอ่อนไหวของเนื้อหาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สร้างควรควบคุมอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้มีผลลัพธ์ใด ๆ ตามมา ซึ่งแน่นอนว่าความจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะ ภายหลังการเปิดตัวหนัง จดหมายจากเกาหลีเหนือก็ถูกส่งไปยังสหประชาชาติ (UN) เพื่อร้องเรียนสหรัฐถึงการอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์อันว่าด้วย “การสังหารผู้นำเกาหลีเหนือ” ว่าเป็นการสนับสนุนก่อการร้าย และประกาศสงคราม (Act of War) ระหว่างสองประเทศ ซึ่งพวกเขาพร้อมจะตอบโต้การกระทำดังกล่าว – อย่างไม่ต้องสงสัย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพยนตร์ถูกจับตาและเป็นที่สนใจไม่ต่างจากการที่รายการ Skylark Tonight ได้สัมภาษณ์ คิม จอง-อึน เลยแม้แต่นิดเดียว

The Interview พาผู้ชมเดินทางสู่เกาหลีเหนือ สำรวจแง่มุมซอกหลืบต่าง ๆ ผ่านบรรยากาศคอมเมดี้แสบ ๆ แบบทีเล่นทีจริง คนดูจะได้เห็นตั้งแต่ชุมชนย่านอาศัยไปจนถึงฐานทัพระดับสูง การตีความสังคม วัฒนธรรม การเมือง หรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต (พาเหวอ) ของ คิม จอง-อึน โดยมีเรื่องราวของมิตรภาพ และครอบครัว เป็นประเด็นสำคัญของหนัง (ทั้งความสัมพันธ์ของ เดฟ กับ แอรอน, ความสัมพันธ์ของ คิม กับพ่อ หรือกระทั่งมิตรภาพชั่วคราวของ เดฟ กับ คิม เองก็ตาม) แน่นอนว่าตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง หนังเต็มไปด้วยมุกตลกเสียดสีที่ไม่มีการประนีประนอมใด ๆ (จนบางทีก็ไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะดีมั้ย) และแม้ในช่วงครึ่งหลังหนังจะพาตัวละครผู้นำคิมไปสู่มิติอื่นที่น่าสนใจขึ้น ความแสบดังกล่าวก็ยังคงปรากฏเด่นชัดขึ้นอยู่ดีโดยเฉพาะกับไคลแม็กซ์ตอนท้ายที่กลายเป็น “ซีนในตำนาน” มาจนถึงตอนนี้

ฉากดังกล่าวเป็นการต่อสู้กันในช่วงท้ายระหว่างรถถังของ เดฟ กับเฮลิคอปเตอร์ของ คิม แม้ว่าเราจะอนุมานได้ไม่ยากว่าบทสรุปของ The Interview ต้องมีจุดจบที่การสังหารท่านผู้นำเกาหลีเหนือได้สำเร็จ แต่ใครจะไปคิดกันว่าฉากดังกล่าวจะถูกเล่าแบบ “Slow-Motion” พร้อมด้วยเพลง “Firework” จาก เคที เพอร์รี่ (ในเวอร์ชั่น Cover) แน่นอนว่าจุดประสงค์สำคัญของฉากนี้คือการสร้างเสียงหัวเราะ (ปนความสะใจ) ให้กับผู้ชม ซึ่งในแง่ความบันเทิงหนังนั้นทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสม การนำเสนอบุคคลที่มีชีวิตจริง “ถูกปลิดชีพ” อย่างหรรษาฮาเฮอาจดูเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตไปเสียหน่อยหรือไม่ หรือว่าสื่อบันเทิงสามารถรุกล้ำความอ่อนไหวเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องรู้สึกรับผิดชอบอะไร แน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่ทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการเมือง ลากยาวตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2014 ไปจนถึงปี 2015 ส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงสิงหาคม Sony ตัดสินใจที่จะเลื่อนกำหนดฉายหนังออกไปสองเดือน (จากตุลาคมเป็นธันวาคมช่วงคริสต์มาส) เพื่อแก้ไขภาพยนตร์บางส่วนให้ออกมารุนแรงน้อยลงและเป็นที่ยอมรับจากเกาหลีเหนือมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือฉาก คิม จอง-อึน เสียชีวิตที่เดิมทีจะมีความโหดกว่าที่เราเห็นในหนังพอสมควร (ตามข้อความในอีเมลที่ถูกแฮ็กและปล่อยออกมา ฉากการตายของ คิม จอง-อึน เดิมทีจะชัดเจนกว่านี้ ทั้งในส่วนของหน้าที่เผาไหม้ และหัวที่ระเบิดอย่างสยดสยอง)

กระนั้น หายนะที่แท้จริงสำหรับ The Interview ยังไม่ได้เกิดขึ้น แม้ว่าช่วงเวลาที่เกิดการถกเถียงดังกล่าวจะเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่ไม่อาจเทียบได้กับวันที่ 24 พฤศจิกายน 2014 และช่วงเวลาหลังจากนั้น เมื่อบริษัท Sony Pictures โดนเจาะระบบ ยึดข้อมูลสำคัญจำนวนมหาศาล (แถมยังลบไฟล์ต้นฉบับในคอมพนักงานทิ้งด้วย) รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเกาหลีเหนือที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มแฮ็กเกอร์ Guardians of Peace และแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ สหรัฐก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเกาหลีเหนือคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด (FBI กล่าวว่าพวกเขามีหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเป็นฝีมือของเกาหลีเหนือ เพียงแต่ไม่สามารถเปิดเผยสู่สาธารณะได้ , อีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือมัลแวร์ที่ใช้ในการโจมตีถูกเขียนในภาษาเกาหลี แถมกลวิธีการโจมตียังละม้ายคล้ายกับที่เกาหลีใต้เคยโดนในปี 2013 ด้วย)

หลายคนคาดการณ์และเชื่อว่าการโจมตี Sony Pictures ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากภาพยนตร์ The Interview ที่กำลังจะเข้าฉายในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งแรงจูงใจดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม แฮ็กเกอร์ได้ส่งข้อความขู่ถึงประชาชนที่คิดจะเดินทางไปดูภาพยนตร์ดังกล่าว โดยอ้างถึงเหตุการณ์ 9/11 เพื่อยืนยันว่าจะมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ที่ปล่อยให้มีการฉาย The Interview แน่นอนว่าข้อความดังกล่าวสร้างความกลัวต่อผู้คนถึงความปลอดภัย กลายเป็นว่าใครก็ตามที่จะไปดู The Interview ก็แปลว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นเหยื่อจากก่อการร้ายได้ทุกเมื่อ แม้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจะออกมาบอกว่าภัยดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่ถ้าเลือกได้เราก็คงไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง เช่นเดียวกับ เซ็ธ โรเกน และ เจมส์ ฟรังโก้ ที่ยกเลิกทัวร์เดินสายโปรโมทหนังทั้งหมด รวมไปถึงโรงภาพยนตร์เองก็เริ่มกดดันให้ Sony Pictures ถอดโปรแกรมของพวกเขาออกก่อนจะมีเหตุการณ์เลวร้ายตามมา 

ท่ามกลางสภาวะที่ตึงเครียดและกดดัน ท้ายที่สุด Sony ก็ประกาศอนุญาตให้โรงหนังสามารถถอด The Interview ออกจากโปรแกรมได้ แต่กลายเป็นว่าการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับคนจำนวนหนึ่ง ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำแบบนี้จะก่อให้เกิดเป็น “ตัวอย่างที่ไม่ดี” ต่อประเทศในอนาคต หนึ่งในนั้นคือ บารัค โอบาม่า ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อ Sony Pictures ในวันที่ 19 ธันวาคม 2014 จนกระทั่งสุดท้าย Sony ก็กลับลำเปลี่ยนใจอีกรอบ เอา The Interview มาฉายโรงอีกครั้งตามช่วงเวลาเดิมพร้อมปล่อยขายให้ชมทางออนไลน์แบบ VOD (Video on Demand) ในอีก 1 วันหลังจากนั้น แน่นอนว่าการฉายได้แค่โรงภาพยนตร์เครือเล็กย่อมส่งผลต่อรายได้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวก็ได้ใจใครหลายคนไม่น้อยที่สุดท้ายเจ้าของหนังก็เลือกที่จะต่อสู้และไม่เซนเซอร์ผลงานของตัวเอง

The Interview เปิดตัวในสหรัฐด้วยจำนวนโรงที่น้อยนิด (331 โรง) พร้อมรายได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนจะปิดโปรแกรมที่ตัวเลข 6 ล้าน กระนั้น รายได้ส่วนมากจริงๆของหนังมาจากการขายและเช่าทางออนไลน์ โดยเปิดตัว 4 วันแรกที่ 15 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังจาก Sony Pictures ที่ทำรายได้ขายออนไลน์สูงสุด เช่นเดียวกับตำแหน่งหนังที่มีคนซื้อทางออนไลน์เยอะที่สุดประจำปี 2014 ใน Google Play และ Youtube ทำให้หนังได้รายได้จากตรงนี้ไปมากถึง 40 ล้านเหรียญโดยประมาณ    

แม้ว่าในท้ายที่สุดคำขู่ก่อการร้ายจะไม่เกิดขึ้นจริงแต่ The Interview ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่อื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคนี้ไปแล้วเรียบร้อยแม้ว่าภายในเรื่องราวของมัน (ที่ถูกฉาบด้วยพล็อตสังหารท่านผู้นำ) จะเป็นหนังที่สนุกพ่วงด้วยประเด็นและข้อคิดที่น่าสนใจ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาย่อมมีความสุ่มเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น (เดิมทีโปรเจ็กต์ถูกพัฒนาตั้งแต่ที่ คิม จอง-อิล ยังเป็นผู้นำ แล้วได้รับการสานต่ออีกครั้งภายหลัง คิม จอง-อึน สืบทอดอำนาจ) เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยทางข้อมูลที่วันหนึ่งอาจย้อนกลับมาทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว (ภายหลังการปล่อยข้อมูลสู่สาธารณะ Sony Pictures ต้องรับมือกับสารพัดปัญหาที่ตามมาแบบลูกโซ่ ตั้งแต่อีเมล(อดีต)ประธานบริษัท, ปัญหาค่าตัวนักแสดงหญิง American Hustle, หนังที่ยังไม่เข้าฉาย 5 เรื่องถูกปล่อยให้โหลดกันฟรี ๆ ฯลฯ)  

กระนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรพูดถึงไม่แพ้กันนั้นก็คือเรื่องของสื่อ - The Interview กลายเป็นเคสชั้นดีที่ทำให้เห็นว่าภาพยนตร์นั้นมีอิทธิพลต่อโลกมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ในแง่ของการสร้างความบันเทิง แต่หลายๆครั้งมันยังมีผลลัพธ์ต่อสังคม การเมือง ความคิด ความเชื่อ และอีกมากมายในแบบที่เราอาจไม่คาดคิด แน่นอนว่านี่เป็นบทเรียนสำคัญให้กับใครหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์นี้ และไม่ว่าคุณจะชื่นชอบหรือเกลียดชังแค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์สุดบ้าบอคอแตกที่กำลังจะมีอายุครบ 5 ปีเรื่องนี้ คือโมเมนต์สำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่น่าจดจำไม่มีทางลืมเลือนได้อย่างง่ายดายแน่นอน 

.

.

ติดตามบทความของเพจ Kanin The Movie ได้บน LINE TODAY ทุกวันพุธ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...