โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัมภาษณ์พิเศษ - สามีแห่งชาติคนล่าสุด! ‘โมสต์’ ได้ ‘ไอ้จ้อย’ ต่อชีวิตวงการ

Khaosod

อัพเดต 24 มี.ค. 2561 เวลา 16.33 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16.33 น.

เข้าวงการมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งดังเปรี้ยงปร้างก็ตอนรับบท‘ไอ้จ้อย’ บ่าวคนสนิทของ ‘ท่านหมื่นสุนทรเทวา’ หรือ‘ขุนศรีวิสารวาจา’ ในละครฮอต “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 สำหรับนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรง ‘โมสต์’วิศรุต หิมรัตน์

 จุดเริ่มต้นงานในวงการ
โมสต์ – “ผมเข้าวงการตอนม.5 อายุ 16 ปี ประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ลปี 2552 ถือเป็นก้าวแรกเลย แล้วก็ไปเป็นศิลปินฝึกหัดแกรมมี่ ผ่านไป 1-2 ปี ก็มาเล่นละครกับบรอดคาซท์ฯ เรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ รับบทภูผา ซิตคอม รักจัดเต็ม รับบทก้านยาว แล้วก็เป็นดารารับเชิญอยู่หลายเรื่อง ทั้ง บางระจัน กลกิโมโน และอีกหลายเรื่อง”

 มีคนรู้จักมากขึ้นจากละคร “บุพเพสันนิวาส”
โมสต์ – “เรื่องนี้ถือเป็นละครยาวแท้ๆ ของผม ใช้เวลาถ่ายทำ 1 ปี 8 เดือน ไม่นึกว่าตัวเองจะได้รับการพูดถึงเยอะขนาดนี้ แต่พอได้รับการตอบรับที่ดีก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งเรื่องนี้ผมได้รับการฝึกฝนจากพี่ๆ นักแสดงเยอะ ถึงแม้จะไม่ได้รับการสอนโดยตรง แต่ก็คอยดูพี่ๆ เขา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ อยู่ด้วยกันนานๆ มีซึมซับ ส่วนเวิร์กช็อปของผมทำแยก ไม่เชิงเรียนการแสดง แต่เหมือนนั่งคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวละคร วิธีการแสดง ทุกบริบทของบุพเพสันนิวาส คือด้วยผมเป็นคนรุ่นใหม่ การจะไปเล่นอะไรที่เป็นแบบนี้ หมายถึงทาส เราต้องทำความเข้าใจตรงส่วนนั้นว่าทาสเป็นยังไง ปกติใครมาสั่งมาไล่ เราก็ไปแล้ว ทนเพื่ออะไร แต่นี่ทาสต้องทน ทนแบบจงรักภักดีด้วยนะ”

 ภาษาพูดในเรื่องล่ะ
โมสต์ – “(ทำหน้าตาเหลือก) มันไม่ใช่แค่พูดครับ มันต้องเข้าใจในสิ่งที่พูด แต่มันไม่เข้าใจครับ โอ้ย! (หัวเราะ) มีคำอะไรไม่รู้ เกิดมาไม่เคยได้ยิน ไม่เคยอ่านเจอ แต่ต้องพูด ออเจ้า ทำไมไม่เจ้า มึง กู เอ็ง ข้า บทสนทนาอีก คำสลับกันหมด ไม่ไป ไปไม่ หาไม่ หามิได้ ยากมาก คิวแรกผมต้องวิ่งมาจากนอกบ้าน แล้วคนที่ผมพูดด้วยคืออาหนิง(นิรุตติ์) คิดดูว่าบีบหัวใจขนาดไหน ประโยคก็ไม่ได้ยาวมาก แต่เหมือนนานมาก กว่าจะพูดจบ ต้องพูดให้ไม่ผิด อารมณ์อีก ท่าทางอีก ต้องให้เป็นธรรมชาติด้วย วันไหนมีบทพูดเยอะ ผมก็เล่นหน้ากระจกก่อนนอนทุกวัน เหมือนสะกดตัวเองไปในตัว”

 ในเรื่องต้องพายเรือด้วย
โมสต์ – “โห ผมต้องฝึกพายเรือทุกวัน เพื่อให้พายเรือเป็น วันที่ไม่มีคิวผมตอนเช้า ผมจะลงไปพายเรือ ท่าจับ ท่าพาย คัดน้ำ ทำยังไงให้พายจ้วงน้ำฝั่งเดียว แล้วเรือไม่หมุนติ้ว เบี้ยวไปมา คิดดูแต่งตัวเป็นจ้อย คุ้งน้ำเจ้าพระยาอยุธยาแต่ก่อน ตัดภาพมาที่ความจริง คลองข้างบ้าน ช่อง 3 หนองแขมบ้าง ที่กาญจนบุรีบ้าง แดดอย่างกะพระอาทิตย์ 4 ดวง ผมพายเรือไม่เป็น ฝึกพายจน ไม่ใช่แค่พายเป็นนะ พายจนเก่งเลยล่ะ จนตอนนี้ผมชอบเรือไปแล้ว กลายเป็นว่าพอมีเวลาว่างผมจะไปเล่นเรือใบ ชอบการอยู่บนเรือไปเลย และเรื่องนี้นอกจากพายเรือว่ายากแล้ว ผมต้องดิวกับไก่ด้วย ซึ่งก็ยากอยู่เหมือนกัน”

 ได้ร่วมงานกับพระเอก นางเอกเบอร์ใหญ่เรื่องนี้เป็นไงบ้าง
โมสต์ – “ดีมากครับ ผมได้มาเจอได้มาอยู่กับพระเอกนางเอกเยอะมาก แค่นี้ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วที่ผมได้อยู่ใกล้ๆ ได้เห็นพี่เบลล่า(ราณี) เห้ย! เขาเก่งว่ะ แล้วพี่โป๊ป(ธนวรรธน์) อีก เราไม่ได้เห็นแค่เวลาเขาทำงาน แต่เราอยู่ร่วมกันในกอง เราเห็นเราเรียนรู้ รับรู้ว่าเขาทำอะไร ทำยังไงกัน ก่อนเข้าฉาก เริ่มถ่าย จนสั่งคัต จนเบรก เห็นพวกเขาซ้อม รีแล็กซ์ สารพัดที่จะได้เรียนรู้ เวลาผมเข้าฉากด้วยยอมรับว่ารู้สึกเกร็ง ไม่ใช่แค่คู่พระนาง เกร็งกับทุกคน เพราะมันยาก ไหนจะเรื่องพูด บท ท่าทาง สีหน้า ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วงใคร”

 ถ่ายกับใครมากที่สุด
โมสต์ – “ต้องพระเอกสิครับ อยู่ด้วยกัน เดินตามทั้งเรื่อง ขนาดบางซีน ผมต้องเข้าไปอยู่แต่กล้องไม่จับมาที่ผมก็มี(หัวเราะ) รองลงมาก็พี่เบลล่า พี่ปั้นจั่น(ปรมะ) แต่บ่าวในบ้านก็ต้องเข้าฉากด้วยกันเยอะนะ พี่นุ่น(รมิดา) พี่หยา(จรรยา) ได้เข้าฉากกับพี่นุ่นพี่หยาบ่อยๆ รู้สึกดีเสมอ สบายใจสุดแล้ว เราไม่กลัวผิดเวลาเล่นกับพี่หยา พี่เขาเป็นครูผมด้วย เป็นนักแสดงละครเวทีด้วยกัน ตอนเล่นเรื่องน้องใหม่ฯ พี่หยาเป็นแอคติ้งโคชก็เลยจะรู้จักสนิทกัน มาเรื่องบุพเพฯ พอเวลามีปัญหาอะไรผมก็จะคุยกับพี่หยาตลอด เวลาเล่นไม่ได้ก็จะไปกระแซะหาปุ่มลัดการแสดง”

 รักตัวละครจ้อยไหม
โมสต์ – “รักครับ เขาซื่อสัตย์มากเลยนะ เราเป็นเขาอยู่นานมาก กว่าจะเป็นเขาได้ก็ภูมิใจ รู้เลยว่าเขารักนายของเขา เขาขี้ขลาดแต่แฝงไว้ด้วยความกล้า เขามีมุมที่ต้องสนุก ทะเล้น มีความสุขนะที่ได้เป็นเขา ยิ่งพอออกมาเป็นแบบนี้ มีคนชื่นชอบ ก็เป็นความสุขของเรา”

 มีอะไรที่ตัวเองชอบและไม่ชอบบ้าง
โมสต์ – “ผมไม่ชอบผลไม้ ตั้งแต่เล็กจนโตจนอายุ 25 ปีนี้ ไม่มีผลไม้ตกถึงท้องเลย ผมก็ไม่รู้ว่าเรียกกินมันหรือเปล่า คือส้ม แม่ต้องเอาแต่น้ำออกมาให้กิน ถ้ากินเนื้อ กินไม่เป็น กล้วยทอดกินได้ แต่กล้วยจริงๆ ไม่เคยกิน ส่วนผักผมเริ่มกินตอนมัธยมปลายนี่เอง กินจากร้านเอ็มเค และกินเป็นแค่กะหล่ำปลี คะน้า เห็ด ในส่วนที่ชอบคือชอบเพลง ชอบทะเล และนิสัยผมโคตรอินดี้ ไลฟ์สไตล์ผมเป็นคนมีอารมณ์สุนทรีย์นะ ชอบดูหนัง ฟังเพลง แต่งเพลง ชอบคิดอะไรต่างๆ เป็นคนคิดเยอะ เวลาว่างๆ หรือไม่มีงานก็ไปเล่นละครเวที เหมือนได้เรียนแอคติ้ง ได้เจอคนที่เจ๋งจริงๆ เจอคนที่เป็นศิลปินจริงๆ เราได้ซึมซับตรงนั้น”

 เรื่องหัวใจล่ะ มีแฟนหรือยัง
โมสต์ – “บอกความจริงเลย ผมมีคุยๆ อยู่ครับ คุยกันมาเกือนปีแล้ว ถามว่าผมเป็นคนเจ้าชู้มั้ย ไม่แน่ใจครับ แต่ผมว่าผมเจ้าชู้ (หัวเราะ) แต่ผมก็ไม่เคยจีบใครนะ ผมขี้อาย มีแต่คนเข้ามาจีบ เมื่อก่อนผมชอบใครผมก็แต่งเพลงนะ ระบายความรู้สึก ไม่รู้แต่งทำไม แค่เขียนขึ้นมาเฉยๆ หรือบางทีก็ส่งให้เพื่อนฟัง กลายเป็นเรื่องแอบชอบไป”

 เพิ่งกลับจากอมเริกา ไปทำอะไรมา
โมสต์ – “ไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ 7 เดือน ตอนนี้เรียนจบคอร์สแล้ว คือผมเรียนจบศิลปกรรม มศว. มา ก็อยากมีวิชาความรู้เพิ่ม จึงตัดสินใจไปเรียนที่ต่างประเทศ ก่อนที่จะเล่นละคร บุพเพสันนิวาส ผมอยู่ตรงนี้มา 6 ปีแล้ว ผมไม่ได้ดราม่านะ แค่คิดว่าเราต้องหาทางออกให้ตัวเอง จึงตั้งใจว่าจะไปเรียนบริหาร เพราะไม่เคยเรียนมาเลย แต่ต้องได้ภาษาก่อนเลยลงเป็นคอร์สสั้นๆ ไว้”
“แล้วที่บ้านชอบถามว่าจะทำงานทำการอะไร ผมไม่มีคำตอบ ตอบอะไรไม่ได้เลย ที่ผ่านมาอยู่กับการแสดง พอจบบุพเพฯ ก็ไปอเมริกา โรงเรียนแคพแลน ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ตอนอยู่ที่นู่นตอนละครออนแอร์แล้ว มีคนที่โน่นจำผมได้ ผมเริ่มสบาย ร้านอาหารไทยที่นั่นให้ผมกินข้าวฟรีด้วย เข้ามาขอถ่ายรูป พอกลับถึงเมืองไทยก็เริ่มมีคนติดต่อเข้ามาเพื่อสัมภาษณ์ ผมเข้าใจนะว่าช่วงนี้อาจเป็นกระแส แต่คำว่ากระแสนี่แหละ มันมีทั้งความรู้สึกดีและความรู้สึกเกร็งด้วย”

 วางอนาคตต่อยังไง
โมสต์ – “ผมยังไม่รู้เลย แต่ที่ผ่านมาเราทำทุกอย่างเต็มที่ ตั้งใจมากๆ ไม่ได้สนใจอนาคตเว่าจะต้องมาเล่นอะไร รับบทอะไร แต่ผมดีใจว่าแค่อนาคตสั้นๆ ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ยึดเป็นอาชีพ ส่วนเรื่องที่ว่าจะต้องวางไว้สำหรับอนาคต ผมคงต้องหาอะไรที่เป็นหลักประกันให้ตัวเอง เหตุผลที่ไปเรียนที่อเมริกา คือก่อนนั้นมันมีแวบมาในหัวเหมือนกันว่าจะหยุดแล้วเหมือนกัน ผมเลยไปอเมริกาเพื่อหาหนทางให้ตัวเอง คนเราโตขึ้นต้องหาหลักประกัน”
“ผมว่าผมโชคดีนะ แต่ไม่ใช่เกิดจากความพลิกผันของชีวิตนะ ผมเองตั้งใจ มุ่งมั่น และสู้มาโดยตลอด ไม่อย่างนั้นไม่ท้อจนเลิกจนไปเรียนอเมริกาหรอก”

เรื่อง-พลเทพ สารภิรมย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...