โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิทรรศการ ‘ไม่รู้’ ภาพเขียนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พูด และไม่เป็นศิลปะ

The Momentum

อัพเดต 17 มี.ค. 2563 เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 13.57 น. • จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

In focus

  • สมโภชน์ อั่ง เรียนจิตรกรรมรุ่นเดียวกับ มิตร ใจอินทร์ และคามิน เลิศชัยประเสริฐ ที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  • ความที่เขาโตมาในต่างจังหวัด ประทับใจในภาพเขียนทิวทัศน์ชนบทแบบที่เห็นได้จากสแตนเลสคลุมรถสองแถว สมโภชน์จึงนำแรงบันดาลใจดังกล่าวมาวาดภาพส่งอาจารย์สมัยที่เป็นนักศึกษา หากอาจารย์ก็ไม่รับตรวจงาน  โดยบอกให้กลับไปทำงานมาใหม่อย่างคนมีการศึกษา นั่นเป็นเหตุให้เขาตั้งคำถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของงานศิลปะ และเลิกทำงานจิตรกรรมมานับแต่นั้น      
  • กระทั่งเมื่อสิบปีที่แล้ว มิตร ใจอินทร์ ชวนให้เขาจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่อังกฤษแกลเลอรี่ ซึ่งอยู่ในร้านต้มเลือดหมูของอังกฤษ อัจฉริยโสภณ ในจังหวัดเชียงราย โดยสมโภชน์ก็กลับมาเขียนภาพทิวทัศน์ท้องทุ่งแบบเดียวกับที่ถูกบุคลากรทางสถาบันศิลปะชั้นนำของประเทศปฏิเสธเมื่อหลายปีก่อน
  • ‘ไม่รู้’ คือนิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของเขา จัดแสดงที่ Cartel Artspace ถึง 30 มี.ค. 63 สมโภชน์ยังยึดมั่นอยู่กับศิลปะแบบ Naïve Art บอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คนในชนบทไทย รวมไปถึงมุมมองต่อสังคมและการเมืองของชาวบ้านอย่างตรงไปตรงมา

1

บ้านผมอยู่ในตลาดปากน้ำโพ นครสวรรค์ นั่งรถสองแถวไปโรงเรียนตั้งแต่ประถมจนจบมัธยม ครั้งแรกจ่ายเงินในราคาเที่ยวละสองบาท ต่อมาค่าโดยสารขึ้นเป็นสามบาท ห้าบาท และสิบบาทตามลำดับ นั่นก็ผ่านมาหลายปีแล้ว 

ความที่บ้านอยู่สถานีต้นทางบนเส้นทางที่โรงเรียนตั้งอยู่สถานีปลายทาง ผมจึงมักได้นั่งเป็นคนแรกๆ ที่ซึ่งเมื่อรถสองแถววิ่งผ่านไปสองถึงสามป้าย ผู้โดยสารคนอื่นขึ้นตาม คุณน้ากระเป๋ารถเมล์ก็จะบอกให้ผมขยับชิดเข้าไปข้างใน บางวันก็ฝั่งซ้าย บางวันก็ฝั่งขวา รถสองแถวบรรจุคนเต็มทุกเช้า สิบสองคน แถวละหก จากประถมหนึ่งถึงมัธยมหก ผมเติบโตมาเช่นนั้น เด็กนักเรียนที่นั่งอยู่มุมในสุดของรถทุกเช้า

จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ชินกับการต้องนั่งเบียดคนแปลกหน้าไปพร้อมกับเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอยู่ดี ระหว่างไปโรงเรียนในตอนนั้น ผมจึงหันหน้าเข้าไปฝั่งที่ไม่มีคน หันมองโครงสแตนเลสที่ห่มคลุมรถ น้อยครั้งผมจะเห็นใบหน้าที่มัวเบลอของตัวเองสะท้อนกลับมาจากเงาในนั้น เพราะโดยมากสแตนเลสจะถูกวาดทับด้วยทิวทัศน์ของท้องนา กระท่อมกลางป่า น้ำตก หรือไม่ก็ชายหาดและท้องทะเลด้วยสีสันอันฉูดฉาด 

ไม่ใช่งานที่งามวิจิตรเลิศล้ำอะไร เหมือนภาพที่ถูกวาดเพราะแค่เจ้าของรถสองแถวไม่อยากให้รถของเขาถูกต่อเติมด้วยโลหะโล่งๆ เปล่าดาย กระนั้นเมื่อย้อนกลับไปในวัยนั้น ผมก็พบว่ามันเป็นภาพที่สวยแปลกตา และน่ามองมากกว่าใบหน้าของเพื่อนร่วมทางอยู่ดี แต่นึกออกไหม เมื่อคุณต้องนั่งอยู่บนที่นั่งในสุดในระยะประชิดกับทิวทัศน์ดังกล่าวทุกเช้าติดต่อกันเป็นสิบปี การมองภาพเหล่านั้นจึงเป็นกิจวัตรภาคบังคับอย่างไม่ตั้งใจ หาได้มีความสลักสำคัญอันใด   

2

คุณคิดว่าจะพบอะไรในแกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัย — งานจิตรกรรมที่จำลองภาพจริงหรือจินตนาการที่ทั้งเหมือน ไม่เหมือน หรือดูไม่รู้เรื่องด้วยฝีแปรงอันวิจิตร ประติมากรรมรูปทรงแปลกล้ำราวกับพวกมันไม่ได้ถูกปั้นโดยน้ำมือมนุษย์ วิดีโอหรืองานศิลปะติดตั้งที่หลายชิ้นก็ดูไม่เป็นเรื่องเป็นราว หรือดูไม่เป็นศิลปะ หากนักวิจารณ์บอกว่ามันบรรจุด้วยความคิดหรือสัญลักษณ์อันล้ำลึก ฯลฯ

ตั้งแต่การเปลี่ยนความหมายของโถปัสสาวะให้เป็นงานศิลปะของ Marcel Duchamp ใน Fountain(1917), การบรรจุอุจจาระของตัวเองในกระป๋องดีบุกเพื่อเป็นงานศิลปะใน Artist’s Shit(1961) ของ Piero Manzoni, การเรียงก้อนอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าใน Equivalent VII(1966) ของ Carl Andre มาจนถึงการเอากล้วยสดๆ มาแปะผนังใน Comedian(2019) ของ Maurizio Cattelan โลกศิลปะเดินทางมาไกลเกินกว่าจะจำกัดรูปแบบและเป้าประสงค์ กระทั่งบทความที่ตั้งคำถามว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นศิลปะก็ดูเป็นสิ่งที่ล้าหลังไปแล้ว เราสามารถพบเห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในห้องโล่งๆ ขาวๆ ของแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์– ห้องโล่งและขาวที่คล้ายจะปล่อยที่ว่างให้เราทดจินตนาการไว้ในขณะรับชมวัตถุทางศิลปะ ประหนึ่งกระดาษทดเลข     

อย่างไรก็ดี การได้มาเห็นสิ่งอันเป็นสามัญมากๆ อย่างจิตรกรรมสีน้ำมันรูปแบบเดียวกับที่ปรากฏอยู่บนสแตนเลสของรถสองแถว ภายในแกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัย ผมกลับพบว่ามันเป็นภาพที่ดูผิดที่ผิดทางกว่าการได้ทราบว่ากล้วยหอมแปะผนังของ เมาริสซิโอ คัตเตลาน ถูกขายไปในราคา 120,000 ดอลลาร์เสียอีก  

3

สมโภชน์ อั่ง บอกผมว่าเขาเป็นคนเชยๆ เติบโตมาแบบไหน รสนิยมหรือความชื่นชอบเป็นอย่างไร เมื่อจะถ่ายทอดอะไรออกมาก็เป็นแบบนั้น ขณะที่เด็กต่างจังหวัดหลายคนอันหมายรวมถึงผม มองภาพทิวทัศน์ที่ประดับบนรถสองแถวด้วยความชินชา เหมือนลวดลายเสื่อน้ำมัน เหมือนโปสเตอร์สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่แปะอยู่บนผนังตามบ้าน หรือเสาโรมันที่ค้ำยันอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ สมโภชน์กลับมองภาพเขียนเหล่านั้นว่าคือความละเมียดละไม เขาจึงหยิบความชินชาของคนอื่นที่ว่า มาสร้างงาน 

อันที่จริงการหยิบความเรียบซื่อ (naïve) ของชนบทหรือรูปแบบอันดาษดื่นของศิลปะชาวบ้านมาใช้ในงานศิลปะร่วมสมัย หาได้เป็นสิ่งที่น่าตื่นตาเท่าไหร่ในปัจจุบัน อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เคยบันทึกวิดีโอกลุ่มชาวบ้านนั่งวิจารณ์งานศิลปะระดับเวิลด์มาสเตอร์พีชจากศตวรรษที่ 19 ใน Two Planets(2008) และ Village and Elsewhere(2011) นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล นำเส้นสายของการ์ตูนเล่มละหนึ่งบาทมาใช้ในงานจนเป็นอัตลักษณ์ รวมถึงศิลปินรุ่นเดียวกับนาวินอย่าง โฆษิต จันทรทิพย์ก็มักใช้ตัวอักษรแบบเดียวกับที่สติกเกอร์ติดท้ายรถบรรทุกมาเป็นสื่อศิลปะหลายโครงการของเขา 

กระนั้นกับงานจิตรกรรมของสมโภชน์ก็ต่างออกไป เพราะในขณะที่ศิลปินข้างต้นนำ naïve และความดาษดื่น มาเป็นเครื่องมือหรือองค์ประกอบหนึ่งของแนวคิด (concept) ทางศิลปะ หรือจะกล่าวได้ว่าแม้จะเป็นความชนบท ก็กลับเป็นชนบทที่มีมาด มีสไตล์ และถูกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงของผู้มีการศึกษา แต่กับงานของสมโภชน์ ผมกลับรู้สึกถึงความตรงไปตรงมา — ความเชยที่ถูกสร้างโดยศิลปินเชยๆ การที่เขาตั้งชื่อนิทรรศการใหม่ล่าสุดว่า ‘ไม่รู้’ จึงเป็นได้ทั้งความที่เขา ‘ไม่รู้’ ว่าจะตั้งชื่อนิทรรศการว่าอะไร หรือสถานะของศิลปินเองที่ก็ ‘ไม่รู้’ อะไรมากไปกว่าชาวบ้าน  

4

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ในสมัยที่สมโภชน์ยังเป็นนักศึกษาจิตรกรรมที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเคยส่งผลงานที่มีลักษณะแบบเดียวกันนี้ให้อาจารย์ตรวจ เพื่อจะพบว่าอาจารย์ไม่ตรวจงานของเขา ก่อนจะบอกให้เขากลับไปทำงานแบบเดิม หรือแบบที่เขาได้ร่ำเรียนมา (หรืออย่างผู้มีการศึกษา) มาส่งใหม่ 

ไม่ใช่การลองของ แต่เขาคิดด้วยความสัตย์จริงว่าภาพสีน้ำมันรูปกระท่อมหรือท้องทุ่งก็เป็นศิลปะเช่นกัน แต่นั่นล่ะ เมื่อกรอบคิดจากบุคลากรในสถาบันศิลปะมองว่าภาพเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับภาพเขียนเพื่อการประดับตบแต่ง เป็นงานสร้างสรรค์เพื่อรสนิยมสาธารณ์ นั่นพานให้เขาเลิกทำงานจิตรกรรมไปหลายสิบปี ด้วยความรู้สึกว่าเขาไม่มีที่มีทาง และสิ่งที่เขาชอบกลับไม่ถูกค่านิยมส่วนกลางอนุญาตให้เป็นศิลปะ 

ทั้งนี้ หลังจากว่างเว้นไปหลายสิบปี เมื่อศิลปินกลับมาเขียนรูปใหม่อีกครั้งด้วยวิธีการเดิม จึงอาจอนุมานได้ว่า หนึ่ง. มันเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของศิลปินที่จะซื่อสัตย์ต่อรสนิยมตัวเอง หรือ สอง. เป็นความตั้งใจยืนกรานต่อสถาบันทางศิลปะหรือรสนิยมอันดีและมีมาตรฐานของผู้คนส่วนใหญ่ (ที่หมายความถึงชนชั้นกลางขึ้นไป) ว่า การวาดภาพกระท่อม หรือผลงานสร้างสรรค์โดยชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นศิลปะด้วยเช่นกัน 

5

เช่นนั้นแล้ว ผมจึงคิดว่าการได้เห็นภาพทิวทัศน์ชนบทของสมโภชน์ในแกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัย เป็นภาพที่ผิดที่ผิดทาง 

แต่ก็เป็นความผิดที่ผิดทางในทางที่ดี เมื่อแกลเลอรี่ศิลปะที่ผู้ชมคาดหวังจะได้เห็นชิ้นงานที่มีมิติล้ำลึกหรือชวนตั้งคำถาม หากจัดแสดงภาพเขียนที่ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรไปมากกว่าการบันทึกทัศนียภาพ เป็นศิลปะไร้เดียงสา (Naïve Art) ดังที่สมโภชน์บอกว่าเขาเขียนงานด้วยความมุ่งหมายไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่เขียนภาพวิถีชีวิตและสัตว์ป่าที่พบลงบนผนังถ้ำ หรือช่างศิลป์ที่ได้รับการว่าจ้างให้วาดจิตรกรรมฝาผนังในวัดบ้านนอก 

แม่จูงลูกเดินริมถนน, กลุ่มเด็กวิ่งเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่, ชาวนากำลังปักดำข้าวในนา, ผู้คนนั่งล้อมวงชมลิเก ไปจนถึงหมาเห่าเครื่องบิน ฯลฯ — ทัศนียภาพที่ถูกศิลปินชาวบ้านผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเราทุกคนต่างเคยได้ผ่านตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชินชาเสียจนเราไม่ได้สนใจเนื้อหาในภาพ ไม่แม้แต่จะฉุกคิดว่าที่จริงศิลปินอยากสื่อสารอะไร 

เช่นนั้นแล้ว การจัดแสดงภาพเหล่านี้ในแกลเลอรี่ที่ซึ่งสิ่งแวดล้อมได้สร้างบรรยากาศแกมบังคับให้ผู้ชมหยุดพินิจรายละเอียดชาชินภายในภาพ จึงก่อให้เกิดกระบวนการทางศิลปะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อใครก็ตามที่มองว่าภาพทิวทัศน์อันเรียบง่ายหรือซึมกระทือเหล่านี้ ไม่ได้มีค่าพอจะยกให้มันเป็นงานศิลปะ

นอกจากนั้น ความเป็นแกลเลอรี่ ก็ยังช่วยขับเน้นอารมณ์ขันที่สมโภชน์จงใจใส่ไว้ในบางภาพ เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อสารออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นภาพชาวบ้านกำลังขี่เครื่องบินของสายการบินสัญชาติเยอรมัน, เด็กชายเดินตามแม่ไปพร้อมกับจูงรถถัง, ป้ายประกาศขายที่ดินที่จงใจเขียนผิดว่ามีขนาด 9 ไล่ 10 ตะรางวา, ชายเสื้อแดงนั่งปลดทุกข์อยู่กลางทุ่งพลางจ้องมองไปยังหลักกิโลเมตร หมายเลข 10 หรือภาพทิวทัศน์กระท่อมที่ถูกซ้อนทับด้วยใบเสร็จจากร้านโชห่วย แสดงให้เห็นถึงราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ถูกซื้อรวมกัน 112 บาท เป็นอาทิ 

เพราะหากสมโภชน์นิยามตนเองว่าเป็นศิลปินที่สร้างงานแบบเดียวกับช่างศิลป์ที่วาดจิตรกรรมฝาผนังในวัดบ้านนอก เขาก็เป็นช่างศิลป์ที่ยียวนและสัปดนพอที่จะใส่ภาพคนนั่งปลดทุกข์, ฉากฆาตกรรม หรือการสังวาสของหนุ่มสาวในภาพพุทธประวัติ ดังที่เราเห็นจากวัดหลายแห่งทั่วประเทศ 

และหากสมโภชน์นิยามตนเองว่าเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ผู้บันทึกสิ่งที่เห็นลงบนผนังถ้ำ เขาก็ซื่อตรงพอจะบันทึกทุกอย่างจริงๆ ทั้งทิวทัศน์ทั่วไป ภาพทุ่งนาในอุดมคติ, ความปรารถนาถึงความมั่งมีของคนชนบทในโลกทุนนิยม, ความเจ็บแค้นของคนบ้านนอกที่ถูกโครงสร้างทางสังคมและการเมืองกดทับ ไปจนถึงความไม่แยแสของชาวบ้านต่อความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้เหตุผลที่ทรงอิทธิพลอยู่ในประเทศนี้ 

เป็นทัศนียภาพที่ศิลปินทั้งจงใจและไม่จงใจเล่าเรื่องไปพร้อมกัน 

6

ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ภาพเขียนของสมโภชน์ ทำให้ผมนึกถึงอดีต ขณะขึ้นรถโดยสารไปโรงเรียน การจ้องมองภาพเขียนเดิมๆ ในระยะประชิด จนหลุดพ้นจากความใคร่ครวญเกี่ยวกับพวกมัน เช่นเดียวกับเมื่อต้องลงจากรถประจำทาง เพื่อเข้าแถวเคารพธงชาติ ห้าวันต่อสัปดาห์ติดต่อกัน 12 ปี ที่ซึ่งไม่แน่ใจว่าพิธีกรรมดังกล่าวเป็นไปเพื่อกล่อมเกลาให้เราจงรักหรือเป็นการยัดเยียดอย่างเป็นระบบ  

ภาพเขียนของสมโภชน์สร้างตำหนิในความคุ้นชินเหล่านี้ ก่อกวนความชาญฉลาดของศิลปะร่วมสมัยด้วยความไร้เดียงสา ปั่นป่วนค่านิยมอันดีด้วยความดิบและซื่อของชนบท คนชั้นกลางในเมืองอาจคิดถึงชนบทด้วยทิวทัศน์อันสุขสงบ ผู้คนใสซื่อและดำรงชีพด้วยความพอเพียง ซึ่งนั่นก็มีส่วนถูก แต่อย่าลืมว่าก็มีอีกไม่น้อยที่เมื่อพวกเขารู้สึกปวดท้องหนักขณะเดินอยู่บนเถียงนา ก็อาจถอดกางเกงเพื่อปลดทุกข์มันตรงนั้นเสียเลย

และพวกเขาไม่แยแสเสียด้วยว่าจะมีใครเดินผ่านมา หรือเมื่อมองออกไปเบื้องหน้า มันจะเป็นหลักกิโลเมตร หมายเลข 10  

Fact Box

นิทรรศการ ‘ไม่รู้’ โดย สมโภชน์ อั่ง จัดแสดงที่ Cartel Artspace ในโครงการ N22 (ติดกับ Gallery VER) ถ.นราธิวาส 22 จัดแสดงไปจนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563 ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/Cartelartpace/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...