โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PDPA กฎหมายคุมข้อมูลส่วนบุคคล งานหนัก HR - โอกาสติวเตอร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มิ.ย. 2564 เวลา 02.57 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2564 เวลา 03.23 น.
บวรนันท์ ทองกัลยา นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย หรือ PMAT

แม้ว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะประกาศเลื่อนบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 1 ปี พร้อมกับเหตุผลที่ว่ายังอยู่ในระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นั้น เสมือนทำให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (HR) ของแต่ละองค์กรได้มีเวลาทำความเข้าใจ พร้อมปรับวิธีการทำงานให้รัดกุมในข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานมากขึ้นด้วย

PDPA บริษัทรู้แต่ห้ามบอกต่อ

ทั้งนั้น ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อดูแลเจ้าของข้อมูลที่อาจจะมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ต้องการเปิดเผย แต่ในช่วงที่ผ่านมาข้อมูลส่วนบุคคลมีการรั่วไหลไปยังบุคคลที่ 3 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ภาระหนี้สินที่สถาบันการเงินต้องการเข้าถึงเพื่อขยายฐานลูกค้า เป็นต้น

กฎหมายนี้ระบุว่า บริษัท หรือองค์กรในฐานะที่เป็น “ผู้ควบคุมข้อมูล” ส่วนบุคคล ดำเนินการจัดเก็บข้อมูล รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล “ไม่ได้” หากว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ยินยอมไว้ก่อน หรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้

แต่หากต้องการใช้ข้อมูลของพนักงานต้องมีการแจ้ง และขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน โดยในการขอความยินยอม ต้องทำเป็น “หนังสือแจ้ง” อย่างชัดเจน หรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ในกรณีที่สภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีข้างต้นได้ องค์กรต้องให้เหตุผลว่าเพราะสาเหตุใด จึงต้องเปิดเผยข้อมูล การขอความยินยอมนั้นต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน ด้วยข้อความที่เข้าใจได้ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของพนักงานต่อวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ต้องเปิดเผยข้อมูล

ทั้งนี้ ในการขอความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลนั้น จะต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลในการให้ความยินยอม เมื่อต้องทำสัญญาใด ๆ ก็ตาม รวมถึงการให้บริการต้อง “ไม่มีเงื่อนไข” ในการยินยอมเพื่อให้องค์กร เก็บรวบรวมข้อมูล ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลที่ไม่มีความจำเป็น หรือเกี่ยวข้องสำหรับการทำสัญญา และรวมถึง “การให้บริการ” นั้น ๆ นอกจากนี้ ยังให้สิทธิเจ้าของข้อมูลจะ “ถอน” ความยินยอมได้ โดยสามารถถอนความยินยอมได้ง่ายเช่นเดียวกับที่ให้ความยินยอม

เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมาย หรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การถอนความยินยอมยังต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไปแล้วโดยชอบตามที่กฎหมายระบุไว้

6 ข้อยกเว้นเปิดเผยข้อมูลได้

ส่วนการใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล มี “ข้อยกเว้น” ที่สามารถเปิดเผยได้ ตามสถานการณ์ดังนี้ คือ 1) เป็นการปฏิบัติงานตามกฎหมาย

2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเพื่อให้บุคคลทราบถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์กรระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว

3) เป็นความจำเป็นเพื่่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ๆ

4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ต่อเจ้าของข้อมูล

5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตร่างกาย หรือสุขภาพเจ้าของข้อมูลหรือบุคคลอื่น ๆ เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุุคคลไม่สามารถยินยอมได้เองในขณะนั้น

และ 6) เป็นความจำเป็นเพื่อดำเนินการเพื่อประโยชน์ของสาธารณะที่สำคัญ

คำถามจาก HR กม.ใช้ได้จริงหรือ

เพียงประเด็นที่ว่าภายใต้กฎหมายดังกล่าวมีอะไรที่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ส่งผลต่อการทำงานของฝ่าย HR ขององค์กรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การทำความเข้าใจในกฎหมายต่าง ๆ หลายองค์กรถึงกับต้องซื้อคอร์สเพื่อทำความเข้าใจกับกฎหมายดังกล่าวด้วย

แหล่งข่าวจากบุคลากรด้าน HR ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ได้จริงหรือไม่ อีกทั้งอ้างอิงมาจากอะไรบ้าง เพราะเมื่อพิจารณาจากรายละเอียดแล้วมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะเรื่องข้อห้ามที่มีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อน ยกตัวอย่าง เช่น แม้ว่าองค์กรจะเข้มข้นเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานแล้ว แต่ยังมีช่องว่างที่ทำให้มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลอยู่ดี อย่างเช่น ในกรณีที่พนักงานบริษัทยื่นขอกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน ก็ส่งผลต่อการอนุมัติวงเงินกู้ได้ เพราะสถาบันการเงินไม่ต้องการให้การปล่อยสินเชื่อมีความเสี่ยง เป็นต้น

“ในทางปฏิบัติภาคเอกชนยังต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกฎหมายดังกล่าวแม้จะเลื่อนบังคับใช้ไปอีก 1 ปี ตอนนี้ฝ่ายบุคคลต้องกุมขมับว่าอะไรทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้ที่ยังอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนแต่อย่างใด” แหล่งข่าวกล่าว

PDPA คลุมเครือ-ต้องตีความ

สำหรับวงในด้าน HR วิพากษ์วิจารณ์พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่า เป็นไปตามหลักการของข้อบังคับกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลความเป็นส่วนตัว และเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ GDPR (General Data Protection) ที่ประเทศไทยรับหลักการทางการค้าไว้ หากไม่ดำเนินการ อาจจะต้องถูก “กีดกันทางการค้า” ได้

“บวรนันท์ ทองกัลยา” นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย หรือ PMAT (Personal Management Association of Thailand) ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของกฎหมาย ยังมีความคลุมเครือ ยากต่อความเข้าใจ และปฏิบัติ ซึ่งแม้ว่าการผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีความเข้าใจบริบทของภาคธุรกิจในประเทศด้วยว่าเป็นอย่างไร

ฉะนั้น การขยับเลื่อนบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการออกไปอีก 1 ปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรวางแผนด้านความพร้อมด้วยการสื่อสาร และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของกฎหมายเป็นอันดับแรก ในแง่ของกฎหมายจะต้องมีความชัดเจน ไม่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ อีกทั้งประเทศกำลังเผชิญการระบาดของโควิด-19 หากมีอุปสรรคเกิดขึ้นอีก อาจจะกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจได้

ทั้งนี้ แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วก็ตาม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการ” คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จะเข้ามากำกับดูแลตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีหน้าที่คือจัดทำแผนแม่บทการส่งเสริม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการ หรือแนวทางเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นต้น

“ความคลุมเครืออาจทำให้ต้องตีความกันนาน มองเห็นถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจในอนาคต เพราะอาจจะต้องส่งเรื่องให้มีการตีความมากมายเกิดขึ้น ฉะนั้นในช่วง 1 ปีที่ตัดสินใจเลื่อนบังคับใช้ขอให้ภาครัฐมีการวางแผน เร่งการสื่อสารไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดทิศทางการใช้กฎหมายดังกล่าวให้ชัดเจนมากขึ้น” บวรนันท์กล่าว

โอกาสของติวเตอร์ด้าน PDPA

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจคอร์ส เพื่ออบรมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พบว่ามีสถาบันติวเตอร์ที่เปิดติวคอร์ส PDPA โดยเฉพาะ ที่มีทั้งติวด้วยรูปแบบออนไลน์ เรียนรู้ผ่านวิดีโอ

เช่น คอร์สของ “ดร.ชัชวาล อรวงศ์ศุภทัต” วิทยากร และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล และพัฒนาองค์กรที่เปิดอบรมให้เข้าใจกันตั้งแต่ขอบเขตบังคับใช้ของกฎหมาย PDPA องค์กรต้องทำอย่างไรกับข้อมูลส่วนบุคคลที่รวบรวมไว้ก่อนกฎหมายบังคับใช้หลักการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย การใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

ตามมาด้วย PDPA Coach ของ “อาจารย์อั๋น ซีพีเอ็ม” (ดร.พงศ์พรรณ์ ผลเยี่ยม) บริษัท ซีพีเอ็ม สำนักกฎหมายและบริการ จำกัด รวมถึง PDPA Thailandที่จัดคอร์ส Train The Trainer ด้วยระบบออนไลน์ เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...