โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาศรมมิวสิก : RCO Brass Concert คืนนี้ไม่มีพระเอก : โดย บวรพงศ์ ศุภโสภณ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ธ.ค. 2562 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 06.00 น.

จากการประเมินทางสายตาราวๆ 80% ของผู้ชมคอนเสิร์ตในคืนวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ณ หอแสดงดนตรี มหิดลสิทธาคาร โดยกลุ่มนักเล่นเครื่องลมทองเหลือง (Brass Section) ของวง “รอยัลคอนแชร์ตเกบาว ออร์เคสตรา” (Royal Concertgebouw Orchestra) เป็น “กลุ่มผู้ชมวัยรุ่น” เราอาจได้ยินทรรศนะของผู้ฟังดนตรีบางส่วน มีทรรศนะในเชิงลบต่อกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง (กลุ่มแตร) ในวงซิมโฟนีออเคสตรา พวกเขาบอกว่าเครื่องดนตรีกลุ่มนี้ส่งเสียงดังจนแสบแก้วหู อย่าว่าแต่ผู้ฟังดนตรีบางส่วนเลย แม้แต่วาทยกรผู้กำกับวงออเคสตราเองก็มักจะออกปากขอให้กลุ่มเครื่องดนตรีนี้เล่นเบาลงอยู่เสมอๆ (วาทยกรผู้ยิ่งใหญ่บางคนถึงกับกล่าวว่า แค่เพียงส่งสายตามองไปแวบเดียวก็พากันบรรเลงดังจนเกินพอดีเสียแล้ว ไม่ต้องถึงกับยกไม้ Baton ให้คิวกันหรอก!)

ถ้าจะเปรียบดนตรีกับชีวิตจริง สังคมมนุษย์ก็ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายรูปแบบ บางคนนิสัยเรียบร้อยพูดน้อยเสียงเบา บางคนโผงผางเสียงดังตรงไป-ตรงมาก็อาจเป็นที่น่ารำคาญในสายตาของบางคนได้โดยไม่น่าแปลกใจ แต่ถ้าเรายอมรับบุคลิกภาพคนเสียงดังโผงผาง (แต่สูงด้วยความจริงใจ) ได้ว่าเป็นสีสันหนึ่งในความมีชีวิตชีวา เราก็คงลดความรำคาญไปได้บ้าง และถือเป็นสีสันประดับสังคม กลุ่มนักเล่นเครื่องลมทองเหลือง ก็อาจเปรียบเทียบได้ดังเช่นว่านี้ พวกเขาคือสีสันอันเจิดจ้า (และสง่างาม) ทางดนตรีในภาพรวม

อย่างไรก็ดี คอนเสิร์ตโดยกลุ่มแตรของวง RCO ในคืนวันนั้นอาจเปลี่ยนทรรศนะของผู้ฟังดนตรีบางคนที่มีต่อเครื่องดนตรีกลุ่มนี้ไปตลอดกาล

ประสบการณ์อันสำคัญประการหนึ่งสำหรับตัวผู้เขียนเองก็คือ นี่เป็นการเขียนพรรณนาถึงเสียงดนตรีในกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองด้วยคำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ ที่ไม่ค่อยจะปกติสำหรับการพูดถึงเครื่องดนตรีประเภทนี้ เอาเสียเลยเช่น ละเมียดละไม, กลมกล่อม, นุ่มนวล, กลมกลืน, ระรื่นหู…ฯลฯ ซึ่งนี่มักไม่ใช่คำพูดที่เราเอ่ยถึงเสียงแตรในวงดนตรี แต่กลุ่มเครื่องลมทองเหลืองของวง RCO ทำให้โลกทัศน์ของเราต่อเสียงเครื่องดนตรีกลุ่มนี้เปลี่ยนไป

ผู้เขียนขอกล่าวถึงความรู้สึกโดยรวมๆ ก่อนว่า หลังจบคอนเสิร์ตในคืนวันนั้นรู้สึกได้ถึงสัมผัสทางดนตรีอันละเมียดละไมได้ราวกับฟังเสียงกลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind Instrument) หรือแม้แต่อาจกล่าวได้ว่าละเมียดละไมราวกับฟังเสียงวงขลุ่ยเรคอร์เดอร์ (Recorder Ensemble) ขอยืนยันด้วยความจริงใจว่านี่ไม่ใช่คำพูดเชิงประชดหรือแดกดันใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มันคือความจำเป็นที่จะต้องกล่าวในเชิงอุปมา เพื่อให้เข้าใจในความนุ่มนวลและความละเมียดของพวกเขาได้ชัดเจนที่สุด

แน่นอนที่สุดพลังแห่งความสง่างาม เจิดจ้าและผุดผ่อง ในกระแสเสียงนั้นยืนยันว่านี่เป็นเสียงเครื่องดนตรีกลุ่มแตรอย่างแท้จริง เสียงที่สร้างความปีติผุดผ่องบางอย่างในความรู้สึกภายในที่กลุ่มเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ ไม่อาจให้กับเราได้

พวกเขาที่มาแสดงในคืนวันนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 11 คน (ทรัมเป็ต 4, ทรอมโบน 4, ฮอร์น 2 และทูบา 1) พวกเขาคัดเลือกบทเพลงที่มาแสดงในรายการได้เป็นอย่างดี พยายามเก็บรสชาติทางดนตรีให้ได้ครบถ้วน ทุกยุคสมัยทุกลีลา เริ่มเปิดรายการด้วยบทเพลง “สุวรรณภูมิ เพรลูด” (Suvarnabhumi Prelude) ผลงานเพลงแต่งใหม่เพื่อใช้ในการแสดงในครั้งนี้โดยเฉพาะประพันธ์โดย ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ซึ่งมีการใส่ลีลา สำนวนเพลงพื้นบ้านของไทยเพื่อสร้างเอกลักษณ์พิเศษ

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์สามารถนำสำนวนลีลาดนตรีพื้นบ้านไทยผสานเข้ากับสำนวนดนตรีสากลได้อย่างกลมกลืน บางตอนให้ความรู้สึกราวกับเป็นสำนวนดนตรีเครื่องลมทองเหลืองของ “อันเดรียและโจวานนิ กาบริเอลิ” (Andrea, Giovanni Gabrieli) ในสมัยเรอเนซองส์ (Renaissance) บางตอนถึงกับออกสำเนียงแตรวงพื้นบ้านของไทย ความกลมกลืนสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกันในลีลาเช่นนี้ มาจากประสบการณ์สั่งสมทางดนตรีอันยาวนานของผู้ประพันธ์ในทุกรูปแบบ แน่นอนที่สุดมันมาจากการศึกษาในระบบและ “อย่างเป็นระบบ” แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเรียนรู้และยึดเป็นแบบอย่างก็คือ มันมาจากประสบการณ์การฟังเพลงทั่วๆ ไป มาอย่างหลากหลายและยาวนานร่วมด้วย

ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าการศึกษาวิชาการประพันธ์เพลงในระบบเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการเป็น “ศิลปิน” นักประพันธ์ดนตรี เพราะมันยังต้องผสานกับประสบการณ์สะสมทางเสียงดนตรีที่ต้องรวบรวม, เก็บสะสมไว้ในคลังสมองอย่างมากมาย, หลากหลายเพียงพอที่จะคัดเลือกนำมา “ประยุกต์ใช้” ในการสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ๆ ซึ่งการศึกษาในระบบเพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจสร้างความหลากหลายลีลาได้มากพอ ความเป็นนักฟังเพลงตัวยงในทุกสไตล์, ทุกลีลาในอดีตของอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ คือองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความสำเร็จในการเป็นนักประพันธ์ดนตรีในทุกวันนี้อย่างแน่นอน

ก่อนและหลังจบเพลงแรกของ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ มีเสียงปรบมือโห่ร้องให้กำลังใจจากกลุ่มผู้ชมวัยรุ่นในคืนวันนั้นอย่างกึกก้อง มันเป็นการส่งเสียงเชียร์ของวัยรุ่นราวกับเป็นคอนเสิร์ตร็อกหรือป๊อป เสียงเชียร์ที่แสนจะมีพลังและมีชีวิตชีวาจากกลุ่มวัยแรกแย้ม (ที่คงเป็นนักเรียนมัธยมในวงโยธวาทิต และนักศึกษาดนตรีเอกวิชาเครื่องเป่าในมหาวิทยาลัย) ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่าเสียงเชียร์ประเภทที่ว่านี้ สร้างบรรยากาศและรอยยิ้มอันดีในการแสดงได้ดีกว่าเสียงปรบมือชื่นชมของผู้ชมรุ่นลุงๆ ป้าๆ ในคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกทั่วๆ ไป (ผู้เขียนสังเกตได้ถึงรอยยิ้มอันตื่นเต้นเป็นพิเศษของบรรดานักดนตรีที่มีต่อปฏิกิริยาเสียงชื่นชมของกลุ่มวัยรุ่นนี้) เสียงเชียร์ที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตวัยใสที่ผู้ชมวัยอาวุโสไม่อาจชดเชยให้กับศิลปินได้

บทเพลงในรายการมีความหลากหลายยุคสมัยและลีลา นักดนตรีใช้การเปลี่ยนสีสันทางดนตรี (Tone Colour) ด้วยการสลับเปลี่ยนเครื่องดนตรีเพื่อความหลากหลาย อาทิ ฟลูเกลฮอร์น (Flugelhorn), และพิคโคโลทรัมเป็ต (Piccolo Trumpet) ในกลุ่มทรัมเป็ต นักเล่นทูบาเปลี่ยนมาเล่นยูโฟเนียม (Euphonium)ในบางเพลง นอกจากนี้ยังมีการสลับตำแหน่งผู้บรรเลงแนวที่หนึ่ง หรือผู้นำ ในแทบจะทุกเพลง

สิ่งที่น่าทึ่งก็คือพวกเขาแสดงให้เห็นว่าทุกคนสามารถเป็นผู้บรรเลงนำได้เป็นอย่างดีทุกๆ คนอย่างทัดเทียมกันจนแยกไม่ออก ความเป็นเลิศของการบรรเลงดนตรีเป็นวง (แบบที่เราเรียกว่า “Team Work” หรือ “Ensemble”) นั้น ต้องมาจากความสามารถเฉพาะตัวขั้นสูงของทุกคนที่ทัดเทียมกันหรือใกล้เคียงกันอย่างมากเสียก่อน (ในชีวิตจริงแห่งการทำอาชีพการงานในบริษัทหรือหน่วยงานองค์กรต่างๆ บางทีเราก็มักเรียกร้องหาความเป็นทีมงานจากคนในองค์กรที่มักชอบกินแรงจากเพื่อนร่วมงานที่เก่งและขยันขันแข็งกว่า)

ในบทเพลง “Wachet auf” และ “Brandenburg Concerto No.3” ของ บาค(J.S.Bach) นั้นพวกเขาแสดงถึงวิธีการทางภาษาดนตรีที่แสนจะละเมียดละไม, นุ่มนวล สาธิตให้เห็นวิถีทางการปฏิบัติต่อเสียงดนตรีที่กระทำด้วยความทนุถนอม ราวกับการเด็ดดอกไม้ด้วยสัมผัสอันนุ่มเบาเพื่อมิให้เกิดความบอบช้ำต่อตัวดอกและลำต้น สำหรับบทเพลง “Concertgeblass” ที่ประพันธ์โดย “D.Glanert” มีการใส่มิวท์ (Mute คือ “เครื่องลดเสียง”) กันทุกคน แต่ในครั้งนี้พวกเขาทำให้เรารู้สึกได้ว่า มิวท์ที่ใส่นี้มิใช่เพื่อลดปริมาณเสียง (Volume) หากแต่พวกเขาใส่มันเพื่อเปลี่ยนสีสันทางเสียง (Timbre) ต่างหาก
ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะได้เห็นนักเล่นเครื่องลมทองเหลืองสามารถที่จะเปลี่ยนหน้าที่และนิยามความหมายของมิวท์ได้อย่างประจักษ์ชัดเช่นนี้

บทเพลง “Elza’s Procession to the Cathedral” ของ R.Wagner นั้น สังเกตได้ถึงวิธีการเปล่งเสียง (Articulation) ที่ระมัดระวังในทุกๆ พยางค์ ในช่วงขึ้นเสียงสูงเราไม่รู้สึกถึงความเครียดหรืออัดอั้นใดๆ แบบการฟังแตรเป่าเสียงสูงโดยทั่วๆ ไป แต่พวกเขาบรรเลงเสียงขึ้นสูงด้วยความรู้สึกในแบบการชมบัลเลต์ (Ballet) ในตอนที่พระเอกยกร่างนางเอกชูขึ้นสูงสุดแขนอย่างพลิ้วเบา (จากสายตาผู้ชม) มีการปลดปล่อยความดังของเสียงอย่างกึกก้องก่อนจบครึ่งแรก ความกึกก้องที่ทิ้งหางเสียงลอยกังวานอยู่ในหอแสดงดนตรีได้อย่างน่าประหลาดใจทีเดียว

บทเพลงโหมโรง “Festive Overture” ของชอสตาโควิช (D.Shostakovich) ที่เปิดการแสดงในครึ่งหลังนั้น พวกเขายอมให้เกิดความคม, กระด้างหูบ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ ตามรูปแบบ, ลีลาและสำนวนดนตรีแบบชอสตาโควิชที่แท้จริง แต่ครั้นพอเข้าเพลงที่สองคือ “The Arrival of the Queen of Sheba” ของเฮนเดิล (G.F.Handel) พวกเขาก็สามารถสับสวิตช์กลับคืนสู่ภาษาดนตรียุคบาโรคอันนุ่มนวลละเอียดอ่อนได้รวดเร็วแบบพลิกฝ่ามือ

ในบทเพลง “Maria de Buenos Aires Suite” ของ “A.Piazzolla” เป็นดนตรีละตินที่แสนจะเป็นผู้ดีทางภาษาดนตรีมีลักษณะ Latin Fugue คือใช้เทคนิคดนตรีแบบฟิวก์ในสมัยบาโรค แต่สำนวนดนตรีเป็นละตินในศตวรรษที่ 20 ในบทเพลงรวมฮิต “Gershwin Selection” ในลีลาดนตรีสวิง (Swing) ที่แม้จะแรงขึ้นคมคายขึ้นแต่พวกเขาไม่ยอมหลุดจากกรอบแห่งความละเมียด, ระมัดระวังในทางดนตรี ตรงนี้เองที่ทำให้ต้องฉุกคิดเล็กน้อยไปถึงแนวคิดทางดนตรีของ “เลโอนาร์ด เบอร์นสไตน์” (Leonard Bernstein) ที่มักจะกล่าวเตือนไปถึงการบรรเลงดนตรีคลาสสิกที่มีรากฐานมาจากดนตรีพื้นบ้าน หรือดนตรีชนิดอื่นๆ ในทำนองที่ว่า “…อย่าพยายามทำให้ช่วงดนตรีที่ว่านี้ สะอาดหรือเป็นผู้ดีจนเกินควร เมื่อนำมาจากรากฐานพื้นบ้านก็ควรแสดงคุณลักษณะเดิมให้ชัดเจนด้วย…”

แต่อย่างไรก็ดีความละเมียดของนักดนตรีกลุ่มนี้ก็อาจทำให้เราลืมคำเตือนของเบอร์สไตน์ไปได้ชั่วคราว

บทเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในลักษณะเมดเลย์ (Medley) ที่อัญเชิญมาปิดท้ายรายการ (เรียบเรียงโดย ดร.วานิช โปตะวนิช) มีกลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (โดยคณาจารย์จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยมหิดล) เข้ามาร่วมสมทบ เราได้เห็นแนวทำนองเพลงต่างๆ ที่ได้รับการประคับประคองในการบรรเลงประสานจากเพื่อนๆ ร่วมทีมเสมอๆ แม้จะเป็นแนวทำนองหลักแต่เราจะเห็นเพื่อนร่วมงานมาช่วยประคับประคองแบบ “เคียงบ่า-เคียงไหล่” ในทันที พวกเขาตอกย้ำโดยตลอดในรายการแสดงว่า พวกเราไม่มีดาราใหญ่ (Super Star), ไม่ดาราแสดงนำ พวกเราคือทีมงานที่มีความสำคัญ (และความเป็นเลิศเฉพาะตัว) ที่ทัดเทียมกัน

ผู้เขียนเคยได้มีโอกาสชมการบรรเลงของวง RCO นี้ ซึ่งเป็นการบรรเลงวงใหญ่เต็มอัตราที่สิงคโปร์เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2560 ยังคงจดจำเสียงของวงดนตรีวงนี้ได้ดีอยู่ในโสตประสาท โดยเฉพาะตอนจบ (Coda) จากซิมโฟนีหมายเลข 4 (Romantic) ของบรูคเนอร์ (A.Bruckner) ที่ให้ความรู้สึกอย่างที่ไม่ต้องระวังที่จะใช้คำว่า “มหัศจรรย์” เสียงที่ยิ่งใหญ่ก้องกังวานนั้นให้ความรู้สึกเสมือนว่าพวกเขาทั้งวงกำลังล่องลอยขึ้นเบื้องสูง และกำลังจะลอยพ้นไปจากโลกใบนี้ เสียงดังกึกก้อง (ระดับ FFF) ที่ปราศจากแรงบีบอัด หรือความเครียดใดๆ ทั้งปวง มันคือพลังทางเสียงที่เกิดขึ้นจากการทบทวีคูณของหางเสียงดนตรีทุกๆ แนวอันก้องกังวาน (Harmonic) มิใช่ความดังที่เกิดจากการตะเบ็ง บีบเค้นหรือตะโกนแบบที่พวกเราอาจเรียกมันว่า “แหกปาก” ไม่ใช่เลยจริงๆ ผู้เขียนเรียกพวกเขาในการบรรเลงครั้งนั้นว่าเป็น “ชีวดุริยางค์” (Organic Orchestra)

แม้ว่าในครั้งนี้พวกเขามากันเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งก็ตาม หากแต่ปรัชญาดนตรีหลักของวงใหญ่มิได้ขาดหายไปไหน ปรัชญาแห่งความเป็นเลิศในการบรรเลงดนตรี “ร่วมกัน” (Ensemble) หลังเลิกงานผู้เขียนบังเอิญเดินผ่านกลุ่มผู้ฟังวัยเยาว์จับกลุ่มคุยกัน 4-5 คนเกี่ยวกับ “ข้อผิดพลาด” ของการแสดงในคืนนั้น อดเป็นห่วงไม่ได้ถ้าหากเราเชื่อในเรื่อง “กฎแห่งแรงดึงดูด” มาตรฐานการแสดงระดับนี้ โดยศิลปินดนตรีระดับนี้ เด็กๆ บางคนยังแสดงความฉลาดด้วยการเลือกหยิบเอาข้อผิดพลาดมาเป็นหัวข้อหลักในการสนทนากันจนได้

ทั้งๆ ที่มีแบบอย่างและคุณความงามความดีทางดนตรีให้เห็นประจักษ์มากมายหลายเท่าทวีคูณ การเลือกเห็น เลือกหยิบเอาข้อผิดพลาดมาอยู่ในความทรงจำ มาเป็นหัวข้อสนทนาในทำนอง “รู้ทัน RCO” จึงเป็นเรื่องที่แม้จะเล็กน้อย แต่ก็น่าเป็นห่วงสำหรับบรรดาผู้มีทัศนคติแบบ “รู้ทัน” ทั้งหลาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยแห่งการสะสมประสบการณ์ชีวิต) ตามกฎแห่งแรงดึงดูดก็คือ เมื่อเราเลือกที่จะรับรู้หรือมองเห็น จดจำอะไรไว้มากๆ ต่อไปสิ่งเหล่านั้นจะหลั่งไหลเข้ามาในชีวิตเราในกาลข้างหน้า

เสียงดนตรีที่เราเลือกที่จะจดจำก็เช่นเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...