โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 เรื่องน่ารู้ของทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในจีน: ทะเลสาบชิงไห่

The101.world

เผยแพร่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 09.04 น. • The 101 World

วิโรจน์ สุขพิศาล เรื่องและภาพ

 

ทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai Lake) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่มณฑลชิงไห่ บริเวณแถบภาคตะวันตกของจีน มีความยาว 105 กิโลเมตร กว้าง 63 กิโลเมตร ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ชาวบ้านที่อาศัยแถบนี้ไม่เคยเห็นทะเลมาก่อนจึงเข้าใจว่าทะเลสาบแห่งนี้คือทะเล จึงตั้งชื่อว่า ชีไห่ โดย ชี หมายถึงทิศตะวันตก ส่วน ไห่ หมายถึงทะเล เมื่อรวมกันจึงหมายถึงทะเลฝั่งตะวันตก

101 จะพาไปรู้จักกับทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในจีนผ่าน 4 เรื่องน่ารู้ของทะเลสาบแห่งนี้

 

1.

มีขนาดใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์สี่เท่า

 

ด้วยขนาดพื้นที่ผิวทะเลสาบกว่า 4,500 ตร.กม. ทะเลสาบซิงไห่อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,196 เมตร น้ำลึกโดยเฉลี่ย 19 เมตร และจุดที่ลึกที่สุด 39 เมตร ซึ่งมีภูเขาโอบล้อมทุกทิศทาง หากเดินรอบทะเลสาบจะมีระยะทางกว่า 360 กิโลเมตร ทะเลสาบชิงไห่มีระยะทางห่างจากเมืองซีหนิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลชิงไห่ 150 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางระหว่างเมืองซีหนิงและทะเลสาบชิงไห่เป็นหนึ่งในเส้นทางสายไหมที่เดินทางไปชินเกียง แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากผู้เดินทางส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางเส้นทางสายไหมทางเหนือมากกว่า ความน่าสนใจอีกประการของทะเลสาบชิงไห่คือสีของทะเลสาบที่มีหลายเฉดสี ดังนั้นอีกชื่อหนึ่งของทะเลสาบแห่งนี้ที่ชาวบ้านเรียกกันคือ‘ทะเลสาบ 7 สี’

 

 

2.

พบปลาที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก

 

 

บริเวณทะเลสาบจะพบปลาไม่มีเกล็ด คล้ายปลาคาร์ฟ ที่มีชื่อว่า 'ปลาหวง' ปลาชนิดนี้ถือเป็นปลาอนุรักษ์ของทางการจีน ห้ามไม่ให้มีการจับขึ้นมา หากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในอุทยานจับได้จะถูกไล่ออก ชาวจีนที่อยู่บริเวณไม่นำปลาชนิดมากินด้วยความเชื่อว่าเป็นปลาที่อยู่ในทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์

จากการศึกษาพบว่าพื้นที่ทะเลสาบชิงไห่เคยเป็นทะเลและมหาสมุทรมาก่อนเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว แต่หลังจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก พื้นที่บริเวณนี้จึงมีการยุบตัวกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดจุดเด่นอีกประการของทะเลสาบชิงไห่คือมีน้ำไหลเข้าอย่างเดียว ไม่มีน้ำไหลออกไปข้างนอก โดยมีแม่น้ำและลำธารกว่า 23 สายที่ไหลลงทะเลสาบแห่งนี้

 

*3. *

รอบทะเลสาบมีการปลูกดอกคาโนลา

 

 

บริเวณรอบทะเลสาบชิงไห่มีการปลูกดอกคาโนลา (Canola) ซึ่งดอกชนิดนี้จะนำไปสกัดเป็นน้ำมันเพื่อใช้บริโภคโดยนำไปประกอบอาหาร ด้วยพื้นที่กว่า 400 ล้านตารางเมตร พื้นที่ปลูกดอกคาโนลาบริเวณทะเลสาบชิงไห่จึงเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเพื่อใช้ในการบริโภคที่สำคัญของภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

นอกจากนั้นทะเลสาบชิงไห่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในแถบมณฑลชิงไห่ ปีที่ผ่านมา ทะเลสาบชิงไห่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวกว่า 10 ล้านคนต่อปี ซึ่งโดยช่วง Hi-Season ของการท่องเที่ยวทะเลสาบชิงไห่คือ เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงหน้าร้อนคือ 15 องศาเซลเซียส ขณะที่ในช่วงเดือนอื่นนั้น พื้นที่บริเวณทะเลสาบจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ในบางเดือน อากาศบริเวณนี้จะหนาวจัด อุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียสทำให้น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง และช่วงหน้าหนาวปริมาณออกซิเจนบริเวณทะเลสาบชิงไห่มีปริมาณต่ำ ไม่เหมาะกับการท่องเที่ยว ขนาดคนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ก็อยู่ค่อนข้างลำบากในช่วงหน้าหนาว

4.

เป็นพื้นที่อพยพของนกน้ำ

 

 

พื้นที่บริเวณทะเลสาบชิงไห่ถือเป็นพื้นที่ในเขตอนุรักษ์เนื่องจากจะมีนกอพยพมาอาศัยในช่วงหน้าร้อน โดยเป็นนักที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของจีนและยุโรปกลาง ทะเลสาปชิงไห่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานอนุรักษ์ธรรมชาติในปี1997

นอกจากนั้นทะเลสาบชิงไห่ ได้รับเสนอชื่อเป็นพื้นที่มรดกโลกด้านธรรมชาติจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จากการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งสำคัญของโลก พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่ที่สำคัญของนกน้ำ เป็นแหล่งฟักไข่ของนกน้ำซึ่งประมาณการว่าแต่ละปีจะมีนกน้ำมีฟักไข่ที่นี่กว่า 5.8 หมื่นตัว จากมาตรการการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้อย่างจริงจังทำให้มีการพบนกน้ำบริเวณทะเลสาบชิงไห่จาก 65 สายพันธุ์ เพิ่มขึ้นเป็น 95 สายพันธุ์ โดยมีการประเมินว่าในช่วงหน้าร้อนจะพบนกที่มาอาศัยบริเวณนี้กว่า 5 แสนตัว

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาดูงานของคณะสื่อมวลชนไทย สนับสนุนโดย กรมกิจการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (CIPG – China International Publishing Group) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และศูนย์จีน-อาเซียน โดยมี China Report Press และ China Report ASEAN – Thailandเป็นผู้ประสานงานหลัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...