อเมริกาต้อนรับกลับเข้าโรงหนัง
หลังจากที่โรงภาพยนตร์ทั่วโลกต้องปิดให้บริการ ด้วยสาเหตจากโควิด-19 มาเป็นเวลาหลายเดือน และส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เฉพาะกลุ่มเจ้าของโรงภาพยนตร์และพนักงานเท่านั้น แต่รวมถึงธุรกิจเกี่ยวข้องกับซินิเพล็กซ์ทั้งหมด เช่นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่มและร้านค้า
เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และความเสี่ยงจากโควิด-19 ดูเหมือนจะลดลง โรงภาพยนตร์ทั่วโลก จึงเริ่มเปิดให้บริการอีกครั้งมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 โดยยังคงมีการควบคุมในการเข้าชมภาพยนตร์ ตามนโยบายของรัฐบาล
ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา, บุลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเชค, เดนมาร์ค, เยอรมันนี, ไอซ์แลนด์, ลิธัวเนีย, แลตเวีย, นอร์เวย์, สโลเวเนีย และสโลวาเกีย โรงภาพยนตร์เริ่มเปิดกิจการอีกครั้งตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม
ในออสเตรีย มีโรงภาพยนตร์เปิดฉายอีกครั้งตั้งแต่ 29 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเปิดก่อนที่กำหนดไว้เดิมในวันที่ 1 กรกฎาคม สเปนเริ่มเปิดโรงภาพยนตร์ในเมืองใหญ่เช่น มาดริด และบาร์เซโลน่า ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเช่นกัน
แต่การระบาดที่เกิดขึ้นใหม่ในบางพื้นที่ของประเทศในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ทำให้มีการล็อคดาวน์และโรงภาพยนตร์ในเขต เซเกรีย ถูกสั่งปิดอีกครั้ง ส่วนในเขตคาตาลาน โรงภาพยนตร์ในเขตรอบบาร์เซโลนาถูกสั่งปิดเป็นเวลาสองสัปดาห์
สวีเดนไม่ใช้มาตรการล็อคดาวน์ในช่วงโควิด-19 เริ่มระบาด ตามนโยบายของรัฐ ที่เชื่อมั่นในการดูแลตนเองของประชาชน โดยให้แนวทางในการป้องกันตนเองเช่นสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคม ดังนั้นโรงภาพยนตร์ในสวีเดนจึงไม่เคยถูกสั่งปิด
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Filmstaden ซึ่งเป็นเครือโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน มีส่วนแบ่งตลาด 65% ได้ตัดสินใจปิดโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม เพื่อขานรับกับนโยบายทั่วโลก และนโยบายของ AMC Theatres ซึ่งเป็นเจ้าของ Filmstaden มาตั้งแต่ปี 2017
เมื่อถึงเดือนมิถุนายน โรงภาพยนตร์เริ่มเปิดให้บริการอีกครั้งเพิ่มขึ้นในหลายประเทศเช่น สวิตเซอร์แลนด์ โปแลนด์ ปอร์ตุเกส เนเธอร์แลนด์ มอลต้า มอนเตเนโกร อิตาลี ไอร์แลนด์ ฮังการี กรีซ ฝรั่งเศส และอัลเบเนีย และเริ่มเปิดเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม เช่น เบลเยี่ยม จีน รัสเชีย เซอร์เบีย ตุรกี อังกฤษ ยูเครน และสิงคโปร์
โรงภาพยนตร์ในสิงคโปร์ เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ 13 กรกฎาคม โดยใช้มาตรการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเข้มงวดคือการเว้นระยะระหว่างที่นั่งอย่างน้อย 1 เมตร และจำนวนผู้ชมไม่เกิน 50 คนต่อรอบ ผู้ชมต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา
ในประเทศไทย โรงภาพยนตร์เปิดฉายอีกครั้งหลังจากเริ่มผ่อนคลายล็อคดาวน์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยเปิดทั้งเครือ SF และ Major และยังจัดโปรโมชั่นแพคเกจ เช่นแพคเกจราคา 199 บาท สามารถดูหนังได้วันละ 1 เรื่องตลอด 30 วัน (ทุกเรื่องทุกรอบ) โดยใช้ได้จนถึงกลางเดือนสิงหาคมและกันยายน อย่างไรก็ตามจำนวนผู้เข้าชมโดยเฉลี่ยยังน้อยมาก
ในสหรัฐอเมริกา ในปี 2019 มีจำนวน ซินิเพล็กซ์ ประมาณ 5,800-5,800 แห่ง โดยมีจำนวนโรงฉาย (จอ) กว่า 41,000 โรง การต้องปิดให้บริการเพราะโควิด-19 จึงส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การเปิดฉายภาพยนตร์อีกครั้งในสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องที่ถูกจับจ้องกันตลอดมา
ในขณะที่ในประเทศอื่นๆ ธุรกิจโรงภาพยนตร์เริ่มกระเตื้องขึ้นช้าๆ และดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมีภาพยนตร์ใหม่ออกฉาย เนื่องจากในช่วงเวลาของการล็อคดาวน์ ภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ ต้องเปลี่ยนแผนการตลาด โดยการเปลี่ยนเป็น streaming หรือออกจำหน่ายในแบบ DVD
ส่วนอีกจำนวนหนึ่งที่รอฉายในโรงภาพยนตร์ เมื่อนำออกฉายก็กลายเป็นภาพยนตร์ตกรุ่น เพราะช้ากว่ากำหนดฉายดั้งเดิมมาหลายเดือน และไม่สามารถเรียกผู้ชมเข้าโรงภาพยนตร์ได้
ช่วงกลางเดือนสิงหาคม กลุ่มโรงภาพยนตร์รายใหญ่ในสหรัฐฯ แสดงความพร้อมในการเปิดฉายอีกครั้ง และทุกเครือต้องเตรียมกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเรียกผู้ชมกลับสู่โรงภาพยนตร์ กลุ่ม AMC เป็นกลุ่มแรกที่จะเปิดฉายและถือโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปีของ AMC ในวันที่ 20 สิงหาคม โดยการฉายหนังยอดนิยมตลอดกาล เช่น Black Panther, Beauty and the Beast และ Back to the Future ด้วยราคาบัตรเข้าชมเพียง 15 เซนต์ เท่านั้น
ส่วนในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมเป็นต้นไป ราคาบัตรจะกลับมาที่ราคาปกติ โดยจะเริ่มฉาย “Unhinged” ของ Russell Crowe และ “Inception” ของ Christopher Nolan ในระยะแรก AMC จะเปิดโรงภาพยนตร์ในเครือเพียง 100 แห่ง และเตรียมพร้อมที่จะเปิดเพิ่มเป็น 400-600 แห่งในเดือนกันยายน ด้วยภาพยนตร์เรื่อง “Tenet”
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีโรงภาพยนตร์นอกกลุ่มเครือใหญ่ เปิดฉายจำนวน 1,100 แห่งโดยเป็น drive-inจำนวน 300 แห่ง และคาดว่ามีโรงภาพยนตร์จะเปิดเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 ซินีเพล็กซ์ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
รายได้ของโรงภาพยนตร์ในเครือใหญ่เช่น AMC, Cinemark และ Marcus ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 หายไป ระหว่าง 96-99% และเป็นผลให้ราคาหุ้นของ AMC ลดลง 22% ของ Cinemark ลดลง 64% และของ Marcus ลดลง 56%
ความสำเร็จของภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ออกฉายทั่วโลก พึ่งพา box office ของสหรัฐฯ หากสถานการณ์โรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ดีขึ้น ผู้ชมภาพยนตร์ทั่วโลกย่อมจะกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์ในประเทศของตนตามไปด้วย ภาพยนตร์ที่มีกำหนดนำออกฉาย จากนี้ไปจนถึงสิ้นปี ได้แก่ “The New Mutants”, “Bill and Ted Face the Music”, “Tenet”, “The King’s Man”, “Wonder Woman 1984”, “Candyman”, “Death on the Nile”, “Black Widow”, “Soul”, “No Time to Die”, “Free Guy”, “Dune”, “West Side Story” และ “Coming 2 America”