Cashless Society ในไทยยังใช้เวลา คนไทยยังติดใช้เงินสด พร้อมเพย์-คิวอาร์โค้ด คือจุดเปลี่ยน
พูดถึงกันมาพักใหญ่สำหรับเรื่อง Cashless Society กลายเป็นวาระแห่งชาติที่หลายคนให้ความสนใจทั้งทางภาครัฐบาลที่ผลักดันนโยบายสนับสนุนสังคมไร้เงินสด ทางธนาคาร กรุงศรี คอนซูมเมอร์ตอบรับด้วยการปรับตัว ปรับบริการเพื่อขันรับนโยบาย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าสู่ยุคไร้เงินสด
แต่ในประเทศไทยถือว่าอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นเท่านั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังติดการใช้เงินสด บางคนยังคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้ดิจิทัล เพย์เมนต์อยู่ แต่ก็เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากการเติบโตของพร้อมเพย์ อีวอลเล็ท รวมถึงการตื่นตัวของการมาของคิวอาร์ เพย์เมนต์ที่จะใช้บริการช่วงปลายปีนี้
ถ้าดูภาพรวมของการจัดการต้นทุนด้านเงินสดของประเทศไทยถือว่ามหาศาล ประเทศไทยมีตู้เอทีเอ็มทั้งหมด50,000 ตู้ มีเงินสะพัด200,000 ล้านบาท ค่าต้นทุนของตู้เอทีเอ็ม20,000 ล้านบาท ต้นทุนผลิตบัตรเดบิต/บัตรเครดิต8,000 ล้านบาท ต้นทุนการจัดการเงินสด9,000 ล้านบาท/ปี
องค์ประกอบต้นทุนทางการเงิน33% อยู่ที่ธนาคาร33% อยู่ที่ร้านค้า13% อยู่ที่บริษัท10% รัฐบาล5% ธนาคารกลาง6% เก็บส่วนตัว
ถ้าการเข้ามาของ Cashless Society ผู้บริโภคมีการใช้ดิจิทัล เพย์เมนต์มากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนด้านการเงินไปได้อีกมหาศาล
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ได้ประเมินสถานการณ์ของยุค Cashless Society ในประเทศไทยว่าจะมีแนวโน้มอย่างไร จะสามารถเติบโตได้หรือไม่ รวมทั้งกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่ Cashless Societyอย่างเต็มตัวแล้วด้วย
ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า “ประเทศไทยจะก้าวไป Cashless Society ได้หรือไม่นั้น ต้องรอดูสถานการณ์อีกสักพักปัจจุบันมีสถิติที่เปรียบเทียบการใช้เงินสด กับเงินดิจิทัล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังใช้เงินสด ใช้บัตรเครดิตยังไม่มาก และใช้โมบาย เพย์เมนต์ยังไม่มากเช่นกัน มองว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานในการสร้างการรับรู้”
ถ้าเจาะไปเรื่องการดิจิทัล เพย์เมนต์ต่างๆ มีข้อมูลเปิดเผยว่าประเทศไทยมีประชากร67 ล้านคน แต่มีคนเข้าถึงบัญชีธนาคาร75% อีก25% ไม่มีบัญชีธนาคาร ทั้งประเทศมีมีบัญชีธนาคารรวมกัน 80 ล้านบัญชี มีบัตรเดบิต51 ล้านใบ บัตรเครดิต20 ล้านใบ เฉลี่ย2 ใบ/คน แสดงว่ามีคน6 ล้านคนที่มีบัตรเครดิต จาก67 ล้านคน ปัจจุบันมีการลงทะเบียนพร้อมเพย์ 30 ล้านคน อีวอลเล็ท 40 ล้านแอคเคาท์ โมบาย แบงค์กิ้ง 21 ล้านคน เติบโต 3% ต่อเดือน และอินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง 15 ล้านบัญชี ไม่เติบโตแล้ว
ในแต่ละปีมีธุรกรรมการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม7.7 ล้านล้านบาท โตปีละ6% สิ่งที่เห็นคือคนไปโอนเงินจากตู้เอทีเอ็มลดลง แต่ใช้โมบาย แบงก์กิ้งในการโอนมากขึ้น เป็นเพราะพร้อมเพย์
ปกติแล้วคนถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มด้วยเหตุผล2 อย่างคือ ชำระค่าบริการ และสินค้า และนำเงินไปให้ผู้อื่น ทำให้เกิด2 บริการขึ้นมา คือ พร้อมเพย์ตอบโจทย์การโอนเงินไปให้ผู้อื่น และคิวอาร์โค้ดตอบโจทย์การชำระสินค้า บริการ ถ้าทั้ง2 บริการเกิดขึ้นพร้อมกัน ตัวเลขธุรกรรม7.7 ล้านล้านบาท จะลดลงเร็วมากขึ้น เมื่อลดลงต้นทุนในการบริหารจัดการตู้เอทีเอ็มก็จะลดลง
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านในการดำเนินเรื่อง National e-Payment จะเห็นว่าในเรื่อง Digital Transformation ยังคงน้อยอยู่ตอนนี้กำลังตื่นตัวเรื่องคิวอาร์ เพย์เมนต์ แต่สิ่งที่จะเห็นมากขึ้นในการที่ธนาคารจะเพิ่มฟังก์ชั่นให้โมบายแบงก์กิ้งใช้ชำระเงินอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น
กรณีศึกษาจากต่างประเทศ
ตัวอย่างของประเทศที่เกิด Cashless Society สามารถเป็นแรงกระเพือมในระดับโลกได้ ฐากร มองว่าประเทศสวีเดน เป็นประเทศแรกที่น่าจะไปถึง Cashless Society มากที่สุด ส่วนจีนจะเป็นประเทศแรกที่จะไปถึง Cashless Society ในเอเชีย และสิงคโปร์เป็นประเทศที่สองในเอเชีย
ในระดับโลกการใช้เงินสดยังสูงอยู่ระดับ85% ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการผสมใช้ดิจิทัล เพย์เมนต์เข้ามามากขึ้น
ส่วนประเทศไทยยังมีสัดส่วนในการใช้ดิจิทัล เพย์เมนต์แค่2% ยังน้อยมาก บางประเทศมีการประกาศหยุดใช้ธนบัตรเพราะต้องการต่อต้านการคอรัปชั่น เพราะส่วนใหญ่การคอรัปชั่นจะมีการเก็บธนบัตรใหญ่ไว้ที่บ้าน
ในสวีเดนเริ่มถอนตู้เอทีเอ็มออกในต่างจังหวัด เพราะทรานแอคชั่นหายไป รัฐบาลแต่ละประเทศจะมีการสนับสนุน และผลักดัน Cashless Society ที่แตกต่างกัน
ส่วนที่อินเดียมีความจริงจังในการทำสังคมไร้เงินสด ถึงขนาดตั้งหน่วยงาน Cashless India เป็นโครงการใหญ่ของรัฐบาลเพื่อทำดิจิทัล และจัดนวัตกรรมทุกอย่างเกี่ยวกับดิจิทัล เพย์เมนต์ทุกรูปแบบ หลังจากที่ประกาศหยุดใช้แบงค์ 500 และ1,000 รูปี ก็มีการใช้อีวอลเล็ทเพิ่มขึ้นจากจาก2 ล้านเป็น5 ล้านทรานแอคชั่นภายใน1 เดือน มีการให้สิทธิประโยชน์มากทั้งร้านค้า และผู้บริโภค
ส่วนในประเทศจีน มีวีแชท เพย์ และอาลีเพย์ เป็นแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงมาก มีผลสำรวจออกมาว่าคนจีนใช้เงินสด20% เท่านั้น นอกนั้นใช้โมบาย เพย์เมนต์หมด ธุรกรรมการเงินดิจิทัลในจีนมากกว่าอเมริกา50 เท่าแล้ว เฉพาะเทนเซนต์อย่างเดียวมี600 ล้านแอคทีฟแอคเคาท์ และมี600 ล้านทรานแอคชั่น/วัน โมบาย เพย์เมนต์การเป็นการใช้ในชีวิตประจำวันของคนจีน