โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยงบรวม 9แบงก์ Q1/64 กำไรเพิ่ม จากการลดตั้งสำรองฯ

efinanceThai

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 07.51 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยงบรวม 9แบงก์ Q1/64 กำไรเพิ่ม จากการลดตั้งสำรองฯ 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 เม.ย. 64 14:51 น.

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รวบรวมข้อมูลสำคัญทางการเงินจากรายงานงบการเงินรวมของธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อย 9 แห่ง (งบการเงินรวมฯ) ประจำไตรมาสที่ 1/2564 โดยข้อมูลที่ออกมาล่าสุดสะท้อนว่า ธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อยบันทึกกำไรสุทธิ 46,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.4% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 ที่มีกำไรสุทธิ 31,259 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการลดลงของการตั้งสำรองฯ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นสำคัญ ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีแรงกดดันจากการระบาดที่ยืดเยื้อของโควิด 19

 การลดลงของรายการในฝั่งค่าใช้จ่าย เป็นแรงหนุนสำคัญของกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2564 โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (-11.4% QoQ) และการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (-10.4% QoQ) โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมักจะต่ำลงในไตรมาสแรกของทุกปี

ขณะที่การตั้งสำรองฯ ที่ชะลอลงในไตรมาส 1/2564 นั้น เกิดขึ้นก่อนสัญญาณระบาดหนักของโควิดระลอกสามในประเทศ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สถาบันการเงินจะกลับมาประเมินระดับการตั้งสำรองฯ อย่างระมัดระวังอีกครั้งในช่วงที่เหลือของปี

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิในไตรมาส 1/2564 ขยับขึ้นในลักษณะ QoQ โดยในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากงบการเงินรวม 9 แบงก์เพิ่มขึ้นเพียง 0.4% QoQ โดยแม้จะมีอานิสงส์จากการลดลงของต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย (โดยเฉพาะในกลุ่มธพ. ขนาดใหญ่) แต่ NIM ก็ยังคงอยู่ในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยชะลอลงมาอยู่ที่ 2.79%

ซึ่งหลักๆ เป็นผลมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับสินเชื่อธุรกิจที่ปล่อยใหม่ในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องซึ่งมีดอกเบี้ยไม่สูง ดังนั้นผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อจึงอยู่ในระดับต่ำกว่าในช่วงปกติ

ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้น 2.6% QoQ นำโดย ค่าธรรมเนียมรับจากธุรกิจจัดการกองทุน ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์ และตลอดจนค่าธรรมเนียมบริการประกันผ่านธนาคาร และค่าธรรมเนียมรับจากการโอนเงิน
สำหรับทิศทางในช่วงที่เหลือของปี 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ความสามารถและประสิทธิผลของมาตรการสกัดความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด 19 ระลอกสาม และความคืบหน้าของการเร่งฉีดวัคซีน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่เพียงมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แต่จะมีนัยต่อเนื่องต่อสถานการณ์ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อย

โดยเฉพาะใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1) ประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ 2) อัตราเติบโตของการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์ และ 3) กลไก/มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องเร่งปรับให้ตรงจุดเหมาะสม
โดยหากสถานการณ์โควิด 19 รอบสามยืดเยื้อและกินเวลาหลายเดือนจะทำให้การเปิดประเทศทำได้ช้าลง และอาจส่งผลทำให้สถาบันการเงินต้องกับมาแก้ไขปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ในเชิงรุกเพิ่มมากขึ้น แม้ในประเด็นนี้จะมีมาตรการผ่อนปรนการจัดชั้นหนี้ที่ช่วยทำให้สถาบันการเงินมีเวลาที่จะทยอยจัดการปัญหา แต่ในมุมของสถาบันการเงินก็คงจะกลับมายกการ์ดสูงสำหรับแนวทางการตั้งสำรองฯ

ขณะที่กลไกการปล่อยสินเชื่อใหม่ก็อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้นั้น แม้ข้อมูลล่าสุด จะสะท้อนว่า สัดส่วนลูกหนี้เข้ามาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินในภาพรวมจะขยับลงมาที่ประมาณ 15.4% ของสินเชื่อรวมในเดือนก.พ. 2564

แต่จำนวนบัญชีลูกหนี้ที่ขอรับความช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) ก็เริ่มขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.89 ล้านบัญชีในเดือนก.พ. 2564 (จาก 1.78 ล้านบัญชีในเดือนม.ค. 2564) และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 2/2564 ตามความเสี่ยงของโควิด

ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กดดันรายรับที่เป็นเม็ดเงินจริงของสถาบันการเงินได้รับในระยะถัดๆ ไป ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอาจทำให้มีโอกาสเห็นสถานการณ์ที่รายรับจากค่าธรรมเนียมไม่สามารถประคองแรงบวกไว้ได้ดังที่เห็นในไตรมาสแรกของปี

 

 

เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ    โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...