โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

6 ยักษ์การ์เมนต์ไทยกระอัก อียูตัดสิทธิ์การค้ากัมพูชา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.พ. 2563 เวลา 06.27 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 06.08 น.
แฟ้มภาพ

6 ยักษ์การ์เมนต์ไทยสู้วิกฤต สหภาพยุโรปตัดสิทธิประโยชน์ EBA กัมพูชา กระเทือนตลาดส่งออก 140,000 ล้านบาท เร่งสปีดส่งออกโค้งสุดท้าย 6 เดือนที่เหลือ ส่วนอนาคตโรงงานอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับแบรนด์ดัง จะโยกการผลิตไปประเทศอื่นหรือไม่ ด้านทูตพาณิชย์หวั่นกำลังซื้อแรงงานเขมร 2 ล้านคนสะเทือน กระทบสินค้าอุปโภคบริโภคไทย

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ “เพิกถอน” การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร (Everything But Arms หรือ EBA) แก่กัมพูชา จำนวน 30 รายการ เป็นการชั่วคราว ครอบคลุมสินค้าส่งออกรายการสำคัญตั้งแต่ น้ำตาลจากอ้อย ไปจนกระทั่งถึงเครื่องนุ่งห่ม และรองเท้าประเภทต่าง ๆ

จากเหตุผลที่ว่า กัมพูชามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน-สิทธิการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะการยุบพรรคฝ่ายค้าน โดยสหภาพยุโรปจะให้เวลารัฐบาลกัมพูชาอีก 6 เดือน สำหรับการปรับตัวก่อนที่ EBA จะถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

เศรษฐกิจกัมพูชากระเทือนหนัก

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ผลจากการตัดสิทธิประโยชน์ EBA จะทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าไปสหภาพยุโรปต้องเสียภาษีนำเข้า 12% สำหรับรายการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเสียภาษี 8%

สำหรับรายการรองเท้า ส่วนน้ำตาลจะเสียภาษี 4.60 EU/100 กิโลกรัม ที่ผ่านมากัมพูชาเป็นประเทศที่ใช้ EBA มากประเทศหนึ่ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 18% ของการใช้สิทธิ EBA ทุกประเทศที่มีสิทธิในปี 2561 จากการตรวจสอบของสำนักงานพบว่า กัมพูชาส่งออกไปสหภาพยุโรป รวม5,300 ล้านยูโร หรือ 170,000-180,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้สินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่กว่า 78% เป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป คิดเป็นมูลค่า 4,000 ล้านยูโร หรือ 135,000-140,000 ล้านบาท รองเท้า มูลค่า 700 กว่าล้านยูโร หรือคิดเป็น 13%

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ประกอบการสิ่งทอจากประเทศไทยได้เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอให้กัมพูชาเป็นลำดับต้น ๆ เพื่อรับออร์เดอร์จากเจ้าของแบรนด์ดังอย่าง GAP-H&M-Nike-Puma-adidas เพื่ออาศัยสิทธิประโยชน์ EBA ไม่เสียภาษีนำเข้าไปยังสหภาพยุโรป

ล่าสุดสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กัมพูชา ได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดต่อผู้ประกอบการไทย 2 กรณี คือ 1) ผลกระทบทางตรง ในระยะ 6 เดือนหลังถูกระงับสิทธิ EBA จะทำให้นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชา เพื่อส่งออกไปอียูในกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม 6 บริษัทใหญ่ อาจถูก “ยกเลิก” การจ้างผลิตทั้งหมดหรือลดปริมาณคำสั่งซื้อ

2) ผลกระทบทางอ้อม จะเกิดขึ้นหลังจากถูกตัดสิทธิ EBA ไปแล้ว 1 ปีขึ้นไป ธุรกิจไทยที่ลงทุนกับกัมพูชาอาจจะพิจารณาย้ายฐานการผลิตสินค้าสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม-รองเท้า ไปยังประเทศอื่น ทำให้เกิดการเลิกจ้างงาน ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาในอุตสาหกรรมทั้ง 2 กลุ่ม ประมาณ 750,000 คน หากนับรวมครอบครัวแรงงานจะมีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งในประเด็นนี้จะทำให้เงินทุนหมุนเวียนจากค่าแรงและวัตถุดิบในประเทศกัมพูชาจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มใหญ่จะลดลง จะส่งผลต่อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งออกจากประเทศไทย

สำหรับรายชื่อผู้ประกอบการสิ่งทอ-รองเท้า-กระเป๋าไทย ที่เข้าไปตั้งโรงงานผลิตในกัมพูชา จากการรวบรวมมีประมาณ 8 ราย ได้แก่ Nice Apparel, SP Brother, Hi-Tech, Lim Line, Aerosoft, Trax, Pilot Knitt Sportwear และ Hong Seng อยู่หรือไปขึ้นกับเจ้าของแบรนด์

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาชิกโรงงานเครื่องนุ่งห่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา 6 โรงงาน ได้เตรียมปรับแผนการผลิตหลังกัมพูชาถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ EBA โดยช่วงแรกก่อนที่คำสั่งเพิกถอนสิทธิจะมีผลในเดือนสิงหาคม ทางโรงงานผู้ผลิตต้องเร่งกำลังผลิตเพื่อส่งมอบสินค้าให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องส่งลงเรือภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อส่งมอบถึงสหภาพยุโรปก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2563 หลังจากนี้ โรงงานสิ่งทอก็จะผลิตตามคำสั่งซื้อของผู้ซื้อ (buyer) ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ว่าจะโยกการผลิตไปที่ฐานผลิตในประเทศอื่น ๆ ที่มีโรงงานอยู่หรือไม่

“ปลายปีนี้สหภาพยุโรปจะเข้ามาตรวจสอบกัมพูชาอีกครั้งว่า สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องหรือไม่ ทั้งเรื่องการเมือง-สิทธิแรงงาน-สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม หากรัฐบาลกัมพูชาสามารถแก้ปัญหาได้ เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่หากเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ผู้ผลิตก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าจะลดกำลังการผลิตในกัมพูชา หรือลด OT หรือจะต้องดำเนินการอย่างไร เรื่องนี้ต้องชะลอดูอีก 5-6 เดือนจึงจะเห็น” นายยุทธนากล่าว

ส่วนโอกาสที่ผู้ผลิตไทยจะถอนการลงทุน หรือย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นหรือไม่นั้น “ขึ้นอยู่กับ buyer ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าที่มาจ้างผลิตว่าต้องการจะให้โยกไปฐานการผลิตใด หรือให้ย้ายฐานการผลิตออกไปเลย

ไนซ์กรุ๊ปเร่งผลิต 100%

ส่วนนายประสพ จิรวัฒน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไนซ์กรุ๊ป (ไนซ์ แอพพาเรล) ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาให้กับแบรนด์ Nike-adidas-มิซูโน่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้เร่งเพิ่มกำลังการผลิต 100% เพื่อส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าก่อนที่ภาษีนำเข้าสหภาพยุโรปจะขยับขึ้นในเดือนสิงหาคม แต่ประเด็นนี้ไม่ได้มีผลต่อปริมาณการสั่งซื้อเพราะโดยปกติจะวางแผนการสั่งซื้อกันไว้ล่วงหน้า 3 ปี หรือถึงปี 2566 แล้ว ปัจจุบันทางกลุ่มไนซ์กรุ๊ปมีฐานการผลิตที่กัมพูชาใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากไทย คิดเป็นสัดส่วน 40% จากกำลังการผลิตทั้งหมด หรือประมาณ 25 ล้านตัวต่อปี

“แน่นอนว่าการที่อียูปรับขึ้นภาษีจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าที่จะต้องนำไปบวกในราคาขายปลีก แต่ภาษีไม่ได้มีผลต่อออร์เดอร์ เพราะเราคุยกันเป็นแผนผลิตระยะยาว 3 ปี ในระหว่างนี้เราก็ช่วยเร่งการผลิตเต็มที่ 100% ส่วนการโยกฐานการผลิตหรือไม่ หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการหารือกัน แต่ถ้าเทียบแล้วต้นทุนภาษีกับค่าแรงก็ยังพอกับฐานการผลิตอื่นอยู่ สามารถทำได้” นายประสพกล่าว

สำหรับค่าแรงกัมพูชาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 182 เหรียญ (ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562) ขณะที่ค่าแรงไทยอยู่ที่ประมาณ 331 เหรียญ หรือต่างกันประมาณ 149-150 เหรียญ ประมาณ 4,500 บาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะโยกฐานการผลิตจากกัมพูชากลับมายังประเทศไทย แต่หากเจ้าของแบรนด์ยังยืนยันที่จะผลิตจากโรงงานในกัมพูชาต่อไป ก็จะต้องคำนึงถึงอัตราค่าแรง บวกกับภาษีนำเข้าอีก12% ซึ่งจะส่งผลต่อราคาจำหน่ายในสหภาพยุโรปจะถูกปรับขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...