กล้อง GoPro รุ่นไหนดี ? และวิธีการเลือกซื้อกล้อง GoPro กล้องแอคชั่นสุดฮิตเบอร์ 1 ของโลก
กล้อง GoPro รุ่นไหนดี ? และวิธีการเลือกซื้อกล้อง GoPro
กล้องแอคชั่นสุดฮิตเบอร์ 1 ของโลก
เชื่อว่าถ้าพูดถึงกล้องแอคชันแคม (Action Camera) แล้ว ชื่อของแบรนด์ GoPro น่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง และเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้อด้วยเช่นกัน โดยในตอนนี้กล้อง GoPro มีให้เลือกจำนวน 3 รุ่น ได้แก่
- GoPro Hero 8 Black
- GoPro MAX (Action Camera แบบ 360 องศา)
- GoPro Hero 7 Black
และเราได้รวบรวมข้อมูลของกล้อง GoPro ที่น่าสนใจ (และยังมีวางจำหน่ายอยู่) มาเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ของผู้ใช้หลายคนที่กำลังมองหากล้อง GoPro ที่เข้ากับการใช้งานของตนเองอยู่
กล้อง GoPro Hero 8 Black
GoPro Hero8 Black ลักษณะของดีไซน์ภายนอกคล้ายคลึงกับ GoPro Hero ตัวอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้ Hero8 นี้น่าสนใจกว่า GoPro รุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาคือการ เพิ่มเมาท์ (Mount) ไว้ด้านใต้ของตัวเครื่อง ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมอื่นๆ กับกล้องได้โดยที่ไม่ต้องใส่เคส และมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมอย่าง Folding finger และ Hero 8 Black Mods (Media Mod, Display Mod และ Light Mod) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพและวิดีโอที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นได้ และถึงแม้ว่าจะมีไมค์จำนวน 3 ตัวเท่าเดิมแต่ในรุ่น Hero 8 นี้ได้ย้ายไมค์มาอยู่ด้านหน้าเพื่อ รองรับการถ่าย Vlog และเปลี่ยนวัสดุจากพลาสติกเป็นอะลูมิเนียมเพื่อการระบายความร้อนที่ดีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเปลี่ยนฝาปิดกล้องใหม่แก้ปัญหาน้ำเข้าอีกด้วย โดยรุ่น Hero8 นี้สามารถกันน้ำที่ระดับความลึก 10 เมตร
ส่วนประสิทธิภาพในการถ่ายภาพและวิดีโอนั้น ในรุ่น Hero8 ได้เพิ่มเลนส์ Narrow ที่มีมุมกว้างภาพเท่ากับการถ่ายภาพผ่านสมาร์ทโฟนทั่วไปเข้ามาเสริม และสามารถถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียด 12 MP ส่วนการถ่ายวิดีโอจะมีตั้งแต่ 4K 60fps, 2.7K 120fps, 1440p 120fps และ 1080p 240fps และสามารถ Livestream ได้ที่ความละเอียด 1080p พร้อมฟีเจอร์ที่พัฒนาขึ้นจากรุ่น Hero 7 ไม่ว่าจะเป็นกันสั่นแบบ Hypersmooth 2.0 ที่คุมความนิ่งของภาพได้มากกว่าเดิม, โหมด TimeWarp 2.0 ที่สามารถปรับกลับมาเป็นความเร็วปกติสลับกับ TimeWarp ได้ด้วยการแตะที่ตัวกล้อง
นอกจากนี้แล้ว กล้อง GoPro Hero 8 Black ก็ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาอย่างเช่น
- Horizon level : ช่วยปรับระดับเส้นขอบฟ้าให้นิ่งโดยอัตโนมัติแม้จะมีการหมุนกล้องไปมา
- Night Lapse Video : ช่วยรองรับการถ่ายวิดีโอ Time-lapse ในช่วงเวลากลางคืนง่ายดายมากยิ่งขึ้น
- LiveBurst : ช่วยจับฟุตเทจของวิดีโอเป็นเวลา 1.5 วินาทีทั้งในช่วงก่อนและหลังการกดถ่ายอีกด้วย และยังสามารถปรับเปลี่ยนเมนูบนจอทัชสกรีนของตัวกล้องและตั้ง Shortcut เมนูที่ใช้บ่อยได้อีกด้วย
กล้อง GoPro MAX
GoPro MAX นั้นเป็นกล่อง GoPro รุ่นล่าสุดที่มีจุดเด่นคือ เป็นกล้องแอคชันแคมที่สามารถ ถ่ายภาพและวิดีโอได้แบบ 360 องศา โดยที่ดีไซน์ของตัวกล้องจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสคล้ายกับรุ่น Fusion (กล้อง GoPro 360 องศารุ่นแรก) แต่ในรุ่นนี้จะมาพร้อมกับ ดูโอเลนส์ 180 องศา (เลนส์คู่หน้า-หลัง) แบบ4-in-1 ได้แก่ เลนส์ MAX SuperView, Wide, Linear และ Narrow ส่วนไมค์จะมีทั้งหมด 6 ตัวรอบทิศทางเพื่อช่วยในการเก็บเสียงได้อย่างรอบด้าน รวมทั้งมีเมาท์แบบ Build-in และ Folding Finger ในตัวเหมือนกับรุ่น Hero8 อีกด้วย ตัวเครื่องสามารถ กันน้ำลึก 5 เมตร ในขณะที่รุ่น Hero 7 และ 8 กันน้ำได้ที่ระดับความลึก 10 เมตร
สำหรับความสามารถในการถ่ายภาพและวิดีโอนั้น GoPro MAX สามารถถ่ายวิดีโอ 360 องศาได้ที่ความละเอียดถึง 5.6K 25 fps ทั้งในโหมด 360 องศาที่แบบความเร็วปกติและในโหมด TimeWarp (Hyperlapse) แบบ 360 องศา ส่วนวิดีโอโหมดปกติ (Hero) ความละเอียดจะอยู่ที่ 1440p/1080p 60 fps และสามารถ Live stream ได้ที่ความละเอียด 1080p ส่วนการถ่ายภาพนิ่ง GoPro Max จะสามารถถ่ายภาพแบบ 360 องศา ได้เฉพาะเลนส์ MAX SuperView ที่ความละเอียด 16.6 MP, ส่วนในโหมด Hero สามารถเลือกถ่ายภาพได้จากทั้ง 4 เลนส์ ที่ความละเอียด 5.5 MP และภาพนิ่งในโหมด Panoramic (ถ่ายภาพแบบ 270 องศา) จะมีความละเอียดที่ 6.2MP
นอกจากนี้ยังมีระบบกันสั่นแบบ MAX HyperSmooth ทำให้ถ่ายวิดีโอได้อย่างลื่นไหลและสมูทมากยิ่งขึ้น ส่วนในโหมด Hero ก็มี Horizon Leveling (การจับระดับเส้นขอบฟ้า) ด้วย และการถ่ายวิดีโอในโหมด TimeWarp (MAX TimeWarp) จะสามารถเลือกความเร็วได้ตั้งแต่ 2x, 5x, 10x, 15x ไปจนถึง 30x ส่วนโหมด Slo-mo จะสามารถดึงความหน่วงวิดีโอได้เพียง 2x เท่านั้น และยังสามารถกด สลับกล้องจากโหมด 360 ไปเป็นโหมด Hero ได้ ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง รวมไปถึง วิดีโอ และ Time-lapse
กล้อง GoPro Hero 7 Black
GoPro Hero 7 Black สำหรับคนที่คุ้นเคยกับกล้อง GoPro รุ่นก่อนๆ ก็จะเห็นได้ว่าดีไซน์ของตัวเครื่อง GoPro Hero7 Black นั้นจะเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าที่สามารถ นำเอาอุปกรณ์เสริมของรุ่นเดิมมาใช้งานด้วยกันได้เกือบทั้งหมด แต่ในรุ่นนี้จะมีการเพิ่มกันสั่นแบบ Hypersmooth เข้ามาทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ไม้กันสั่นแบบรุ่นอื่นๆ แล้ว ในส่วนของประสิทธิภาพในการกันน้ำจะอยู่ที่ระดับความลึก 10 เมตรเหมือนกับรุ่นอื่นๆ
โดยในรุ่น Hero 7 Black นี้จะมี เลนส์ทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ SuperView, Wide, Linear สามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียด 12 MP และมีโหมด SuperPhoto และ HDR ช่วยในการแต่งภาพอัตโนมัติ ส่วนวิดีโอก็สามารถถ่ายได้ทั้ง 4K 60fps, 2.7K 120fps, 1440p 120fps, 1080p 240fps, 960p 240fps และ 720p 240fps และใน GoPro รุ่น Hero 7 นี้ยังสามารถ Livestream จากตัวกล้องร่วมกับสมาร์ทโฟนผ่าน Facebook ได้ที่ความละเอียด 720p อีกด้วย
ส่วนฟีเจอร์เด่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาได้แก่ โหมดกันสั่นแบบ Hypersmooth ที่ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอได้นิ่งและสมูทโดยไม่ต้องพึ่งไม้กันสั่นอีกต่อไป, โหมด Timewarp (คล้ายกับการถ่าย Time Lapse ที่สามารถเคลื่อนที่ระหว่างการถ่ายได้) เข้ามาช่วยเพิ่มความน่าสนใจการถ่ายภาพและวิดีโอได้มากขึ้น โดยจะมีตั้งแต่ 2x, 5x, 10x, 15x ไปจนถึง 30x และในโหมด Slo-mo ก็สามารถปรับได้ถึง 8x นอกจากนี้ยังสามารถ ใช้งานในแนวตั้ง (Portrait Mode) ได้ และมีการปรับ UI ของเมนูกล้องใหม่จากรุ่นเดิมให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น
GoPro แต่ละรุ่น เหมาะสำหรับการใช้งานของผู้ใช้ที่ต่างกัน
เมื่อนำเอาสเปคของแต่ละรุ่นมาเทียบกันแล้วก็จะเห็นได้ว่ากล้อง GoPro แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย โดยจะแบ่งตามลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ได้ดังนี้
GoPro Hero 8 Black เหมาะสำหรับใคร ?
ผู้ที่เน้นการถ่ายวิดีโอ หรือ Vlog กับการถ่ายภาพแบบทั่วไป เพราะได้ความละเอียดของภาพที่สูง และมีไฟล์ RAW ในทุกโหมด ทำให้สามารถเลือกนำเอารูปหรือวิดีโอไปแต่งเพิ่มเติมได้ และสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมมากนัก กล้อง GoPro รุ่น Hero 8 Black นี้ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว
GoPro MAX เหมาะสำหรับใคร ?
บุคคลที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพและวิดีโอแบบ 360 องศา เพราะได้มุมภาพที่แตกต่างและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอในโหมด Hero จะด้อยกว่ารุ่นอื่นๆ และฟีเจอร์บางอย่างได้ขาดหายไป แต่มันก็แทนที่ด้วยความสามารถในการถ่ายภาพและวิดีโอแบบ 360 องศาที่ กล้อง GoPro รุ่นอื่นๆ ไม่สามารถทำได้นั่นเอง นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเลือกปรับมุมมองรูปภาพผ่านการรีเฟรมภายในแอปพลิเคชันได้อีกด้วย ทำให้ผู้ใช้มือใหม่หรือผู้ที่ไม่ชำนาญการถ่ายภาพหรือวิดีโอผ่านแอคชันแถมก็สามารถใช้งาน กล้อง GoPro MAX ได้เช่นกัน
GoPro Hero 7 Black เหมาะสำหรับใคร ?
ผู้ที่เคยใช้กล้อง GoPro รุ่นเก่าๆ มาก่อนและไม่ต้องการทิ้งอุปกรณ์เสริมของรุ่นเดิม ก็สามารถนำเอามาใช้ร่วมกันได้ และบุคคลที่อยากทดลองใช้กล้อง GoPro ในราคาที่ไม่สูงมากนัก
ตารางเปรียบเทียบความต่างระหว่าง
GoPro Hero 8 Black / GoPro MAX / GoPro Hero 7 Black GoPro
Hero 8 Black GoPro MAX GoPro
Hero 7 Black Key Features Photo 12MP +
SuperPhoto With
Improved HDR 18MP Source,
16.6MP Stitched
360 Photo
5.5MP HERO Photo 12MP +
SuperPhoto
With HDR LiveBrust 🔵 — — PowerPano — 270° 6.2MP
Panoramic Photo — SuperPhoto With Improved HDR — With HDR Spherical Video — 6K30 Source
5.6K30 Stitched — Reframe — With the GoPro App — Video 4K60 HERO Mode
1440p60 /
1080p60 4K60 100Mbps Bit Rate 2.7K / 4K — — Battery Removable Removable Removable Rugged +
Waterproof 33ft (10m) 16ft (5m) 33ft (10m) Frameless Mounting
with Folding Fingers 🔵 🔵 — HERO8 Black Mods 🔵 — — Touch Screen 🔵 🔵 🔵 Video Stabilization HyperSmooth 2.0 MAX HyperSmooth HyperSmooth Horizon Leveling With the GoPro App On Camera in
HERO Mode with
the GoPro App — TimeWarp Video TimeWarp 2.0 MAX TimeWarp TimeWarp Digital Lenses /
FOV SuperView, Wide,
Linear, Narrow MAX SuperView,
Wide, Linear, Narrow SuperView, Wide
Linear RAW Photo Capture All Photo Mode — 🔵 Setting Presets /
Custom Presets 🔵 — — Custonizable
On-Screen Shortcuts 🔵 🔵 — Voice Control 🔵 🔵 🔵 Wake on Voice 🔵 — 🔵 Time Lapse Video 🔵 🔵 🔵 Night Lapse Video 🔵 — — Slo-Mo 8x HERO Mode 2x 8x Live Streaming 1080p 1080p 720p Advanced
Metadata 🔵 HERO Mode Only 🔵 Protune 🔵 🔵 🔵 Compatiable Housing Protective Housing
(HERO8 Black) — SuperSuit
(Protection +
Dive Housing) GP1 Chip 🔵 🔵 🔵 Auto Cloud Backup Included With
GoPro PLUS
Subscription Included With
GoPro PLUS
Subscription Included With
GoPro PLUS
Subscription Audio Features Advanced Wind-Noise Reduction 3-Mic Processing 6-Mic Processing 3-Mic Processing Stereo Audio 🔵 Premium
Performance 🔵 360 Audio — 🔵 — RAW Audio Capture WAV format WAV format HERO Mode Only WAV format 3.5 mm Audio Mic In With Media Mod
for HERO8 Black
or With Pro
3.5mm Mic
Adapter — With Pro 3.5mm
Mic Adapter Connected Features Wi-Fi + Bluetooth 🔵 🔵 🔵 Connects to
the GoPro App 🔵 🔵 🔵 Auto Upload to
the Cloud Included With
GoPro PLUS
Subscription Included With
GoPro PLUS
Subscription Included With
GoPro PLUS
Subscription GPS 🔵 🔵 🔵 HDMI Port With Media Mod
for HERO8 Black — With Micro
HDMI Cable คลิกเพื่อแสดงข้อมูล GoPro รุ่นเก่า
ตอนนี้กระแสการใช้กล้อง GoPro เวลาท่องเที่ยว ดูจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงมากๆ เนื่องจากมีความคล่องตัวในการใช้งานสูงมาก น้ำหนักเบา และมีอุปกรณ์เสริมที่ทำให้กล้องลุยไปกลับเราได้ทุกที่ ทั้งกันน้ำและกันสะเทือน ทั้งนี้กล้อง GoPro มีให้เราเลือกหลายรุ่นมาก เราเลยจะมาแนะนำให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกันแบบง่ายๆ ว่าแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันอย่างไร จะได้เลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรามากที่สุด
โดยกล้อง GoPro จะมีการแบ่งรุ่นของกล้องออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ENTRY LEVEL สำหรับผู้เริ่มต้น และ PERFORMANCE LEVEL สำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพวิดีโอระดับสูง แน่นอนว่ากลุ่มหลังจะมีราคาที่สูงกว่า
เรามาเริ่มที่กลุ่ม ENTRY LEVEL กันก่อน
GoPro Hero
GoPro Hero นี่เป็นรุ่นที่ถูกที่สุดที่ GoPro วางจำหน่าย ราคาในบ้านเราอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 5 พันบาท สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด 1080p ได้ที่ 30fps แต่ถ้าถ่ายที่ 720p จะทำได้ถึง 60fps ซึ่งหากค่า Fps สูงๆ ภาพที่ได้ก็จะยิ่งสมูทมากขึ้น ด้านการถ่ายภาพนิ่งรุ่นนี้ให้ความละเอียด 5MP ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 5 รูปต่อวินาที
ในด้านความคุ้มราคา GoPro Hero จัดว่าคุ้มราคามากทีเดียว แต่ว่ารุ่นนี้จะไม่มีจอภาพ ทำให้การถ่ายภาพจะต้องอาศัยการคาดเดาระยะภาพของกล้อง ต้องฝึกกันเล็กน้อย และเนื่องจากรุ่นนี้เป็นรุ่นประหยัด มันถูกตัด Wi-Fi ออกไป แปลว่าเราไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปฯ GoPro เพื่อดูภาพผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้
มาดูข้อดีกันบ้าง รุ่นนี้ตัวกล้องสามารถกันน้ำได้เลยโดยไม่ต้องใส่เคสเพิ่ม โดยกันน้ำลึกได้ถึง 40 เมตร แต่ข้อเสีย คือ ไม่สามารถถอดแบตเตอรี่เปลี่ยนได้ และหากตัวเครื่องเกิดความเสียหายจะซ่อมยากทีเดียว
เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการอะไรง่ายๆ ติดตั้งแล้วถ่ายเลย, ต้องการกล้องกันน้ำ คุณภาพของวิดีโออยู่ในระดับมาตรฐานที่ยอมรับได้
GoPro Hero+
GoPro Hero+ มีราคาแพงกว่า Hero เล็กน้อย โดยตัวบอดี้กล้องมีคววามคล้ายคลึงกับรุ่น Hero เป็นอย่างมาก แต่ภาพในได้รับการอัพเกรตความสามารถให้สูงขึ้น และใส่ Wi-Fi เข้ามาให้ด้วย ทำให้รองรับการใช้งานร่วมกับแอปฯ GoPro บนสมาร์ทโฟน
ด้านความละเอียดของวิดีโอสูงขึ้น สามารถถ่ายวิดีโอได้ความละเอียด 1080p ได้ที่ 60fps ทำให้การบันทึกความเคลื่อนไหวดูลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และยังสามารถปรับเอฟเฟ็คเล่นวิดีโอแบบ Slow motion ได้ด้วยการลดเฟรมลงมาเป็น 30fps ส่วนภาพนิ่งก็ทำได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะขยับความละเอียดเซนเซอร์กล้องขึ้นไปที่ 8MP
สำหรับการใช้งานรุ่นนี้คุณภาพวิดีโอดีกว่า Hero อย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงเหมาะสำหรับดูบนจอขนาดเล็กเท่านั้น หากนำไปฉายดูบนจอขนาดใหญ่ ภาพจะยังไม่ค่อยละเอียดครับ
เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงกว่ารุ่น Hero และต้องการแชร์ภาพที่ถ่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที
GoPro Hero+ LCD
ความสามารถของรุ่นนี้เป็นไปตามชื่อรุ่นของมันเลย มันคือ Hero+ ที่เพิ่มหน้าจอ LCD เข้ามานั่นเอง ราคาแพงขึ้นมาพอสมควร ความสามารถในการบันทึกภาพและวิดีโอไม่มีความแตกต่างจาก Hero+ แต่ว่ามีคุณสมบัติ GoPro HiLight เพิ่มเข้ามา ใส่ Tagging ให้วิดีโอ ช่วยให้การนำวิดีโอมาตัดต่อภายหลังทำได้สะดวกกว่าเดิม
ในรุ่น ENTRY LEVEL เป็นรุ่นที่ดีที่สุดและแพงที่สุด หน้าจอ LCD ที่เพิ่มเข้ามาทำให้การควบคุมกล้องทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการอะไรง่าย ใช้ง่าย ด้วยหน้าจอ LCD ทำให้การเล็งมุมถ่ายวิดีโอและภาพ ทำได้สะดวกขึ้นมาก
มาถึงกลุ่มที่เน้น PERFORMANCE กันบ้างครับ
GoPro Hero4 session
Hero4 Session เป็นกล้องที่มีขนาดเล็กที่สุดในตระกูล GoPro ตัวกล้องกันน้ำได้ลึก 10 เมตร โดยไม่ต้องมี Housing อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะงงที่เจ้า GoPro รุ่นนี้อยู่ในกลุ่มเน้นคุณภาพ แต่กลับมีราคาถูกกว่ารุ่น ENTRY LEVEL ซะงั้น เรามาดูเหตุผลกันครับว่า ทำไมรุ่นนี้ถึงมีราคาที่ถูกได้
เจ้ากล้อง Session นี้เป็นกล้องที่มีความสามารถในการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูง บันทึก 1080p ได้ที่ 60fps แต่ถ้าบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 720p จะทำได้ถึง 100fps เลยทีเดียว ส่วนภาพนิ่งอยู่ที่ 8MP ดังนั้นความสามารถในการบันทึกจึงสูงกว่าตระกูล Hero, Hero+ มี Wi-Fi เชื่อมต่อกับแอปฯ GoPro ได้
แต่ที่เจ้า Hero4 session มีราคาถูกเป็นเพราะ รุ่นนี้เป็นกล้องที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานง่ายๆ กดแล้วถ่าย ติดแล้วลุยเลย ตัวกล้องกันน้ำกันฝุ่ยลุยได้ทุกสถานการณ์ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Housing แต่ก็แลกมาด้วยการไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก
เหมาะสำหรับ ราคาของ Hero4 session กับ Hero+ นั้นมีราคาเท่ากัน แต่ Session จะมีขนาดเล็กกว่าและถ่ายวิดีโอได้ถึง 100fps ส่วน Hero+ แม้จะถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 60fps แต่ก็มีข้อดีกว่าเล็กน้อยตรงกันน้ำได้ถึง 40 เมตร อันนี้การเลือกก็ต้องดูตามความต้องการในการการใช้งานของแต่ละคนแล้วล่ะครับ
GoPro Hero4 Silver
Hero4 Silver เป็น GoPro สำหรับคนต้องการความละเอียดสูงอย่างแท้จริง สามารถบันทึกวิดีโอได้ความละเอียดสูงถึงระดับ 4K แม้จะทำได้เพียง 15fps แต่หากปรับความละเอียดลดลงมาที่ 2.7K (2704x1520 พิกเซล) จะทำได้ถึง 30fps ด้วยความละเอียดระดับนี้ สามารถนำวิดีโอที่ได้ขึ้นจอขนาดใหญ่รับชมได้อย่างสวยงาม
สำหรับการบันทึกวิดีโอปกติ จะถ่าย 1080p ได้ที่ 60fps และหากถ่าย 720p จะทำได้ถึง 120fps เลยทีเดียว ส่วนภาพนิ่งจะบันทึกที่ 12MP ให้รายละเอียดคมชัดมาก ส่วนตัวกล้อง เจ้า Hero4 Silver มีหน้าจอทัชสกรีน สำหรับปรับแต่งกล้อง และเรียกดูภาพได้โดยสะดวก เหมือนกับ Hero+ LCD
เหมาะสำหรับ สำหรับผู้ที่ต้องการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง และภาพนิ่งแบบแจ่มๆ Hero4 Silver เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม
เดินทางมาถึงรุ่น Top สุดของ GoPro กันสักที
GoPro Hero6 Black
GoPro Hero6 Black เป็น Gopro ที่มีดีไซน์ตัวเครื่องที่เหมือนกับ HERO5 Black ตั้งแต่ หน้าจอ พอร์ตเชื่อมต่อ ปุ่มกด ช่องใส่เมมโมรี่การ์ด และช่องใส่แบตเตอรี่ ไม่ผิดเพี้ยน ส่วนหน้าจอ Touchscreen ก็ได้ปรับปรุงให้กดง่ายกว่ารุ่นเดิม และระบบกันน้ำก็กันที่ระดับความลึกที่ 10 เมตร โดยไม่ต้องใส่เคส รวมๆ แล้วดีไซน์ตัวเครื่องไม่แตกต่างกันเลย ซึ่งมันก็มีข้อดีอยู่ตรงที่ว่า หากใครมีอุปกรณ์เสริมของเก่าอยู่ ก็นำมาใช้กันได้เลย
ใช้ชิปเซ็ต GP1 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ประมวลผลเร็วกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า ทำให้การบันทึกวีดีโอมีค่า FPS สูงขึ้น และทำให้ภาพที่ได้มีสีสันสดขึ้น รวมถึง Dynamic Range, การถ่ายในที่มืด และระบบกันสั่น ก็ยังดีขึ้นอีกด้วย ส่วนของการเชื่อมต่อก็มี Wi-Fi ความเร็ว 5GHz ช่วยให้เราส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์อื่นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น สมาร์ทโฟน หรือเครื่องพีซี เป็นต้น
สามารถถ่ายวีดีโอได้ระดับ 4K 60fps, 1080p 240fps ต่างจากรุ่นเดิมอย่าง HERO 5 Black ที่บันทึกวีดีโอได้เพียง 4K 30fps, 1080p 120fps เท่านั้น ส่วนภาพนิ่ง Hero6 ถ่ายได้ที่ 12MP 4000x3000 พิกเซล (ไม่สามารถปรับลดความละเอียดได้เหมือนกับ Hero5)
เหมาะสำหรับ ถ้าต้องการวีดีโอที่ดีที่สุด และภาพนิ่งที่ดีที่สุด ก็ต้อง Hero6 เท่านั้น เพราะเป็นรุ่นใหม่ที่มีการใช้ชิป GP1 ทำให้การประมวลผลภาพต่างๆ ทำได้ดีกว่าเดิมมาก อย่างไรก็ตาม ก็ต้องแลกมาด้วยค่าตัวที่สูงมากเช่นกัน เมื่อเทียบกับ Hero5 ที่ตอนนี้มีการลดราคาจนอาจจะหาได้แค่ในราคาเพียงหมื่นนิดๆ เท่านั้น
GoPro Hero5 Black
GoPro Hero5 Black ถ่ายวีดีโอระดับ 4K/30fps, 1440p/80fps และ 1080p/120fps มีกันสั่นวีดีโอในตัว ส่วนภาพนิ่งถ่ายได้ที่ 12MP สามารถถ่ายแบบ 30fps เพื่อทำ TIME LAPSE ได้ด้วย แถมยังถ่ายรูปเป็นไฟล์ RAW เพื่อนำไปแต่งรูปต่อได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การควบคุมสามารถแตะหน้าจอเพื่อควบคุมกล้องได้เลย หรือจะสั่งงานด้วยเสียงก็ได้ รุ่นนี้ยังมี GPS ในตัว เพื่อบันทึกสถานที่ที่บันทึกภาพได้อีกด้วย
เหมาะสำหรับ GoPro รุ่นนี้ ออกแบบมาสำหรับคนต้องการไฟล์คุณภาพระดับสูงสุดทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ ทั้งนี้ หากไม่ได้ต้องการใช้งานวีดีโอระดับ 4K รุ่นเก่าอย่าง GoPro Hero4 Black ที่ราคาตกลงไปแล้วก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอแบบ FHD 1080p มีคุณภาพที่แทบไม่แตกต่างกัน แต่ว่าหากเลือก Hero4 Black ต้องทำใจเรื่องลูกเล่นอื่นๆ ที่หายไปด้วย อย่างพวก สั่งงานด้วยเสียงและหน้าจอทัชสกรีน
GoPro HERO5 Session
Hero5 Session เป็นกล้องที่มีขนาดเล็กในตระกูล GoPro ตัวกล้องกันน้ำได้ลึก 10 เมตร โดยไม่ต้องมี Housing พกพาสะดวก ใช้งานง่าย ออกแบบมาให้หยิบแล้วใช้งานได้ทันที
เจ้ากล้อง Hero5 Session นี้เป็นเหมือนรุ่นลดสเปคของ Hero5 Black เพื่อให้ทำราคาได้ถูกลงด้วยการตัดหน้าจอ และ GPS ออกไป
ในส่วนของการบันทึกวีดีโอทำได้ต่ำกว่า Hero5 Black เล็กน้อย ถ่ายวีดีโอระดับ 4K/30fps, 1440p/60fps และ 1080p/90fps มีกันสั่นวีดีโอในตัว ส่วนภาพนิ่งถ่ายได้ที่ 10MP สามารถถ่ายแบบ 30fps เพื่อทำ TIME LAPSE ได้ด้วย ไม่สามารถถ่ายรูปเป็นไฟล์ RAW ได้
เหมาะสำหรับ ถ้าเราไม่คิดจะบันทึกวีดีโอที่ Fps สูงๆ และคิดจะแต่งรูปด้วยไฟล์ RAW หลังถ่าย การเลือก Hero5 Session ก็ช่วยให้เราประหยัดเงินไปได้เยอะ อาจจะนำเงินส่วนต่างนี้ไปสมทบทุนซื้ออุปกรณ์เสริมอย่าง Karma Grip แทน ก็น่าจะคุ้มค่ากว่า
GoPro Hero4 Black
GoPro Hero4 Black ในขณะที่ Hero4 Silver ถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ แต่ 15fps ก็แทบจะหาโอกาสใช้งานไม่ได้ เพราะเฟรมเรทระดับนั้น ไม่เหมะากับการถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวได้สักเท่าไหร่ แต่ Hero4 Black สามารถถ่าย 4K ได้ที่ 30fps ซึ่งเป็นเฟรมเรทที่ใช้งานได้อย่างเหลือเฟือ และหากบันทึกแบบ 1080p ก็จะทำได้ถึง 120fps ยิ่งถ้าลดความละเอียดลงมาที่ 720p จะบันทึกได้มากถึง 240fps เลยล่ะ ส่วนภาพนิ่งก็ถ่ายได้ที่ 12MP เช่นเดียวกับรุ่น Hero4 Silver
แต่ประสิทธิภาพขนาดนี้ เราต้องจ่ายแพงกว่าถึงเกือบ 4,000 บาท และจะต้องเสียสละหน้าจอ LCD ไปด้วย
เหมาะสำหรับ GoPro รุ่นนี้ ออกแบบมาสำหรับคนต้องการคุณภาพวิดีโอระดับสูงสุดเท่านั้น หากต้องการใช้งานจริงจัง และตัดต่อวิดีโอภายหลังเป็นประจำ ต้องเลือกรุ่นนี้เท่านั้น
GoPro HERO Session
GoPro HERO Session เป็นกล้องรุ่นเริ่มต้นในตระกูล GoPro ตัวกล้องกันน้ำได้ลึก 10 เมตร โดยไม่ต้องมี Housing สเปคเหมือนลดมาจากตัว HERO5 Session อีกทีหนึ่ง ไม่มีหน้าจอ, ไม่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ และวีดีโอไม่มีกันสั่นในตัว
เจ้ากล้อง Session ถ่ายวีดีโอระดับ 1440p/30fps และ 1080p/60fps ส่วนภาพนิ่งถ่ายได้ที่ 8MP สามารถถ่ายแบบ 10fps เพื่อทำ TIME LAPSE ได้ด้วย ไม่สามารถถ่ายรูปเป็นไฟล์ RAW ได้
เหมาะสำหรับ สำหรับการใช้งานทั่วไป HERO Session ก็ตอบโจทย์ได้ดีอยู่ แต่หากตั้งใจจะนำไปถ่ายอะไรที่ค่อนข้าง Extreme ที่มีความเร็วสูงๆ Fps อาจจะไม่เร็วพอนะครับ เหมาะสำหรับการเดินเล่นถ่ายชิวๆ มากกว่า
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คิดว่าทุกท่านคงรู้แล้วว่า GoPro รุ่นไหน ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด แต่ก็มีอะไรที่จะเตือนอักสักเล็กน้อย นั่นก็คือ การตัดต่อวิดีโอระดับ 4K นั้น คอมฯ ไม่แรงจริง ทำไม่ได้นะครับ อย่าลืมคิดถึงอุปกรณ์อื่นที่จะนำมาใช้งานร่วมกับกล้องด้วยล่ะ
แปลและเรียบเรียงจาก http://www.cnet.com/news/which-gopro-is-right-for-you/